นางสร้อยทิพย์ ไตรสุข ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เชิญ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กรมการขนส่งทางบก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) มาประชุมความคืบหน้าการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ โดยสั่งให้กรมการขนส่งทางบก เร่งศึกษาสภาพรถตู้โดยสารที่กำลังหมดอายุการให้บริการ 9 ปี เพื่อจัดหารถยนต์ชนิดอื่นมาให้บริการแทนในอนาคตทั้งนี้ เนื่องจากผลศึกษาพบว่า สภาพรถตู้โดยสารไม่เหมาะสมในเรื่องความปลอดภัยต่อการให้บริการขนส่งผู้โดยสารมากนัก จึงควรหารถโดยสารขนาดเล็กประเภทอื่น มาให้บริการแทนเหมือนกับในประเทศญี่ปุ่น โดยเรื่องนี้จะทยอยทำ หลังจากรถตู้ส่วนใหญ่หมดสภาพการใช้งานไปแล้ว ตลอดจนจะหาเทคโนโลยีมาบริหารจัดการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในรถตู้เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ติดตั้งระบบติดตามจีพีเอส และอาร์เอฟไอดีส่วนการสำรวจ และเก็บข้อมูลจำนวนรถตู้โดยสารสาธารณะ ขณะนี้ กรมการขนส่งฯ ได้ให้ติดสติกเกอร์รถตู้ที่ถูกกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการแล้ว ส่วนการสำรวจเส้นทางโดยสารนั้น ขณะนี้กำลังบริหารจัดการ เพื่อให้จัดการบริหารระหว่างจำนวนรถตู้ และเส้นทางให้สอดคล้องตรงกับปริมาณความต้องการของประชาชนที่เข้ามาใช้ คาดว่าจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ก.ค.นี้นายสร้อยทิพย์ กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ได้สั่งให้ สนข.ลงสำรวจการเดินรถของผู้ประกอบการรถตู้ในกรุงเทพฯ หลังจัดระเบียบ ทั้งจุดจอดมักกะสัน และบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่าเป็นอย่างไร ทั้งในวันปกติ และวันหยุดราชการ รวมถึงศึกษาเพิ่มเติมว่า หากไม่จอดที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน จะไปจอดที่จุดใด หรือไปสร้างปัญหาบนถนนเส้นทางอื่นหรือไม่ อย่างไร โดยให้รายงานกลับมาภายใน 1 สัปดาห์ส่วนการพิจารณาราคาค่าโดยสารนั้น ได้วิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมในแต่ละเส้นทางแล้ว และบังคับให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ กำหนดราคาค่าโดยสารตามที่ได้วิเคราะห์ ดังนั้นเรื่องราคาไม่น่าจะมีปัญหา ขอให้ประชาชนที่ใช้บริการมั่นใจได้ว่าทางกระทรวงคมนาคมได้เข้าไปตรวจสอบ และจัดให้ผู้ประกอบการเก็บค่าโดยสารในราคาที่เหมาะสมแต่ทั้งนี้ก็ยอมรับว่ามีผู้ประกอบการรถตู้บางเส้นทาง กลับเก็บค่าโดยสารที่ถูกกว่าราคาจริง เช่น เส้นทางกรุงเทพ-เพชรบุรี ผู้ประกอบการรถตู้จัดเก็บราคา 100 บาท ทั้งที่ควรจะเก็บ 106-109 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการรถตู้บางรายเก็บค่าโดยสารเกินราคาที่วิเคราะห์ เช่น เส้นทางกรุงเทพ-อุทัยธานีผู้ประกอบการรถตู้จัดเก็บราคา 180บาท ทั้งที่ควรจะเก็บเพียง 150 บาท เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้จัดระเบียบรถตู้
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

