นายสยามประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า การขอสินเชื่อหมุนเวียนเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เห็นได้จากการยื่นขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น 33% ขณะที่วงเงินการขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น54% เป็นผลมาจากทิศทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีทำให้ยอดสั่งซื้อสต็อกสินค้าเพิ่ม หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีแผนการลงทุนโครงการของรัฐ เช่นเปิดประมูลรถไฟฟ้า6 สายนเดือนต.ค.นี้ การเร่งรัดการเบิกจ่าย การจ่ายเงินให้กับชาวนา และการเร่งขอใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมให้รวดเร็วขึ้น การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน จากที่ก่อนหน้านี้วงเงินที่ขอสินเชื่อจะไม่มากนักส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว เพราะเศรษฐกิจซบเซาจากการชุมนุนทางการเมือง “เศรษฐกิจอาจจะไม่เติบโตทันที ซึ่งอาจะเป็นลักษณะยูเชพ หรือวีเชพค่อย ๆ ขึ้นมากกว่า และการลงทุนโครงการภาครัฐที่จะเกิดขึ้นมีผลต่อสินชื่อในปีหน้าไม่ใช่ปีนี้ ส่วนจีดีพีปีนี้คาดว่าจะโต3-4% เพราะหลังจากรัฐมีความชัดเจนลงทุนจะทำให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่นรับเหมาก่อสร้าง สินค้าอุปโภค-อุปโภคเติบโต ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเริ่มปรับตัวลดลงโดยในเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 2.7% จากเดิมในเดือนม.ค.และพ.ค.ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3%เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้หลังจากที่ลูกหนี้มีปัญหาเรื่องความสามารถชำระหนี้ สำหรับตัวเลขการปล่อยสินเชื่อในช่วง 6เดือนที่ผ่านมานั้น เติบโต 4.4% ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 191,497 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าขนาดกลาง 40%ลูกค้าขนาดเล็ก 30% และลูกค้ารายย่อย 30% อคาดว่าช่วงที่เหลือของปีสินเชื่อจะปล่อยได้เพิ่มอีก 15,330 ล้านบาท และสิ้นปีนี้สินเชื่อยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ตามไว้คือเติบโต13% ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 207,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อยหรือบสย.ช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงิน 55,000 ล้านบาท และลดค่าธรรมเนียม 1.75% นั้น คาดว่าธนาคารจะปล่อยสินเชื่อลูกค้าผ่านโครงการนี้ประมาณ 25,000 ล้านบาทนอกจากนี้ได้มีแคมเปญสินเชื่อ3 เท่าให้กับลูกคารายเล็กวงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทและรายย่อยให้สินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 300,000 บาทถึง 12 ล้านบาท นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าภาพรวมสินเชื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าสินเชื่อในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าที่วางไว้5%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศก.ฟื้นดันยอดขอสินเชื่อหมุนเวียนพุ่ง
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ศก.ฟื้นดันยอดขอสินเชื่อหมุนเวียนพุ่ง
-

ส.อ.ท.เผยรมว.อุตฯคนใหม่ต้องกล้าตัดสินใจ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ที่จะมาเป็น รมว.อุตสาหกรรมต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี กล้าตัดสินใจ เป็นที่ยอมรับของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สามารถเป็นผู้ที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนได้ โดยนโยบายเร่งด่วนที่อยากให้ รมว.อุตสาหกรรม เร่งผลักดัน คือการเร่งให้การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีจีดีพีเพียง 37% ตามมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้วเอสเอ็มอีจะมีขนาดจีดีพีถึง 50% เมื่อเทียบกับจีดีพีรวม และหากเอสเอ็มอีแข็งแรงก็จะทำให้อุตสาหกรรมในภาพรวมแข็งแรงด้วยเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นซัพพายเชนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนกรณีที่มีนายชื่อของนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อาจเป็นผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็น รมว.อุตสาหกรรมนั้น นายวิฑูรย์ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมในขณะนี้เป็นอย่างดีสามารถผลักดันงานให้ต่อเนื่องได้ แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หากนายวิฑูรย์ ขึ้นเป็น รมว.อุตสาหกรรม ยังเป็นห่วงว่า จะยังมีปัญหาเดิมคือมีความโยงกับกลุ่มการเมืองพรรคชาติพัฒนา เพราะในกระทรวงเป็นที่ทราบกันดีว่า นายวิฑูรย์ เป็นเพื่อนผู้มีอำนาจในพรรคชาติพัฒนา เมื่อครั้งเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และช่วงที่เป็นปลัดกระทรวงก็มีปัญหาเอกชนร้องเรียนการออกใบอนุญาต ร.ง.4 มาตลอด เพิ่งมีการมาปรับปรุงในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริษัทประเทศ และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. สั่งการให้ต้องออก ร.ง.4 ภายใน 30 วัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.เผยรมว.อุตฯคนใหม่ต้องกล้าตัดสินใจ -

หุ้นไทยปิดลบ0.14 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (7 ส.ค.) ดัชนีปรับตัวทำจุดสูงสุดในช่วงเปิดตลาดภาคเช้า จากนั้นทยอยปรับตัวลดลงเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน ถึงแม้จะมีแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการเข้าผลักดันดัชนี แต่ขณะเดียวกันตลาดยังไร้ปัจจัยชี้นำในเชิงบวก ประกอบกับนักลงทุนเริ่มเทขายทำกำไรป้องกันความเสี่ยงก่อนช่วงวันหยุดยาว ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,514.53 จุด และทะยานขึ้นสูงสุด 1,526.33 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,522.27 จุด ลดลง 0.14 จุด หรือ 0.01% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 44,332.94 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ริชี่ ปิดที่ 4.32 บาท เพิ่มขึ่น 1.02 บาท 2.จัสมิน ปิดที่ 6.65 เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 3.ทรู ปิดที่ 10.50 บาท ลดลง 0.10 บาท 4.ช.การช่าง ปิดที่ 26.25 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง 5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 218.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท© 2014 MicrosoftTermsPrivacy & cookiesDevelopersEnglish (United States)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยปิดลบ0.14 จุด