หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง

    หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมิ.ย.57 อยู่ที่ 5.642 ล้านล้านบาท คิดเป็น 46.60% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 109,415.89 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาโดยเป็นหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 25,385.15 ล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน เพิ่มขึ้น 88,902.24 ล้านบาท ส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน ลดลง 4,871.50ล้านบาท หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้นไม่มีหนี้คงค้าง อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่หนี้ของรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้เงินกู้ล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มขึ้น 25,800 ล้านบาท เพราะการกู้เงินล่วงหน้า 25,800 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ ที่จะครบกำหนดวันที่ 13 ก.ค.57 วงเงิน 30,000 ล้านบาท รวมทั้ง พันธบัตรออมทรัพย์ภายใต้ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งครบกำหนดอีก 50,000 ล้านบาท ทำให้วันที่ 13 ก.ค.57 จะมีพันธบัตรครบกำหนดชำระรวม 80,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกันเพิ่มขึ้น เกิดจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,000 ล้านบาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบิกจ่ายจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ มากกว่าชำระคืนต้นเงินกู้ 89,934.40 ล้านบาท โดยเป็นการเบิกจ่ายเงินกู้ 90,000 ล้านบาท และชำระคืนต้นเงินกู้ 65.6 ล้านบาท “สำหรับเงินกู้ล่วงหน้าดังกล่าวจะนำไปให้กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศบริหารลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ให้เกิดผลตอบแทนและลดต้นทุนในการเตรียมเงินเพื่อระดมทุน” ทั้งนี้ หนี้ต่างประเทศและหนี้ในประเทศ อยู่ที่ 5,642,430.04 ล้านบาท ได้แก่ หนี้ต่างประเทศ 382,072.15 ล้านบาท หรือ 6.77% และหนี้ในประเทศ 5.260 ล้านล้านบาท หรือ 93.23%ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง แบ่งเป็น หนี้ของรัฐบาล 3.933 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.084 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน620,861.22 ล้านบาท และ หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ  3,652.17 ล้านบาท ขณะที่ หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน โดยหนี้ต่างประเทศ ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1,153.03 ล้านบาท ส่วนหนี้ในประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าลดลง 2,075.28 ล้านบาท เนื่องจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตร 4,400 ล้านบาท และไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 3,782 ล้านบาท, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด 1,500 ล้านบาท  และการเคหะแห่งชาติไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด  1,000 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทยชำระคืนต้นเงินตามสัญญาเงินกู้ที่ครบกำหนด 193.28 ล้านบาท สำหรับส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลค้ำประกัน โดยต่างประเทศลดลงจากเดือนก่อนหน้า 32.16 ล้านบาท เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้ยอดหนี้คงค้างในรูปเงินบาทลดลง และการเบิกจ่ายและชำระคืนหนี้สกุลเงินต่างๆ ทำให้ยอดหนี้คงค้างในสกุลเงินบาทลดลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนี้สาธารณะเดือนมิ.ย.พุ่ง

