นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าได้ออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารในการใช้บริการบนขบวนรถไฟ โดยมาตรการที่จะดำเนินการภายในวันนี้10 ก.ค.57 จะจัดพนักงานขึ้นตรวจบนขบวนรถไฟในยามวิกาลหลัง 22.00 น.ระหว่างทาง ทุกพื้นที่เน้นรถด่วน รถเร็วทุกขบวน ส่วนในวันที่ 11 ก.ค.57 จะเริ่มสั่งห้ามจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในสถานี และบนขบวนรถไฟรวมทั้งห้ามผู้โดยสารดื่มสุราบนขบวนรถไฟด้วย โดยจะติดป้ายห้ามดื่มสุราทั้งบนขบวนรถและสถานี สำหรับมาตรการที่จะดำเนินการให้ทันภายใน 15 วันให้มีรถนอนชั้น 2 เฉพาะสุภาพสตรีและเด็ก (เลดี คาร์ แอนด์ ยัง) อย่างน้อยเส้นทางละ1 คัน ในขบวนรถที่มีการพ่วงรถนอน ตลอดจนมาตรการระยะยาวอีก เช่นขอให้กองบังคับการตำรวจรถไฟ จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำขบวนรถทุกขบวนที่มีขบวนรถนอน, ประสานกับบริษัทที่ให้บริการทำความสะอาดบนขบวนรถและบริษัทผู้ให้บริการบนรถเสบียงให้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกพนักงานทำความสะอาดและพนักงานรถเสบียงให้ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่การรถไฟฯกำหนด และให้ส่งตัวเข้ารับการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ทุก ๆ 3 เดือน , กำหนดให้มีการตรวจสุขภาพจิตว่ามีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในแต่ละหน้าที่หรือไม่นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพร่างกาย เพื่อดูความพร้อมในการปฏิบัติงานในทุกมิติ ฯลฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถไฟสั่งเพิ่มตู้นอนพิเศษ เฉพาะเด็ก-สตรี
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

รถไฟสั่งเพิ่มตู้นอนพิเศษ เฉพาะเด็ก-สตรี
-

เข้าพรรษาเงินสะพัด1,000ล้าน
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับการทำกิจกรรมในช่วงวันหยุดเทศกาลเข้าพรรษาระหว่างวันที่ 11- 14 ก.ค.พบว่า คนกรุงเทพฯเลือกที่จะไปทำบุญไหว้พระในช่วงเทศกาลเข้าพรรษามากเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะวัดวาอารามใกล้ที่พำนักอาศัยในปัจจุบันรองลงมาคือ พักผ่อนตามต่างจังหวัดและเลือกไปทัวร์ทำบุญไหว้พระหรือเดินทางไปทำบุญเป็นหมู่คณะในต่างจังหวัด คาดว่าเทศกาลเข้าพรรษาสร้างเม็ดเงินสะพัดประมาณ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนที่เติบโต6.7% สำหรับกิจกรรมที่นิยม ทำบุญไหว้พระ 3 อันดับแรก คือ การไหว้พระขอพรสัดส่วน 32% การถวายปัจจัย สังฆทานตามกำลังศรัทธา สัดส่วน 26% และการถวายเทียนพรรษา หลอดไฟ 22% รองลงมาคือถวายผ้าอาบน้ำฝนและการปฏิบัติธรรม เป็นต้น ส่วนธุรกิจค้าปลีกทั้งห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และร้านค้าสะดวกซื้อ ที่จะจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับเทศกาลเข้าพรรษา ขณะที่ธุรกิจโรงแรมสายการบิน และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ให้บริการบัตรเครดิตได้จัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ส่วนคนกรุงเทพฯที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดบางส่วนเดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานบุญประเพณีในเทศกาลเข้าพรรษาซึ่งมีทั้งการเดินทางแบบค้างคืนและแบบเช้าไป-เย็นกลับการใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดเทศกาลเข้าพรรษามีแนวโน้มก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ “แม้ว่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นแต่สำหรับช่วงเทศกาลงานบุญช่วงวันอาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงนิยมไหว้พระทำบุญกันตามประเพณีที่สืบทอดกันมาซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อธุรกิจและกลุ่มสินค้าต่าง ๆ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายสังฆภัณฑ์ ขณะที่ธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มธุรกิจของฝากของที่ระลึก และธุรกิจบริการเชื้อเพลิง พลังงานก็น่าจะได้รับอานิสงส์จากผู้คนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดแล้วเดินทางไปท่องเที่ยวไหว้พระในจังหวัดใกล้เคียง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เข้าพรรษาเงินสะพัด1,000ล้าน -

ไฟเขียว 2 โครงการวิจัยพลังงาน 400 ล้าน
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการของกองทุนฯ ในปี 57 จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน และโครงการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานงานทดแทน วงเงินรวมประมาณ 400 ล้านบาท เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เหมาะสมตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกองทุนฯ ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน “เดิมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ระบุมาว่า ให้ทบทวนงบประมาณของกองทุนในปี 56-57 ที่มีอยู่ 23 โครงการ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้ไปประชุมแล้วสรุปมาว่า หลักๆ มี 2 โครงการที่ต้องดำเนินการต่อซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย เป็นเงินไม่สูงมากนัก ประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่ไม่ทำต่อ แต่บางโครงการจะนำไปบรรจุไว้ในแผนงานของปี 58 แทน เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ และแต่ละโครงการบางส่วนก็ได้ดำเนินการมาพอสมควร อาจต้องชะลอตัวหยุดลงไป และอีกโครงการบางส่วนก็ประสบปัญหาเวลากระชั้นชิดไปจึงต้องจะโอนงานไปปี 58 แทน” ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ 2 คณะ คือ คณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกองทุนไปพิจารณาโครงการเร่งด่วนของหน่วยงานต่างๆที่เสนอมาในปี 57 ที่เห็นว่ามีประโยชน์ และมีความพร้อมในการดำเนินโครงการ ซึ่งสามารถใช้เงินงบประมาณที่เหลืออยู่ในปี 57 อีกจำนวนหนึ่ง เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) โครงการให้แสงสว่างในพื้นที่ไม่ปลอดภัย และไฟฟ้าเข้าไม่ถึงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือโครงการจัดทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ รวมทั้งพลังงานทดแทนประเภทอื่นตามนโยบายของหัวหน้าคสช. โดยเรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาในมิติของความมั่นคงด้วย คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุป นายอารีพงศ์ กล่าวว่า โครงการของกองทุนฯ ทั้งหมด 23 โครงการ มีวงเงินรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 56 จำนวน 15 โครงการ และในปี 57 อีก 8 โครงการ โดยโครงการในปี 56 ได้ยุติโครงการไปนานแล้ว และคาดว่า 30 ก.ย.จะดำเนินการได้เสร็จสิ้น ซึ่งล่าสุดวงเงินในการดำเนินงานในส่วนดังกล่าวได้ใช้ไปแล้ว 70% เหลือที่ยุติไปประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งเงินในส่วนดังกล่าวจะเกลี่ยไปใช้ในโครงการมีประโยชน์ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะไปพิจารณาโครงการที่เหมาะสมแล้วเสนอมาอีกครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียว 2 โครงการวิจัยพลังงาน 400 ล้าน