นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้อย่างแน่นอน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะมาตรการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 57 ของภาครัฐ การเดินหน้าจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งการเดินหน้าอนุมัติโครงการของสำนักงานส่งเสริมกิจการลงทุน (บีโอไอ) ที่ค้างมาเป็นเวลานาน แต่ ธปท. ยอมรับว่า แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) คาดว่าจะยังต่ำกว่าประมาณการเดิมของ ธปท.ที่ระดับ 2.7% “โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตที่ระดับ 2.7% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ประมาณการไว้แล้วต่ำกว่าระดับ 2.7% ค่อนข้างมาก เพียงแต่เราไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นทำให้เราประเมินว่ามันอาจจะยากที่จะกลับเข้าไปที่ระดับนั้น ประกอบกับระยะเวลาในการกระตุ้นยังมีค่อนข้างน้อยด้วย ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการดำเนินการ จึงเชื่อว่าทุกอย่างน่าจะส่งผลดีกับภาพรวมของเศรษฐกิจในปีหน้ามากกว่า” สำหรับภาวะเศรษฐกิจในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการใช้จ่ายสินค้าคงทนที่ลดลง ประกอบกับหนี้สินภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนยังระมัดระวังในการใช้จ่ายด้วย ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำยังส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคครัวเรือนด้วย สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง 4.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุกปกรณ์ชะลอตัวลง โดยเฉพาะการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคการส่งออกยังฟื้นตัวได้ช้า แม้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้น แต่การส่งออกสินค้าเกษตรยังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และความต้องการจากจีนลดลงด้วย ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังฟื้น
Blog
-

ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังฟื้น
Facebook Comments -

สสว.ชง“ประจิน”ของบ1.2หมื่นล้านบาท
นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยว่า สสว. เตรียมเสนอ 8 โครงการ วงเงินงบประมาณ 12,783.70 ล้านบาท ช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน การตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2.8 ล้านราย ให้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสที่มาตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 2 มิ.ย. นี้ โดยเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน สำหรับโครงการที่ต้องทำเร่งด่วน ภายใน 2 -3 เดือน มี 5 ข้อ เช่น โครงการชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในอัตรา 1.75% ในปีแรก ให้กับผู้ประกอบการจำนวน 5,000 ราย วงเงิน 262.8 ล้านบาท , โครงการการเอสเอ็มอีรีสตาร์ท เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจ่ายธนาคาร ชดเชยดอกเบี้ยให้ อัตรา 3% ต่อปี วงเงินไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท น่าจะช่วยได้ 10,000 ราย วงเงินกู้ 10,000 ล้านบาท จะขอบกลางมาใช้จ่ายในโครงการนี้ 800 ล้านบาท , โครงการเชื่อมโยงการตลาดเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน จะร่วมกับหน่วยงานอื่น ส่งเสริมช่องทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 500 ราย ผ่านโมเดิร์นเทรด วงเงิน 95 ล้านบาท ,โครงการส่งเสริมธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่งเสริมผู้ประกอบการรวมกลุ่มเครือข่ายธุรกิจทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศในอาเซียน ระยะเวลา 3 ปี วงเงินงบประมาณ 250 ล้านบาท รวมทั้งโครงการยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อการค้าชายแดน โดยร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงจังหวัดที่มีด่านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนและผู้ที่ดำเนินธุรกิจส่งออกกับประเทศเพื่อนบ้าน มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี รวม 4,500 ราย หรือปีละ 1,500 ราย และพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าชายแดน 5 จุด ใช้งบประมาณ 225 ล้านบาท ส่วนอีก 3 โครงการ ก็มีสำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ไม่เร่งด่วนมากคือ เช่น โครงการสนับสนุนการปรับปรุง ฟื้นฟู เครื่องจักร ให้แก่ เอสเอ็มอี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยแก่เอสเอ็มอี โดยชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการจำนวน 1,000 ราย ในอัตรา 5% ต่อปี วงเงินสนับสนุนไม่เกินรายละ 3.5 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปีวงเงินงบประมาณ 3,100 ล้านบาท, โครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยร่วมกับสถาบันยานยนต์และสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม เน้นจัดทำสนามทดสอบการจำลองสถานการณ์การขับขี่เพื่อประเมินสมรรถนะสำหรับทดสอบรองรับมาตรฐานในประเทศ ระยะเวลา 3 ปีวงเงิน 8,050.9 ล้านบาท โดยจะของบประมาณจากรัฐบาลต่อไป , โครงการลงทุนในธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อยหรือไมโคร เครดิต เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมาก อาทิ ร้านเสริมสวย ร้านก๋วยเตี๋ยว ที่ใช้ทุนตนเอง ไม่ได้ขอสินเชื่อจากธนาคาร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยไม่ต้องมมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และมีอัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสว.ชง“ประจิน”ของบ1.2หมื่นล้านบาทFacebook Comments -

เอกชนเสนอรวมกระทรวงพาณิชย์-อุตสาหกรรม
นายวัลลภ วิตนากรรองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสภาฯต้องการเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาการควบรวมกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่มีกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) เพื่อให้ภาครัฐสามารถที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตั้งแต่ระดับการผลิตการขนส่ง การตลาด และส่งออก รวมถึงการดูแลเรื่องของค่าครองชีพได้ง่ายกว่าการแยกกระทรวงที่ต่างทำงานกับทับซ้อน “ที่ผ่านมาภาคเอกชนเคยเสนอให้มีการผลักดันควบรวมทั้งสองกระทรวงเข้าด้วยกันเพราะสามารถประสานงานหรือติดต่อได้ง่ายที่เดียวไม่ต้องยุ่งยากแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จแต่ในปัจจุบันเอกชนมองว่า คสช. มีอำนาจเด็ดขาดในการผลักดันได้ง่ายเพราะหากทำได้เชื่อว่าในอนาคตการทำงานของภาครัฐจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและที่สำคัญจะไม่ทับซ้อนกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอสเอ็มอีการทำตลาด การพัฒนาศักยภาพ การเพิ่มมูลค่าของสินค้าผู้ประกอบการ เป็นต้น” นายวัลลภกล่าวว่า ในส่วนของการส่งออกในภาพรวมของปี 57 นั้นทางสภาฯ ประมาณการขยายตัว 3% ต่ำกว่าตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ที่ปรับลดลงเหลือ3.5% เนื่องจากในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค. – เม.ย.)ยังติดลบ 0.97%หรือมูลค่าเพียง 73,406 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับตลาดหลักๆที่สำคัญหลายตลาดยอดการส่งออกไทยยังติดลบเช่นกันเช่น จีน, อาเซียน, ออสเตรเลีย เป็นต้น อย่างไรก็ตามการส่งออกไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค. เป็นต้นไป โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขส่งออกไทยน่าจะกลับมาขยายตัวในระดับ1-2%และหากไทยสามารถสร้างความมั่นใจแก่ประเทศคู่ค้าในต่างประเทศได้เกี่ยวกับการเกิดรัฐประหารในไทยเชื่อว่าส่งออกไทยก็จะสามารถขยายตัวได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเสนอรวมกระทรวงพาณิชย์-อุตสาหกรรมFacebook Comments