หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ลุยปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพิ่ม

    ลุยปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพิ่ม

    นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังนี้ ธนาคารจะเน้นการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยมากขึ้น โดยมีโครงการที่เตรียมจะทำอยู่ 2 โครงการคือสินเชื่อสุขใจ วงเงินปล่อยกู้ 20,000 ล้านบาท และสินเชื่อโอท็อป และรายย่อย (ไมโครไฟแนนช์) อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเจาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท และวันที่ 28 ก.ค.นี้ จะมีพิธีลงนามร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อยอีกด้วยทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ได้ปล่อยสินเชื่อไปกว่า 90,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปี 75,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายใหญ่และภาครัฐถึง 10% และเป็นรายย่อย 90% ดังนั้นเมื่อครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อไปได้สูงขนาดนั้นแล้ว ทำให้ในครึ่งปีหลังสามารถเลือกสินเชื่อได้ โดยจะเน้นในกลุ่มรายย่อยเป็นหลัก เพราะช่วงครึ่งปีแรกนั้นส่วนใหญ่ที่ปล่อยไปนั้นเป็นสินเชื่อรายใหญ่และภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าวที่ออมสินปล่อยไปถึง 70,000 ล้านบาท“แม้ว่าจะปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าหมาย แต่ออมสินยังคงเป้าหมายสินเชื่อไว้เท่าเดิม เพราะการปรับเป้าหมายคงต้องหารือกับกระทรวงการคลัง หากต้องปรับเปลี่ยนจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ดังนั้นคงเป้าหมายไว้อย่างนี้ แต่จะมีเป้าหมายการทำงานไว้ต่างหากด้วย”อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ออมสินชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยมีนายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานกรรมการ ซึ่งได้หารือไปยังนายสมชัย เพื่อนัดวันประชุมบอร์ดนัดแรกให้เร็วที่สุด โดยมีเรื่องที่จะให้บอร์ดใหม่พิจารณา คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการอนุมัติปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ ที่เดิมใช้เวลาพิจารณากว่า 2 เดือน เสนอไปให้รวมหน่วยงานด้านการตลาด วิเคราะห์สินเชื่อเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้พิจารณาสินเชื่อได้เร็วขึ้นเหลือเพียง 1 เดือน พร้อมกันนี้ ให้ปรับเปลี่ยนการทำงานจากเดิมที่เน้นลักษณะงาน มาเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก อาทิ กลุ่มลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าบ้าน เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุยปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพิ่ม

  • เอกชนห่วงค่าบาทแข็งกระทบขายข้าว

    เอกชนห่วงค่าบาทแข็งกระทบขายข้าว

    นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่าขณะนี้ภาคเอกชนเป็นห่วงการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปัจจุบันแข็งค่ามาแตะระดับ31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว ทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยต้องปรับเพิ่มขึ้นโดยล่าสุดราคาส่งออกข้าวไทยมาอยู่ที่ 430 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันขณะที่ราคาส่งออกข้าวเวียดนามอยู่ที่ 420 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเอกชนไม่ต้องการให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมากในระยะนี้เพราะทำให้การแข่งขันส่งออกข้าวลำบากมากขึ้น“ราคาข้าวสารในประเทศมองว่าอยู่ระดับตันละ 1.23 หมื่นบาท ยังพอแข่งขันได้ ทำให้ราคาส่งออกข้าวไม่ห่างจากคู่แข่งมากเกินไป”นายชูเกียรติ กล่าวว่า แนวทางการระบายข้าวจำนวน 5 แสนตันต่อเดือน ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะระบายออกจากสต๊อกตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นไป ถือว่าเป็นปริมาณไม่มากหากมีการระบายในระยะนี้หรือก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาล 2557/58 จะออกมาในช่วงเดือนต.ค.นี้ซึ่งจะไม่กระทบกับราคาตลาดข้าวมากนัก แต่หลังจากที่ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ออกมาอาจทำให้รัฐระบายข้าวออกจากสต็อกได้ยาก เพราะเอกชนสามรถหาซื้อข้าวใหม่ได้ในตลาดซึ่งอาจจะต้องทบทวนปริมาณที่จะระบายให้น้อยลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนห่วงค่าบาทแข็งกระทบขายข้าว

  • แนะรัฐไม่ควรเร่งระบายข้าว

    แนะรัฐไม่ควรเร่งระบายข้าว

    นายเจริญเหล่าธรรมทัศน์นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ควรรีบเร่งในการระบายข้าว และ การระบายควรจะควรจะเป็นล็อตเล็กๆ จำนวน100,000 – 200,000 ตัน ทยอยขายไปเรื่อยๆ เน้นความโปร่งใสเพื่อไม่ให้ราคาข้าวในตลาดได้รับผลกระทบเนื่องจากขณะนี้ ถือว่าไทยมีแต้มต่อในการขายข้าวในตลาดโลกเพราะความต้องการซื้อข้าวในตลาดโลกเริ่มมีมากขึ้น จาก ปัญหาภัยแล้งทำให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวของอินเดีย ที่เริ่มมีข้าวส่งออกได้น้อยลง“ช่วงครึ่งปีแรกอินเดียส่งออกข้าวได้เพียง 4.8 ล้านตัน และได้กลายมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2ของโลก ขณะที่ไทยแซงมาเป็นอันดับ 1 ส่งออกได้ 5.2 ล้านตัน ส่วนเวียดนาม แม้ผลผลิตข้าวจะออกมากมาก ในช่วงที่ผ่านมาแต่ประสบกับปัญหาคุณภาพข้าว ไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาการบริหารจัดการในประเทศที่ยังไม่ดี” นายเจริญ กล่าวว่า ไทยยังมีโอกาสในการขายข้าวได้ในหลายๆตลาดทั่วโลก ทั้งตลาดของภาคเอกชน และ การขายแบบจีทูจี ซึ่งรัฐบาลควรจะเจรจาขายข้าวจีทูจีล่วงหน้าไปได้เลย หากสามารถตกลงราคากันได้ โดยไม่ต้องรอให้ผลผลิตข้าวนาปีฤดูใหม่มีผลผลิตออกมา ซึ่งขณะนี้แนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกยังมีทิศทางขยับขึ้น แต่ไม่น่าจะมากนัก ส่วนที่ผ่านมาที่ราคาข้าวส่งออกข้าวไทยขยับสูงขึ้นมากส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาที่แข็งค่าขึ้นมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐไม่ควรเร่งระบายข้าว