รายงานข่าวจากผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอรี่) กล่าวว่า มาตรการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ผู้ค้าล็อตเตอรี่ปรับลดราคาขายเหลือคู่ละ 80 บาทนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ค้าส่วนใหญ่จะได้รับจากตัวแทนขายที่ได้โควต้า ซึ่งแต่ละงวดรับซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายก็มีราคากว่าคู่ละ 85-90 บาทแล้ว และกว่าจะถือมือประชาชนก็คู่ละ 100-110 บาทอยู่ดี โดยยืนยันว่าหาก คสช.จะต้องการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน ก็ต้องรื้อระบบโควตาใหม่ทั้งหมด และมาจัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยแทน“ปัจจุบันพบว่าประชาชนเดินเข้ามาเลือกซื้อล็อตเตอรี่ลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เพราะคิดว่าราคาจะถูกปรับลดลงในช่วงวันที่ 1 ก.ค.57 แต่ตามจริงแล้วต้องเป็นหลังงวดวันที่ 16 ก.ค.นี้แทน ส่งผลให้ล็อตเตอรี่เหลือค้างแผงจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนต้องการราคาอย่างที่เป็นข่าวคือคู่ละ 80 บาท”นอกจากนี้ มาตรการดูและสลากแพง ที่สำนักงานสลากฯ ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการแจ้งไปยังผู้ค้าที่ทำสัญญากับสำนักงานสลากทั้งรายเล็กและรายใหญ่ว่าให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับกองสลาก คือ ต้องนำไปขายปลีกเท่านั้น และต้องขายในราคาที่กำหนด 80 บาท ห้ามขายส่ง อาจส่งผลให้ผู้ที่เร่ขายล็อตเตอรี่ ทั้งแบบเดิน และจักรยาน อาจระงับการขายทันที หรือยุติอาชีพดังกล่าว เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับหากขายล็อตเตอรี่เกินราคา ซึ่งจับโดนปรับครั้งละ 2,000 บาท รวมทั้ง จะส่งผลให้ตลาดล็อตเตอรี่ปั่นปวนและอ้างเหลือค้างจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีผู้ค้ารายย่อย มาเดินขายเหมือนทุกงวดที่ผ่านมา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อาชีพเร่ขายล็อตเตอรี่ ส่อต้องยุติ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

อาชีพเร่ขายล็อตเตอรี่ ส่อต้องยุติ
-

แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่องบริบทใหม่ธุรกิจไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การสร้างบริบทใหม่ให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง หลังจากก้าวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 4 เรื่อง โดยเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างรากฐานความแข่งแกร่งแห่งอนาคต และไม่เน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การวางรากฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต แต่ไม่ใช่การนำทรัพยากรของลูกหลานมาเผาผลาญจนหมดในรุ่นนี้ ส่วนบริบทต่อมาควรต้องละทิ้งแนวความคิดเดิม คือ การเอาประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ละเลยเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกแล้วด้อยคุณภาพ ต้องเปลี่ยนมาส่งเสริมคุณภาพของแรงงาน ให้เป็นแรงงานมนุษย์ที่มีทักษะสูง คิดค้นสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพราะถ้าไม่เร่งสร้างในรุ่นนี้ ต่อไปเมื่อถึงช่วงเปิดประชาคมอาเซียนไปแล้ว ประเทศไทยคงไม่สามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป ขณะที่บริบทที่สามต้องปรับตัวพร้อมรับมือการแข่งขันรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ เพราะปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปสู่โลกาภิวัตน์ คู่แข่งขันก็เป็นระดับโลก จึงต้องก้าวทันเทคโนโลยี และสุดท้ายเป็นบริบทของการสร้างความถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีศีลธรรม และมีธรรมภิบาล “การดำเนินการดังกล่าวไม่ต้องมารอรัฐบาล หรือรอครม.ให้ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจะเกิดตัวอย่างให้คนปฏิบัติตาม ให้เกิดเป็นบริบทที่แข็งแกร่งจากภายใน แล้วประเทศไทยเองจะเป็นที่น่านับถือในสายตาของบคนทั่วทั้งโลก” ทั้งนี้ยังมองว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 57 เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวเกินกว่า 2% เพราะยังมีช่องว่างที่สามารถดำเนินการได้หลายอย่าง โดยเฉพาะ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีครม. ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือของสังคม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ส่วนอีกปัจจัย ถ้าหากมีครม.ชุดใหม่แล้ว ผู้บริหารชุดนี้ต้องรู้จักกำหนดหมวดหมู่การพัฒนาประเทศแบบตรงจุด ทั้ง การส่งออก ท่องเที่ยว การขับเคลื่อนงบประมาณรายจ่ายรัฐ ซึ่งหากทำได้จริงการจะเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2% คงไม่ใช่เรื่องยาก และในปี 58 จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ -

เศรษฐกิจฟื้นรูปตัววี
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินว่า ทั้งปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นได้ 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบต่ำกว่า 1% และปีหน้าจะกลับมาเติบโตได้ตามปกติที่ 5.5% จากเดิมที่คาดไว้เพีย 4.8% หลังจากที่ไตรมาสแรกเศรษฐกิจหดตัวมากกว่าที่คิดไว้ แต่มาไตรมาส 2 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งทำให้นโยบายภาครัฐชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ทั้งภาคประชาชนและนักลงทุนมีความเชื่อมั่น กลับเข้ามาลงทุน จึงประเมินว่าครึ่งปีหลังนี้ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปตัววี และฟื้นตัวเร็ว จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปีหน้า “ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจติดลบ 0.5% จากการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า แต่ครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะโตได้ 3.4% จากการลงทุน และการบริโภคภาคเอกชน ที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะจากการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติโครงการที่คั่งค้างไว้จำนวนมาก ส่งผลให้เอกชนกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น ด้านภาครัฐก็มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากนโยบายด้านการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 จะเพิ่มจากเดิมที่ประมาณการ 90.5% เป็น 93% และงบประมาณปี 58 เป็น 93.5% แต่ทั้งนี้มองว่า เศรษฐกิจที่หดตัวแรงนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการว่างงานเท่าใดนัก อีกทั้งนโยบายการเงินยังผ่อนคลายเพียงพอที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้” ส่วนภาวะเงินเฟ้อนั้นมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเงินเฟ้อฟื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่า 1.5% เป็น 1.7% และปีหน้าจาก 1.3% เป็น 1.4% ด้านเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มจาก 2.5% เป็น 2.6% และปีหน้าจาก 2.3% เป็น 2.5% จากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในหมวดอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ รวมทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งในอิรัก อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในดูไบให้เพิ่มขึ้นในระยะสั้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ธปท.วางไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจฟื้นรูปตัววี