  • เปิดประมูลป้ายสวยรถกระบะ-รถตู้

    เปิดประมูลป้ายสวยรถกระบะ-รถตู้

    นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ กรมฯ จะเริ่มประเดิมเปิดประมูลป้ายทะเบียนเลขสวยสำหรับรถกระบะ และรถตู้เขตกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยนำหมายเลขสวย 301 หมายเลขออกมาเปิดประมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถกระบะ ป้ายเขียว และรถตู้ ป้ายฟ้า ได้มีโอกาสถือครองเลขสวย  และเป็นการดำเนินการให้ได้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องลงทะเบียนก่อนที่เว็บไซต์ www.dlt.go.th หรือสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ หลังจากนั้นต้องวางเงินหลักประกันตามราคาที่กำหนดไว้ โดยรถตู้จะเริ่มประมูลหมวด ฮล ตั้งแต่วันที่ 13-31 ส.ค.57 โดยเลขเดียวกัน 4 ตัว ต้องวางเงินหลักประกัน 10,000 บาท เลขตอง 3 ตัว 5,000 บาท และเลขคู่ เลขสลับ เลขหาม 2,000 บาท ตั้งเป้าหมายครั้งแรกจะสร้างรายได้มากกว่า 15 ล้านบาท โดยมีเลขเด็ดไฮไลท์คือ ฮล9999 คาดจะสูงเกิน 1 ล้านบาท ส่วนรถกระบะจะเริ่มประมูลหมวด 1ฒฒ  ตั้งแต่วันที่ 13-30 ส.ค.57 โดยการร่วมประมูลจะใช้หลักการเดียวกับรถตู้ แต่เงินวางประกันจะน้อยกว่า เลขเดียวกัน 4 ตัว 5,000 บาท เลขตอง 3 ตัว 2,000 บาท ส่วนเลขคู่ เลขสลับ เลขหาม 1,000 บาท โดยตั้งเป้าหมาย 5 ล้านบาท เลขไฮไลท์ คือ 1ฒฒ1111 คาดประมูลเกิน 5 แสนบาท นายอัฌษไธค์กล่าวว่า ช่วงแรกเริ่มจากส่วนกลาง ในกรุงเทพฯ ก่อน เนื่องจากมีรถกระบะ และรถตู้จดทะเบียนมากกว่าจังหวัดอื่น แต่ในปีงบประมาณ 58 หรือตั้งแต่เดือนต.ค.57 เป็นต้นไป จะเริ่มทยอยเปิดประมูลทะเบียนรถกระบะในพื้นที่จังหวัดที่มีผู้ใช้รถกระบะจำนวนมาก เช่น ชลบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายว่าในเขตกรุงเทพฯ จะประมูลทะเบียนรถกระบะได้เดือนละ 1 ครั้ง ขณะที่รถตู้จะได้ปีละ 1 ครั้งเพราะมีรถจดทะเบียนน้อยกว่า ส่วนต่างจังหวัดก็จะดูตามความต้องการขอแต่ละพื้นที่อีกครั้ง” สำหรับจุดเด่นของการประมูลครั้งนี้ นอกจากเป็นการประมูลทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้รถได้ร่วมประมูลอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณในการจัดประมูลด้วย ที่สำคัญในส่วนของลายกราฟฟิกบนป้ายทะเบียน กรมฯยังได้จัดทำรูปแบบพิเศษเฉพาะรถตู้ และรถปิกอัพอย่างชัดเจน  “การประมูลจะให้ทำเฉพาะผ่านอินเตอร์เน็ตเท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมประมูลสามารถสู้ราคา ใส่ราคาสูงสุดกี่ครั้งก็ได้ และในช่วงท้ายจะมีการต่อเวลาไป 10 วินาทีทุกครั้งการประมูลใกล้จบเพื่อเปิดโอกาสให้มีคนสู้ต่อ โดยผู้ที่สงสัยวิธีการประมูล สามารถติดต่อได้สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ รวมถึงช่วยเพิ่มรายได้สมทบเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.)ในการรณรงค์ส่งเสริม พัฒนางานวิจัยเพื่อลดอุบัติเหตุ รวมถึงนำเงินบางส่วนไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุจนพิการจากการใช้รถใช้ถนนอีกด้วย”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดประมูลป้ายสวยรถกระบะ-รถตู้

