ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและย้ำการนำไปใช้ได้จริง กับเวลามากกว่า 11 ปี ที่ “รศ.ดร.เจษฎา วรรณสินธุ์” นักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และวัสดุ และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ทุ่มเทในการพัฒนา เทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบสเลอรี่ เพื่อแก้ปัญหา ให้กับอุตสาหกรรมโลหะของประเทศไทยรศ.ดร.เจษฎา บอกว่า ความต้องการชิ้นส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงของเล่นต่าง ๆ ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้การหล่อน้ำโลหะที่อุณหภูมิสูง แม้กรรมวิธีนี้จะสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากแต่ก็มีข้อเสียคือ แม่พิมพ์มีราคาสูงและอายุการใช้งานจำกัด ใช้เวลาในการผลิตชิ้นงานนานสิ้นเปลืองพลังงานมากและชิ้นงานเป็นโพรงอากาศได้ง่าย ขณะเดียวกันแม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการหล่อแบบกึ่งของแข็งขึ้นมาแก้ปัญหา แต่ยังไม่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายเพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเดิมรศ.ดร.เจษฎา บอกว่า ตนเองซึ่งได้ไปศึกษาด้านการหล่อโลหะในต่างประเทศ และเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้โลหะซึ่งเป็นของแข็งกลายสภาพเป็นสเลอรี่หรือของเหลวที่คล้ายกับวุ้นได้ เมื่อกลับมาจึงคิดที่จะนำมาปรับใช้ช่วยแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมโดยเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้เรียกว่า “การหล่อโลหะแบบสเลอรี่” (Slurry Metal Casting Technology) ซึ่งสเลอรี่ หมายถึงสถานะที่ประกอบไปด้วยน้ำโลหะเป็นส่วนใหญ่ และมีอนุภาคของแข็งที่ละเอียดมากในปริมาณไม่เกิน 10 % (โดยปริมาตร) ทำให้สามารถไหลได้ดีในแม่พิมพ์ ใช้ความร้อนที่น้อยลง ผลิตชิ้นงานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้เครื่องจักรและแม่พิมพ์เดิม ช่วยยืดอายุแม่พิมพ์ และลดปัญหาเรื่องการเกิดโพรงอากาศในชิ้นงานได้เรียกว่าขจัดข้อจำกัดในกระบวนการผลิตแบบเดิม ๆ แถมเพิ่มคุณภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้กับโรงงานได้มากกว่า 10%ปัจจุบันผลงานวิจัยมีการต่อยอดนำไปใช้จริง โดยถ่ายทอดสิทธิให้กับบริษัทกิสโค จำกัด นำไปผลิตเป็นเครื่องจักรจำหน่ายใช้งานแล้วทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้งานเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่นร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กองทัพเรือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการผลิตเรือเกราะกันกระสุน และร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มอ.พัฒนาและผลิตขาเทียมใต้เข่าที่มีน้ำหนักเบา คุณภาพสูง เบื้องต้นผ่านการทดสอบ และได้บริจาคให้กับผู้พิการได้ใช้งานจริงแล้วล่าสุด จากความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รศ.ดร.เจษฎา ได้รับรางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น ประเภทบุคคล ประจำปี 2557” จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์รศ.ดร.เจษฎา ย้ำว่า การก้าวกระโดดขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือการพัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทิศทางการเคลื่อนไหวในตลาดโลก ที่จะนำเทคโนโลยีไทยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ผลงานวิจัยนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้เจ้าของ เพราะแม้แต่เกาหลี ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็ได้ซื้อผลงานของคนไทยไปใช้งาน!!.นาตยา คชินทร
nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘หล่อโลหะแบบสเลอรี่’นักเทคโนโลยีดีเด่นจาก มอ. – ฉลาดคิด
Blog
-

‘หล่อโลหะแบบสเลอรี่’นักเทคโนโลยีดีเด่นจาก มอ. – ฉลาดคิด
