ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ในสัปดาห์นี้ สคบ. จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณารออกคำสั่งห้ามขาย นำเข้า และห้ามบริการบารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ เพราะจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ได้ตรวจพบสารโลหะหนักและสารอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายปนอยู่ ขณะเดียวกันสคบ.ยังได้ส่งตัวอย่างสินค้าไปทดสอบที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ เพื่อหาสารอันตรายอื่น คาดว่าจะ ได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์นี้ น.ส.ทรงศิริ จุมพล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา สคบ. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สคบ. ได้ประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางควบคุมสินค้าบารากู่ โดยกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ล่าสุดได้ยกร่างกฎหมาย พร้อมทั้งจัดประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง และจะนำประกาศดั่งกล่าวเสนอให้ที่ประชุมครม.ชุดใหม่ พิจารณา ก่อนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนก.ย.นี้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบถึงอันตราย สคบ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์ถึงอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นจากบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะทำข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ นำไปเผยแพร่ พร้อมกับประสานกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยบล็อกเว็บไซต์ ที่โฆษณาสินค้าดังกล่าวด้วย ชณะเดียวกันยังขอให้กรรมสรรพสามิตและสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกตรวจสถาน บันเทิง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และยังประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้สารที่นำมาใช้สูบบารากู่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.เล็งออกคำสั่งห้ามขายบารากู่
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

สคบ.เล็งออกคำสั่งห้ามขายบารากู่
-

เกษตรกรร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม
นางจินตนา ชัยยวรรณากร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้ขอความร่วมมือไปยังตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้ช่วยตรึงราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มประมาณฟองละ 3.30 บาท เนื่องจากในปัจจุบันราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเพราะมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากปัญหาอากาศแปรปรวนและมีโรคระบาดเกิดขึ้น อากาศส่วนการเคลื่อนไหวราคาไข่ไก่ปัจจุบัน ก็ยอมรับว่ามีราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากผลิตออกมาน้อยเนื่องจากอากาศแปรปรวนและมีโรคระบาด โดยในเบื้องต้นเกษตรกรพร้อมให้ความร่วมมือในการตรึงราคาหน้าฟาร์มแล้ว “อย่างไรก็ตามราคาที่ปรับขึ้นมานั้นอยากให้ผู้บริโภคเข้าใจเกษตรกรด้วย เพราะหากเกษตรกรมีต้นทุนหรือผลผลิตออกมาน้อยราคาก็อาจปรับขึ้นได้ เนื่องจากไข่ไก่เป็นสินค้าที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน และยอมรับว่าในบางช่วงการบริโภคก็ลดลงโดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งเกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนในขณะนั้น โดยการขอความร่วมมือให้จำหน่ายไข่ไก่หน้าฟาร์มที่ 3.30 บาทต่อฟองนั้นก็ถือว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมแล้ว” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาไข่ไก่เบอร์ 3 ในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 3.7-3.8 บาทต่อฟอง สูงกว่าเดือน ก.ค. ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4-3.5 บาทต่อฟอง ประมาณฟองละ 30 สต. โดยราคาที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงมาก ประกอบกับเป็นโรคระบาดทำให้ผลผลิตน้อยลง “แม้ว่าในช่วงนี้จะมีผลผลิตออกมาน้อยกว่าปกติ แต่หากดูในภาพรวมของปี 57 พบว่า แม่ไก่ยืนกรงในไทยจะมีจำนวน 51.26 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% มีผลผลิตไข่ไก่ 13,000 -14,000 ล้านฟอง และะคาดว่าผลผลิตไข่ไก่จะออกมามากที่สุดประมาณปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 57 หือกว่า 39 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งตรงนี้อาจทำให้ราคาลดลงได้” นางจินตนา กล่าวว่า ขณะนี้กรมมีแผนจะขยายเครือข่ายโครงการหนูณิชย์…พาชิม ออกไปให้เพิ่มขึ้นโดยกำหนดให้เป็นโครงการครอบครัวหนูณิชย์ ที่จะนำร้านค้าสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง ให้เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถหาซื้อสินค้าและลดค่าครองชีพได้ในที่สุด โดยอยู่ระหว่างการประเมินว่าภายใต้โครงการนี้ร้านค้าต้องดำเนินการอย่างไรและกรมจะดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านใดบ้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เกษตรกรร่วมมือตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม -

เอกชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สิ่งเร่งด่วนที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ คือ หาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะแรงซื้อของภาคประชาชนในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่ควร เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น โดยเสนอให้ดำเนินการ 4 ด้านสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน , การดูแลสินค้าภาคการเกษตรที่ขณะนี้ภาพรวมตกต่ำตามตลาดโลก โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐจนเกินไป , ปรับกระบวนการผลิตให้มีการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในภาคเกษตร และการปราบปรามคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม “ปีนี้เหลือเวลาไม่มากนัก แต่ก็ยังคาดหวังว่าถ้าเร่งทำอะไรบางส่วนได้ก็อาจจะมีลุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ 2% แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไทยพึ่งพิงการส่งออกมาก ซึ่งยอมรับว่า หากจะให้การเติบโตระดับนี้เกิดขึ้นได้ส่งออกจะต้องโต 2-2.5% ตรงนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเศรษฐกิจโลกเวลานี้ยังมีปัญหาหาโดยเฉพาะกรณีอิรัก ลิเบีย ยูเครน แต่เราเองหวังว่าการกระตุ้นการบริโภคในประเทศถ้าทำได้เร็วให้แรงซื้อในช่วงไตรมาส 4 ฟื้นตัวแบบเห็นชัดเจนก็ยังมีลุ้น ส่วนการลงทุนและงบประมาณที่จะเข้ามาจะไปเห็นรูปธรรมในปี 58 มากกว่า” สำหรับการดูแลค่าครองชีพประชาชนในระยะนี้ จะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มแรงซื้อ ที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก หากเป็นไปได้ต้องการเห็นการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโตมัติ(เอฟที) ในรอบใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.57) ซึ่งยังรวมถึงการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เนื่องจากแรงซื้อที่ลดต่ำทำให้การปรับราคาสินค้าที่ผ่านมาไม่ได้ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