  • ผ่าแผนโครงสร้างพื้นฐาน นับถอยหลังสู่การลงทุน

    ผ่าแผนโครงสร้างพื้นฐาน นับถอยหลังสู่การลงทุน

    หลังจากเจอโรคเลื่อนมาหลายรอบ ในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ไฟเขียวผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 สำเร็จ โดยมติครั้งนี้ถือว่าไม่ได้พลิกความคาดหมายนัก เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจซึ่งต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐเป็นตัวชูโรง ขณะที่ระบบคมนาคมขนส่งที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานจำเป็นต้องเร่งฉีดยา ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน ไม่ทันเปิดประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกับมิติการเมืองที่การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับ คสช. โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่เข้ามาเชื่อมโยงเต็มตัว ***ความเหมือนที่แตกต่าง 2 ยุทธศาสตร์ ที่มาของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ เป็นการหยิบโครงการลงทุนคมนาคมขนส่งที่ค้างคาในอดีตส่วนใหญ่บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลชุดที่แล้วขึ้นมาทบทวนให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น ทำให้รายละเอียดโครงการต่าง ๆ ในยุทธศาสตร์นี้จึงคล้ายคลึงกับแผน 2 ล้านล้านบาท แต่จุดที่แตกต่างกัน คือยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของ คสช. กินเวลายาวนานกว่าจาก 7 ปี เป็น 8 ปี และดึงแผนการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเข้ามารวมอยู่ด้วย ซึ่งต่างจากแผน 2 ล้านล้านบาท ที่เน้นดูแค่การลงทุนและใช้งบจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก ซึ่งไม่มีแผนทางอากาศ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้ในยุทธศาสตร์การลงทุนของ คสช. ฉบับนี้ มีขอบเขตใหญ่โตกว่าโครงการ 2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมระบบขนส่งคมนาคมให้เชื่อมต่อกันได้ทุกมิติทั้ง ถนน น้ำ ราง อากาศ และเชื่อมอาเซียนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้มีเงินลงทุนถ้าทำครบตามแผนจะทะลุเกิน 3 ล้านล้านบาทไปด้วย แต่ถ้านับเฉพาะงบลงทุนของรัฐโดยตัดงบรัฐวิสาหกิจออกไปจะใช้เงินประหยัดกว่ารัฐบาลที่แล้วไม่ถึง 2 ล้านล้านบาทแน่ นอกจาก น้ียังมีที่มาของการจัดทำงบไม่เหมือนกันโดย คสช. เลือกการพิจารณาลงทุนเป็นรายโครงการ ต่างจากรัฐบาลชุดก่อนที่เลือกออกกฎหมายเป็นภาพรวมใหญ่ทั้งหมด ข้อดีก็คือมีความรอบคอบและยืดหยุ่นในการใช้งบ แต่ก็มีความเสี่ยงที่โครงการจะขาดความต่อเนื่องในอนาคต หากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมือง อย่างไรก็ดี คสช. ได้ตั้งให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้า คสช. ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดทำรายละเอียดโครงการ งบการลงทุน แหล่งเงินทุน รวมทั้งดึงโครงการที่จำเป็นที่ต้องทำแน่นอนมาอยู่ในแผนก่อสร้างระยะเร่งด่วนปี 57-58 อีกด้วย ซึ่งมีทั้งโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง รถไฟกึ่งความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้าในเมือง 10 สาย รวมถึงการสร้างถนน 4 เลน เชื่อมตามด่านชายแดนรับการเปิดเสรีอาเซียน ***เพิ่มแผนอากาศ ลดไฮสปีดเทรน ด้านรายละเอียดโครงการที่แตกต่างกันทั้ง 2 ฉบับ คือ ยุทธศาสตร์ คสช. นำโครงการพัฒนาน้ำและอากาศของรัฐวิสาหกิจเข้ามาใส่ในแผนด้วย เช่น การขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่สอง ดอนเมือง อู่ตะเภา  ขณะที่ทางน้ำนำแผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังมาใส่เพิ่ม ทางถนนได้เพิ่มเส้นทางขยายทางหลวงเพื่อเชื่อมกับด่านการค้าชายแดนให้มากขึ้น แต่ไฮไลต์ที่ชัดสุดคือ การปรับแผนโครงการรถไฟความเร็วสูง  (ไฮสปีดเทรน) ให้เหลือเป็นแค่รถไฟรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่งลดความเร็วจาก 250 กม.