นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ปรับลดสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการ การบินไทย โดยให้ยกเลิกตั๋วเครื่องบินฟรีแก่กรรมการ (บอร์ด) ทุกคน จากปัจจุบันที่ได้รับบัตรโดยสารฟรีทั้งในและต่างประเทศอย่างละ 10 ใบต่อคน เพราะการบินไทยได้เสนอเรื่องให้ คสช.พิจารณาเฉพาะเรื่องการรับมอบเครื่องบินในปีนี้เท่านั้น แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาเรื่องสิทธิให้ตั๋วฟรีมีการพิจารณาของที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ส่วนกระแสข่าวที่มีว่ามีการเปิดวงเงินบัตรเครดิตให้คณะกรรมการบินไทย ให้ใช้แบบไม่จำกัดวงเงิน และไม่ต้องแจ้งรูปแบบการใช้เงินนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แหล่งข่าวจากการบินไทย แจ้งว่า ในอดีตบอร์ดและพนักงานการบินไทยระดับสูงได้รับสิทธิประโยชน์ตั๋วเครื่องบินฟรี แบบไม่จำกัดตลอดชีวิต ทั้งเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศ แม้เป็นบอร์ดเพียงวันเดียวก็ได้สิทธิเทียบเท่า รวมทั้งสิทธิบินฟรียังครอบคลุมไปถึงบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมก็ได้ด้วย อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 44 เป็นต้นมา ได้มีการทยอยปรับลดเรื่องสิทธิประโยชน์ทั้งบอร์ดและพนักงานลงเรื่อยมา ส่วนผู้บริหารและพนักงานของการบินไทยสิทธิบินฟรี หรือ ซื้อตั๋วราคาถูกเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในธุรกิจการบิน ทั้งนี้สิทธิบัตรโดยสารฟรีของบอร์ดการบินไทยพบว่า ปรับลดลงจากเดิมมาก เช่น จากที่เคยให้สิทธิเส้นทางบินต่างประเทศและในประเทศแก่บอร์ดและครอบครัว อย่างละ 30 ใบต่อปี ปรับลดเหลือ ละ 15 ใบต่อปี และขณะนี้ลดเหลืออย่างละ 10 ใบต่อปี เฉพาะอยู่ในตำแหน่งเท่านั้น ส่วนอดีตบอร์ดเคยได้สิทธิซื้อตั๋วส่วนลด 25% แบบตลอดชีพมีการปรับลดเหลือไม่เกิน 3 ปีและจำกัดจำนวนอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การบินไทยยังไม่รู้เรื่องหั่นตั๋วฟรีบอร์ด
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

