น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยจะร่วมมือกันในการผลักดันให้มีร้านจำหน่ายอาหารในราคาถูก ดี อร่อย สะอาดในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ร้านค้าทั่วกรุงเทพฯที่จะจำหน่ายอาหารในราคาเมนูละ 25-35 บาททั้งนี้แนวทางในการดำเนินการผลักดันให้มีร้านอาหารราคาถูก ดี อร่อย สะอาดกรมการค้าภายในจะใช้ร้านอาหารที่เข้าร่วมเป็นร้านอาหารธงฟ้ามาเข้าร่วมโครงการและในส่วนของ กทม. ก็จะไปเปิดรับสมัครร้านอาหารที่อยู่ในพื้นที่ กทม.เพื่อให้เข้ามาร่วมโครงการซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดร้านค้าว่าอยู่ตรงจุดไหนของกรุงเทพฯและคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็วๆ นี้“ได้ให้กรมการค้าภายในไปหาหรือกับ กทม. แล้วซึ่งเราจะใช้จุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาร่วมมือกันในการทำงานเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เพราะเราดูแลร้านอาหารธงฟ้า ส่วนกทม.ก็รู้ว่าในแต่ละเขต แต่ละพื้นที่มีร้านอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง ก็ให้ไปรับสมัครมาแล้วดึงมาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเมื่อโครงการเกิดขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้นและช่วยในการลดค่าครองชีพได้จริง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผุดร้านอาหารราคาถูกและอร่อยทั่วกทม.
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ผุดร้านอาหารราคาถูกและอร่อยทั่วกทม.
-

ยอดส่งออกรถยนต์ตลาดอินโดฯสะดุด
นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ดัชนีและพยากรณ์เศรษฐกิจการค้า ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย พบว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียในช่วงครึ่งหลังของปี 57 ยังไม่มีสัญญาณของการฟื้นตัว เนื่องจากอินโดนีเซียยังมีปัจจัยเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวจึงส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังอินโดนีเซียขณะเดียวกันผลพวงของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตไปยังอินโดนีเซียมากขึ้น ทำให้อินโดนีเซียเริ่มชะลอการนำเข้ารถยนต์และส่วนประกอบยานยนต์บางรายการจากไทย จนส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปอินโดนีเซียหดตัวอย่างต่อเนื่องด้วยทั้งนี้นอกจากสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนแล้วที่ได้รับผลกระทบยังมีสินค้าอื่นๆ อีก เช่น เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ข้าว น้ำตาลทราย น้ำมันดิบ เม็ดพลาสติก เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดส่งออกรถยนต์ตลาดอินโดฯสะดุด -

พาณิชย์รับมือสินค้าถูกตัดจีเอสพี 723 รายการ
รายงานข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้เตรียมแนวทางการช่วยเหลือผู้ส่งออกสินค้าไทยในตลาดยุโรปหลังจากในวันที่1 ม.ค. 58 สินค้าไทยจำนวน 723รายการจะถูกตัดสิทธิ์การใช้สิทธิประโยชน์ทางอัตราภาษีศุลกากร (จีเอสพี) โดยการส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจากับสำนักงานอียูณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อขอให้อียูช่วยออกมาตรการผ่อนปรนที่ไม่เกี่ยวกับภาษีเพื่อเยียวยาแก่ผู้ส่งออกไทยเพราะเรื่องภาษีนั้นคงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขประเทศที่มีรายได้เกินระดับ 3,975 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนติดตามกัน 3 ปีจะไม่มีสิทธิ์ได้รับจีเอสพีไม่ได้เนื่องจากไทยมีรายได้เกินแล้วขณะเดียวกันกรมฯจะหามาตรการในการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศในการรับมือกับการถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีในตลาดยุโรปพร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ไม่ต้องพึ่งพาประโยชน์จีเอสพี,การลดต้นทุนการผลิต,การพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องและ การจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพแต่ราคาไม่แพง เป็นต้นนายวัลลภวิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่าตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านไทยที่ยังได้รับสิทธิ์จีเอสพีในตลาดยุโรปและเสียภาษีเป็น0%เช่น กัมพูชา พม่า ลาว และ บังกลาเทศซึ่งผู้ประกอบการไทยหลายกิจการก็ทยอยขยายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากแล้วเนื่องจากต้องลดต้นทุนการผลิตรวมถึงการขยายตลาดรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มยุโรปและเรื่องของแรงงานสำหรับในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีการเตรียมความพร้อมมาหลายปีแล้วซึ่งหลายบริษัทที่มีโรงงานกระจายในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นเวียดนามและกัมพูชา พม่าและบังกลาเทศ กำลังเพิ่มสัดส่วนการผลิตในโรงงานประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเช่น ในปัจจุบันกำลังการผลิตโรงงานส่วนใหญ่จะอยู่ในไทย 80%และ ต่างประเทศ 20%ในปีหน้าก็เปลี่ยนเป็นผลิตในไทย 70%ต่างประเทศ 30%หรือบางรายอาจเพิ่มสัดส่วนที่เท่ากันคือในประเทศ50%และต่างประเทศ50%“ในส่วนของโรงงานสาขาที่อยู่ในต่างประเทศนั้นผู้ประกอบการก็มีการเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตอยู่ต่อเนื่องเพื่อให้ใกล้เคียงกับประเทศไทยเร็วที่สุดโดยเฉพาะเรื่องของแรงงานส่วนโรงงานที่ยังไม่ได้ขยายในเพื่อนบ้านล่าสุดก็ทยอยไปเรื่อยเชื่อว่าไม่นานก็คงไปทั้งหมดสำหรับผู้ที่มีศักยภาพซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมี 2-3 โรงงานพิจารณาไปตั้งโรงงานในพม่าอย่างไรก็ตามแม้ในอนาคตจะมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในต่างประเทศแต่ในส่วนสาขาในประเทศไทยก็ไม่ได้มีการทอดทิ้งเพราะโรงงานในไทยจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจทั้งหมด“
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์รับมือสินค้าถูกตัดจีเอสพี 723 รายการ