ต่อชั่วโมง เหลือ 160 กม. และลดเส้นทางจาก 4 สาย เหนือ ใต้ อีสาน และตะวันออก เหลือ 2 สายเพียงสายเหนือและอีสาน แต่ต่อขยายเส้นทางให้ยาวขึ้น เพราะ คสช. มองว่าการทำไฮสปีดยังไม่จำเป็นในตอนนี้  ไม่คุ้มค่าและสิ้นเปลือง อีกทั้งเส้นทางเดิม 4 ภาคยังไม่เชื่อมโยงกับการค้าชายแดน จึงต้องปรับใหม่ให้สายเหนือเริ่มจากเชียงของ สายอีสานเริ่มจากหนองคาย เพื่อรองรับการเชื่อมต่อจากจีนตอนใต้มา สิ้นสุดที่ท่าเรือแหลมฉบังแทน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นประตูการค้าอาเซียนชัดเจน แต่ในการลงทุนราง คสช. ยังเลือกลงทุนแบบเดียวกับไฮสปีดเทรน เผื่อรองรับการทำไฮสปีดเทรนในอนาคตได้ด้วย ส่วนงบประมาณที่ใช้ในรถไฟกึ่งความเร็วสูง เบื้องต้นจะใช้ถึง 741,460 ล้านบาท สูงกว่าไฮสปีดเทรน 4 เส้นทางของรัฐบาลเดิม เพราะเส้นทางยาวถึง 1,392 กม. ***รอเลือกแหล่งเงินทุนไม่เน้นกู้ ส่วนคำถามของที่มาแหล่งเงินทุน ในเบื้องต้นจะนำแหล่งเงินจาก 5 ทาง คือ งบประมาณรัฐ, การกู้ผ่าน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ, รายได้จากรัฐวิสาหกิจ, การร่วมทุนรัฐกับเอกชน และการตั้งกองทุนระดมเงินทุน แต่นโยบาย คสช. ต้องการกู้ให้น้อยสุด และคงเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของจีดีพี โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ระบุว่าแผนการก่อหนี้ปี 58 เบื้องต้นจะอยู่ที่ 150,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ส่วนใหญ่เน้นการศึกษาและเตรียมความพร้อมเป็นหลัก แบ่งเป็นการใช้งบประมาณประจำปี 20,000 ล้านบาท การกู้เพื่อลงทุน 65,000 ล้านบาท การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี  7,000 ล้านบาท การกู้ของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนเอง 20,000 ล้านบาท และใช้รายได้ของตัวเองมาลงทุนอีก 43,000 ล้านบาท แต่ในปีถัดไปซึ่งรัฐจะเริ่มก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ จำเป็นต้องหาแหล่งเงินอื่นเข้ามาช่วยเสริมด้วย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องกู้ทั้งหมด แต่ควรดึง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐมากกว่า ***ห่วงวัสดุก่อสร้าง -แรงงานขาดแคลน อีกประเด็นที่เป็นเรื่องท้าทายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือการเตรียมพร้อมของผู้รับเหมา และวัสดุก่อสร้าง เพราะต้องยอมรับว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นอภิมหาเมกะโปรเจคท์ แถมยังใช้เวลาการก่อสร้างที่รวดเร็ว ดังนั้นหากรัฐไม่บริหารเตรียมวัสดุก่อสร้างอิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก หรือแรงงานล่วงหน้าอาจล่าช้าในตอนลงมือก่อสร้างได้ เพราะขณะนี้ลำพังปริมาณหินและทรายในวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปยังเริ่มไม่เพียงพอ เพราะประสบปัญหาการอนุมัติสัมปทานหิน และการขุดทรายที่ล่าช้า แต่ในส่วนเหล็กและปูนซีเมนต์ยังมีเหลือพอ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องไขลานระบบสัมปทานให้พร้อม รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่น่าเป็นปัญหาใหญ่สุด เพราะขนาดโครงการ 2 ล้านล้านบาท ยังประเมินว่าหากลงทุนทำจริงทั้งหมดต้องขาดแคลนแรงงานถึง 100,000-200,000 คน ซึ่งรัฐบาลยุคนั้นได้เตรียมให้ชาวอินเดีย บังกลาเทศมาจดทะเบียนเป็นแรงงานรับเหมาชั่วคราวกันเลยทีเดียว คสช. จะต้องเตรียมรับมือให้ดี อีกคำถามจากสังคมที่ต้องการเห็นคือ จะทำอย่างไรให้ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานฯ ครั้งนี้มีความโปร่งใส เพราะในยุคนี้การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่สังคมตื่นตัวและให้ความสำคัญมาก แม้กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าทุกโครงการต้องเปิดเผยต่อสาธารณะได้ และยังผ่านการพิจารณาจาก สศช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน  (สตง.) แต่ คสช. ก็ต้องเพิ่มแนวทางการทำโครงการให้ชัดเจนมากกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนไว้ใจได้ว่างบประมาณและภาษีของประชาชนถูกใช้ไปคุ้มค่าอย่างแท้จริง. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผ่าแผนโครงสร้างพื้นฐาน นับถอยหลังสู่การลงทุน