จี้จัดระเบียบรถตู้
-

ซุปเปอร์บอร์ดลุยรื้อผลตอบรัฐวิสาหกิจ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 9 ก.ค.นี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน นอกจากจะหารือกรอบนโยบายการบริหาร และกำกับรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินงานมีประสิทธิภาพและโปร่งใสแล้ว ยังจะหารือถึงการจ่ายผลตอบแทนกรรมการ รวมถึงการจ่ายโบนัสพนักงาน ให้เหมาะสมมากขึ้น เพราะพบว่ากรรมการมีผลตอบแทนทางอ้อมที่ซ่อนเป็นรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจจำนวนสูงมากขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา การจ่ายโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจนั้น คสช. ได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะเลขานุการของซุปเปอร์บอร์ด ทำข้อมูลรายงานให้คณะกรรมการทราบ เนื่องจากพบว่า มีหลายรัฐวิสาหกิจจ่ายโบนัสข้าราชการสูงถึงปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท แต่ต้องมาขอเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม รวมทั้ง ยังพบว่ารัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จ่ายโบนัสให้พนักงานปีที่ผ่านมาสูงถึง 11 เดือน ซึ่งสูงเกินไปเมื่อเทียบกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอื่นทั้งนี้ คสช. ต้องการปรับปรุงการจ่ายผลตอบแทนกรรมการ และการจ่ายโบนัสพนักงานรัฐวิสาหกิจไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ประหยัดเงินของประเทศ สำหรับการจ่ายเงินผลตอบแทนของคณะกรรมการนั้น จะเสนอให้ลดผลตอบแทนการเบิกจ่ายค่ารับรองที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของรัฐวิสากิจ ซึ่งพบว่าคณะกรรมการ เบิกสูงบางคน 3-4 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งมีทั้งค่าเดินทางไปต่างประเทศดูงาน การเลี้ยงรับรองลูกค้ารายใหญ่ เป็นต้นสำหรับการจ่ายเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจนั้น จะเสนอให้จ่ายโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจ นอกตลาดหลักทรัพย์ใหม่ จากปัจจุบันจ่ายด้สูงสุดถึง 8 เดือน อาจต้องลดจำนวนเดือนลง หรือไม่ก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นของการประเมิน ที่เป็นเกณฑ์การจ่ายโบนัสให้มากขึ้น รวมทั้งจะเสนอว่าการจ่ายโบนัสต้องเป็นกำไรจากผลการดำเนินงานจริง ๆ ไม่ใช้โยกเงินทางบัญชี เช่น เงินสำรองหนี้เสียกลับมาเป็นกำไร และการจ่ายโบนัสต้องกันเงินไว้สำหรับการเพิ่มทุนก่อน ไม่ใช่จ่ายโบนัสก่อนและมาขอเงินงบประมาณเพิ่มทุนขณะที่การจ่ายเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจในตลท. จะเสนอให้ทบทวนจำกัดเพดานเหมือนกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่นอกตลท. ซึ่งผลสรุปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของซุปเปอร์บอร์ด ที่จะเสนอให้ คสช. เห็นชอบออกมาเป็นคำสั่งต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซุปเปอร์บอร์ดลุยรื้อผลตอบรัฐวิสาหกิจ -

สบน.เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์7-10ปี
น.ส.จุฬารัตน์สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.จะเปิดขายขายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นอายุ7 ปี และ 10 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาทให้ประชาชนและนักลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 15-25 ก.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สนใจซื้อมากกว่าวงเงินที่เปิดขายอย่างแน่นอน เนื่องจากอดีตที่ผ่านมา สบน.เคยออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 80,000 ล้านบาทก็มีผู้สนใจซื้อหมดภายในไม่กี่วัน ทั้งนี้พันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ยังให้ผลตอบแทนสูง โดยพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 7 ปีอัตราดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปีโดยดอกเบี้ยดังกล่าวนั้น ชดเชยภาษีดอกเบี้ยจ่าย 15% ที่เป็นภาระของผู้ซื้อต้องจ่ายรวมกับบวกผลกำไรอีกเล็กน้อย เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุเดียวกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทน 4.25% และพันธบัตรรัฐบาลอายุ 50 ปีให้ผลตอบแทน 4.34% ต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากเพราะพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 7 ปี ให้ผลตอบแทนเท่ากันพันธบัตรรัฐบาล 30 ปีและพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 10 ปีให้ผลตอบสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล 50 ปี สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่สนใจซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ ได้จากธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์โดยซื้อผ่านตู้เอทีเอ็ม และเคาเตอร์ของธนาคารโดยในส่วนของกรุงไทยนั้น ซื้อผ่านระบบออนไลน์ของธนาคารได้อีกช่องทางหนึ่ง หากผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์เป็นบัตรของขวัญให้ผู้อื่น ซื้อได้ที่ธนาคารกสิกรไทย น.ส.จุฬารัตน์กล่าวว่า การขายพันธบัตรออมทรัพย์ 2 วันแรก คือ วันที่ 15-16 ก.ค. นี้จะเปิดขายให้เฉพาะผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ให้ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคารหลังจากนั้นวันที่ 17-20 ก.ค. เปิดให้บุคคลทั่วไป รวมถึงมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคารและ 21-25 ก.ค. เปิดให้บุคคลทั่วไป โดยไม่กำหนดเพดานการซื้อสูงสุดแต่หากมีผู้สนใจเต็มวงเงินก็จะปิดการซื้อขายทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สบน.เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์7-10ปี