การบินไทยยังไม่รู้เรื่องหั่นตั๋วฟรีบอร์ด
-

ปรับแนวทางระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟต
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้หารือกับสมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย องค์การคลังสินค้า (อคส.) กรมการค้าภายใน และผู้บริหารตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) ในการส่งเสริมให้ซื้อขายสินค้าเกษตรในเอเฟตเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการประมูลข้าวสต๊อกรัฐบาลผ่านเอเฟตนั้น มีผู้เข้าร่วมประมูลน้อย ส่งผลให้ขายข้าวได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเพื่อให้เกิดแรงจูงใจให้เข้ามาซื้อขายผ่านเอเฟต กระทรวงจึงต้องปรับแนวทางปฏิบัติใหม่ นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทยกล่าวว่า สมาคมฯ มองว่า หากต้องการให้เอเฟตเข้มแข็ง และมีปริมารการซื้อขายมากขึ้นรัฐควรระบายข้าวในสต๊อกผ่านเอเฟตช่องทางเดียว เพราะเป็นช่องทางที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้งผู้เข้าร่วมประมูลยังเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าสัญญาค่าโบรกเกอร์ถูกกว่าภาษี ณ ที่จ่ายที่เก็บจากผู้ส่งออกด้วยซ้ำสำหรับแนวทางการช่วยเหลือชาวนานั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหารือกับชาวนาถึงความต้องการของชาวนาที่แท้จริงให้ได้ก่อน จากนั้นจึงมาพิจารณาร่วมกับผู้ส่งออก และโรงสีจะช่วยเหลือตามแนวทางที่ชาวนาต้องการได้หรือไม่”ผมมองว่าการที่ชาวนาเสนอให้ คสช. ช่วยชดเชยปัจจัยการผลิตให้ไร่ละ 3,000 บาท คงเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะจะคิดเป็นเงินที่ต้องช่วยเหลือจริงมากถึงหลายแสนล้านบา ทรัฐบาลคงไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่ถ้ามีการช่วยเหลือจริงตามที่ชาวนาร้องขอ เชื่อว่าราคาข้าวในตลาดคงต่ำ เป็นเหมือนช่วงที่มีโครงการประกันรายได้ เพราะถูกกดราคาจากผู้ส่งออก ทำให้โรงสีต้องซื้อข้าวจากชาวนาต่ำตามไปด้วย”นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า การดูแลราคาข้าวหลังจากนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีนโยบายดำเนินการอย่างไ รแต่หากจะให้มีการนำโครงการรับจำนำข้าวอีก คงเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้งบประมาณสูง ส่วนจะใช้วิธีการชดเชยค่าปัจจัยการผลิตหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย แต่เบื้องต้นต้องการเสนอให้จัดโซนนิ่งเพาะปลูกสินค้าเกษตร หรือกำหนดพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยพื้นที่ใดไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ก็ส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปเพาะปลูกอ้อยหรือมันสำปะหลังแทนนอกจากนี้ต้องการเสนอให้คสช.ออกมาตรการเพิ่มสต๊อกปริมาณข้าวของผู้ส่งออกจากเดิม 500 ตัน ให้เพิ่มเป็น 10-15%ของยอดส่งออก เช่น ส่งออก 1 ล้านตันก็ให้สต๊อก 150,000 ตันขณะที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของโรงสี ที่ขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาเพิ่มสต๊อกสำรองข้าวสารของผู้ส่งออกจาก 500 ตัน เป็น 15%ของยอดการส่งออก เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคส่งออก ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่งลำบากขึ้น เช่น หากส่งออก 1 ล้านตัน สำรอง 15%ก็ต้องสต๊อกข้าวถึง 150,000 ตัน คิดเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปรับแนวทางระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟต -

บินไทย นำทีจี507 กรุงเทพฯ-การาจี-มัสกัต กลับไทย
รายงานข่าวจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากยังมีความไม่สงบที่ท่าอากาศยานนานาชาติการาจี สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ทำให้เที่ยวบินที่ ทีจี 507 ของการบินไทย เส้นทางกรุงเทพฯ – การาจี – มัสกัต มีกำหนดออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 10 มิ.ย.57 เวลา14.10 น. และจะถึงการาจีเวลา 17.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีความจำเป็นต้องทำการบินกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร โดยเที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสาร 250 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารชาวไทย 2 คน พร้อมลูกเรืออีก 16 คน ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ330–300 และเดินทางถึงกรุงเทพฯ แล้ว เมื่อเวลา17.06 น. ตามเวลาประเทศไทย “เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้โดยสาร บริษัทฯ จะประเมินสถานการณ์ การทำการบินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติการาจีอย่างต่อเนื่อง และขอความกรุณาให้ผู้โดยสารตรวจสอบ ตารางการบินได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ โทร.02-356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง” สำหรับการบินไทยทำการบินเส้นทาง ไป – กลับ กรุงเทพฯ – การาจี สัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ เที่ยวบินที่ ทีจี 507/508 เส้นทางไป – กลับ กรุงเทพฯ – การาจี – มัสกัต ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ได้แก่ วันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์ และเที่ยวบินที่ ทีจี 341/342เส้นทางไป -กลับ กรุงเทพฯ -การาจี ทำการบินสัปดาห์ละ 2เที่ยวบิน ในวันศุกร์ และเสาร์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บินไทย นำทีจี507 กรุงเทพฯ-การาจี-มัสกัต กลับไทย