หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ดัชนีอุตฯฟื้นต่อเนื่องเดือนที่2

    ดัชนีอุตฯฟื้นต่อเนื่องเดือนที่2

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนมิ.ย. อยู่ที่ระดับ 88.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 85.1 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่า สถานการณ์การเมืองเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนและฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ประกอบกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น เช่น อุตฯ เครื่องนุ่งห่ม ประเภทเสื้อผ้ากีฬา รองเท้ากีฬา อุตฯ อาหาร อุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทเครื่องรับโทรทัศน์ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 101.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนพ.ค. อยู่ที่ 101 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประอบการมีความมั่นใจในสถานการณ์ในอนาคตจะส่งผลให้การประกอบการธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ทั้งยอดขาย ละกำไรอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการยังกังวลกรณีที่ไทยถูกปรับลดระดับการค้ามนุษย์ลงไปอยู่ที่ระดับต่ำสุด (เทียร์ 3) ซึ่งทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสินค้าประมงลดลง จึงต้องการเสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในการขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางภาคอุตสาหกรรมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมถึงปรับปรุงระเบียบและขั้นตอนการขอใบอนุญาต เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีอุตฯฟื้นต่อเนื่องเดือนที่2

  • ไฟเขียว3โครงการคมนาคมผ่านอีไอเอ

    ไฟเขียว3โครงการคมนาคมผ่านอีไอเอ

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากกระทรวงคมนาคมผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่สายจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาทของการถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้เสนอให้ ครม.พิจารณาขอตั้งงบประมาณ เพื่อประกวดราคาต่อไป ส่วนรถไฟทางคู่สาย ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ได้มีการประเมินผลกระทบเบื้องต้น (ไออีอี) และรอรถไฟฯศึกษารายละเอียดแนวเส้นทางที่ชัดเจน และเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมต่อไปนอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาผ่านอีไอเอ โครงการของกรมทางหลวงอีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัทยา-มาบตาพุด โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สายอ.กบินทร์บุรี – ปักธงชัย ซึ่งจะก่อสร้างและขยายทาง 4 ช่องจราจร โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหา 2ช่วง ในเส้นดังกล่าว คือช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57 ซึ่งประชุมได้พิจารณาให้ผ่านอีไอเอเช่นกันสำหรับเส้นทางหมายเลข 304 ที่จะขยายเป็น 4 ช่องจราจรนั้น ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยกรมทางหลวงจะต้องก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว“ที่ประชุมมีวาระการพิจารณาเรื่องสำคัญ 24 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ และในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกจึงมีเรื่องค้างจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าต่อไปจะมีการประชุมทุกเดือน" ส่วนโครงการรถไฟทางคู่อีก 3 เส้นทาง คือ เส้นทางมาบกะเบา – นครราชสีมา ระยะทาง 132 กม.วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท เส้นทางนครปฐม – หัวหิน ระยะทาง 165 กม.วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร ระยะทาง 167 กม.วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เพื่อพิจารณา คาดว่าหลังจากผ่าการพิจารณาแล้ว จะเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาต่อไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียว3โครงการคมนาคมผ่านอีไอเอ

  • ส.อ.ท.ชี้รธน.ฯดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่ง

    ส.อ.ท.ชี้รธน.ฯดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่ง

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งผลให้นักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ เกิดความเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นไปตามกรอบเวลาของแผนแม่บท (โรดแมป) การบริหารประเทศที่คสช.กำหนดไว้ จึงทำให้นักลงทุนมั่นใจว่า กรอบการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายในเดือน ส.ค. – ก.ย. นี้ รวมทั้งการเลือกตั้งภายในปี 58 และแผนการลงทุนต่างๆ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่คสช.กำหนดไว้แน่นอน“ตั้งแต่คสช. เข้ามาบริหารประเทศในเดือน พ.ค. ภาพรวมเศรษฐกิจ มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกอยู่ในเกณฑ์ดี การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปัจจุบันที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกเพียงเล็กน้อย เพราะโดยภาพรวมการส่งออกของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี หากทั้งปีค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าไม่เกินกรอบ 31.50 – 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่ไม่ผันผวนมากนัก อยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่ทางผู้ส่งออก จะติดตามการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อเนื่อง และเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะดูแลการเคลื่อนไหวไม่ให้ผันผวนมากนัก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.ชี้รธน.ฯดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่ง