นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 ก.ค. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คือ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยที่ประชุมจะหารือวาระกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 16 ก.ค. นี้ รวมทั้งหารือแนวโน้มเศรษฐกิจ สถานการณ์การส่งออก การลงทุนในครึ่งปีหลังปี 57 นอกจากนี้จะหารือถึงสถานการณ์กรณีประเทศสหรัฐ ฯ ลดระดับความน่าเชื่อถือการตอบสนองในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของประเทศไทย ในระดับเทียร์ 3 ว่า มีผลกระทบต่อภาคการค้าหรือไม่อย่างไร แต่ละหน่วยงานมีการเสนอข้อคิดเห็น หรือแนวทางการแก้ไขปัญหา ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง และเชื่อว่า นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานส.อ.ท.จะมีการหารือถึงแนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้ยกให้การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นวาระแห่งชาติ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเชิญนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้แทนประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ร่วมประชุมหารือกับกระทรวงฯ ทุกเดือน เพื่อสนองนโยบาย คสช. ให้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุต ฯ ขยายตัวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยครั้งแรก จะจัดที่กระทรวงอุตฯ ในวันที่ 15 ก.ค. เวลา 16.30 – 18.30 น. สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะทำความเข้าใจการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ของกระทรวงอุตฯ เช่น การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) รูปแบบใหม่ ที่ลดขั้นตอนจาก 90 วัน เหลือ 30 วัน รวมถึงการออกใบอนุญาตประทานบัตร อาชญาบัตร และการออกใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ลดเวลาลงเหลือ 26 วันจากเดิม 43 วัน และการเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เพื่อให้บริการในการติดตามเรื่องใบอนุญาตต่างๆ ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ขณะเดียวกันจะหารือสนับสนุนนโยบายคสช. ที่เน้นให้โรงงานประกอบกิจการ คำนึงถึงความรับผิดชอบแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ขยะอุตสาหกรรม และการอยู่ร่วมกับชุมชน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน จากปัจจุบันไทยมีโรงงาน 130,000 โรง เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ต้องกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย จำนวน 75,000 โรง โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้อง กระทรวงอุตฯ จะยกย่อง และมอบเครื่องหมายกรีน อินดัสตี รวมทั้งพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในรูปแบบของฟาส แทรค ในการอนุญาต และมีโครงการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ ด้วย ส่วนรายที่ทำไม่ถูกต้องจะขอความร่วมมือจาก ส.อ.ท. ในการชักชวนหรือตักเตือน หรือมีมาตรการกำกับดูแลเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย เพราะอาจเป็นผู้สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่งเสริมภาคเอสเอ็มอี ซึ่งได้ยกเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ วิธีการและงบประมาณสนับสนุน และร่วมกันรณรงค์ต่อต้านคอรัปชันในทุกรูปแบบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.นัดถกเศรษฐกิจครึ่งปีหลังพรุ่งนี้
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

กกร.นัดถกเศรษฐกิจครึ่งปีหลังพรุ่งนี้
-

ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีร่วมกับเออาเซียน
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้เห็นชอบให้ไทยลงนามในร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์(เอเอเอ็นแซดเอฟทีเอ) ที่ได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญในด้านการค้าสินค้าให้มีความทันสมัยและอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจเพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเดือนส.ค.57ที่ประเทศพม่าทั้งนี้อาเซียนได้ทำข้อตกลงเอฟทีเอกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ปี 53และได้เห็นชอบร่วมกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงการเปิดเสรีในด้านการค้าเพื่อให้มีการอำนวยความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการให้ได้มากยิ่งขึ้นโดยได้มีการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงพิกัดอัตราศุลกากรครั้งล่าสุดซึ่งบัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับใหม่นี้จะแสดงพิกัดอัตราศุลกากรทุกรายการส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหารายละเอียดของสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้นขณะเดียวกันได้แก้ไขระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อขอรับอัตราภาษีพิเศษด้วยโดยข้อมูลที่ผู้ประกอบการต้องแสดงเพื่อขอรับอัตราภาษีพิเศษมีน้อยลงและผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องแจ้งราคาสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางหากสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผลิตโดยการสะสมมูลค่าถิ่นกำเนิดซึ่งจะช่วยในการรักษาความลับทางธุรกิจของผู้ประกอบการและเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าในปัจจุบันสำหรับความตกลงเอเอเอ็นแซดเอฟทีเอมีผลบังคับใช้มากว่า4 ปี โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับประเทศ”ภาคีความตกลงได้ขยายตัวจาก 70,444ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 52 เป็นมูลค่า 117,065 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 56 หรือจากขึ้น 66.18%และในปี 56 ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 20,223ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 22.81%“มีผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกตามความตกลงนี้ในปี 56 มีมูลค่า 384.88 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 65.92%ขณะที่มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการนำเข้าตามความตกลงนี้ในปี56 มีมูลค่า 71.16 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.30%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีร่วมกับเออาเซียน -

อุตสาหกรรมอัพเกรดผ้าโอท็อป
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมฯได้ลงพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าโอท็อปภูมิปัญญาไทยมุ่งยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์โอท็อปผ่านโครงการพัฒนามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายโอทอปตลอดกระบวนการผลิตและและทดสอบตลาดจากการพัฒนา ซึ่งเป็นการร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ”ภายใต้ “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายก้าวสู่สากล” เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการโอท็อปประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายทั่วประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติและเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 58 นี้ทั้งนี้กรมฯจะเน้นการให้ความรู้ตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ ปลายน้ำ และนวัตกรรมต่างๆ นำร่องพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายโอทอปจ.นครราชสีมา และจะขยายสู่ภูมิภาครวมโดยตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการมากกว่า 200 รายและยกระดับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โอท็อปประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดสากลไม่น้อยกว่า 150 ผลิตภัณฑ์นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอกล่าวว่า สำหรับ "โครงการพัฒนามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายโอท็อปตลอดกระบวนการผลิตและทดสอบตลาด"สถาบันฯได้วางแผนการดำเนินงานลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลวิธีการผลิต วัตถุดิบ เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการต้องการส่งออกจากนั้นจึงนำกลับมาทดสอบตามมาตรฐานสากล หากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ตรงตามมาตรฐานจะมีการส่งทีมที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ปัญหาพร้อมให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามสากลโดยที่ผ่านมาปัญหาส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการเลือกใช้วัตถุดิบให้สีหรือสีย้อมที่ไม่ได้คุณภาพ มีสารตกค้างต่างๆ รวมทั้งกระบวนการย้อมที่ไม่คงที่ ส่งผลให้ผ้าตกสีซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถก้าวถึงตลาดต่างประเทศได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตสาหกรรมอัพเกรดผ้าโอท็อป