Facebook Comments -

ต้นทุนก๊าซแอลพีจี ทำไมต้อง27บาท – พลังงานรอบทิศ
สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือนและภาคขนส่งอีก 5.22-5.85 บาท/กก. โดยจะทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สต./กก. เป็นเวลา 12 เดือนเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนในการจัดหาก๊าซแอลพีจีในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 27.85 บาท/กก. ข่าวนี้ทำให้มีผู้ออกมาตั้งข้อสงสัยกันมากว่าการคิดราคาต้นทุนในการจัดหาแอลพีจีของสนพ.เป็นอย่างไรและมีกูรูทางเศรษฐกิจบางท่านที่เป็นผู้จัดรายการทางวิทยุและโทรทัศน์ที่มีผู้ติดตามและเชื่อถือเป็นอันมากถึงกับฟันธงเลยว่าเป็นการขึ้นราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคและต้นทุนในการจัดหาไม่น่าจะสูงถึง 27.85 บาท/กก.โดยยกเอาราคานำเข้าแอลพีจี ซึ่งมีต้นทุนแพงที่สุดแล้วยังมีราคาเพียง 750 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 24.50 บาท/กก. เท่านั้นเอง)เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ผมขอเรียนว่าก๊าซแอลพีจีในบ้านเรามีที่มาจาก 3 แหล่งคือ หนึ่ง นำเอาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาแยกที่โรงแยกก๊าซจะได้ก๊าซแอลพีจีประมาณ 50% ส่วนนี้จะมีต้นทุนต่ำที่สุดประมาณ 555 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 18.10 บาท/กก.)แต่รัฐบาลบังคับให้ขายที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน(ประมาณ 10.75 บาท/กก.) โดยไม่ได้จ่ายเงินชดเชยให้โรงแยกก๊าซแต่อย่างใดสองนำเอาน้ำมันดิบมากลั่นที่โรงกลั่นน้ำมันจะได้ก๊าซแอลพีจีประมาณ 25% ส่วนนี้จะมีต้นทุนเทียบเท่าราคานำเข้าหักค่าขนส่งประมาณ 700 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน(ประมาณ 22.80 บาท/ก.ก.) แต่รัฐบาลก็ยังตรึงราคาขายอยู่ที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 10.75 บาท/ก.ก.) เช่นเดียวกันแต่จ่ายเงินชดเชยให้โรงกลั่นฯ บางส่วนโดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯสามนำเข้าจากต่างประเทศอีกประ มาณ 25% ส่วนนี้จะมีต้นทุนสูงที่สุดคือ เฉลี่ยประมาณ 750 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 24.50 บาท/กก.) ราคานำเข้าที่แท้จริงจะผันแปรไปตามฤดูกาลจาก 600-1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (ประมาณ 19.50-36.80 บาท/กก.)ส่วนนี้รัฐบาลอุดหนุนส่วนต่างทั้งหมด (เฉพาะที่สูงกว่า333ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน) โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯ เช่นเดียวกันจะเห็นว่าต้นทุนการจัดหาก๊าซในประเทศโดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักแล้วจะอยู่ที่ 19.84 บาท/กก. (65:35 ของการจัดหาในประเทศ) แต่รัฐบาลตรึงราคาขายไว้ที่ 10.75 บาท/กก. เท่ากับมีการอุดหนุนที่ต้นทาง 9.14 บาท/กก. โดยภาครัฐและเอกชนดังนั้นเมื่อนำมาเฉลี่ยกับการนำเข้าอีก 25% ที่ราคา 24,50 บาท/กก. ราคาต้นทุนเฉลี่ยของก๊าซแอลพีจีในบ้านเราจึงควรจะอยู่ที่ 21.00 บาท/กก. (เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 75:25)แล้วอย่างนี้กระทรวงพลังงานจะมา บอกว่าต้นทุนการจัดหาน้ำมันเป็น 27.85 บาท/กก. ได้อย่างไรล่ะครับก็อย่าลืมนะครับว่าต้นทุนการจัดหาที่ 21บาท/กก. นี่ยังไม่ได้รวมภาษีสรรพสามิตภาษีเทศบาลอีก 2.39 บาท/กก. ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีกอย่างน้อย 2.00 บาท/กก. และยังไม่ได้บวกค่าการตลาดของผู้ประกอบการ (ร้านค้าก๊าซ) อีก 3.25 บาท/กก. รวมแล้วก็ประมาณ 7.64 บาท/กก. เข้าไปแล้วซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องบวกเข้าไปในต้นทุนกลายเป็นราคาขายปลีกที่ปลายทางดังนั้นถ้าคิดตามสูตรที่ผมว่ามาราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีมันจะไม่ใช่ 27.85 บาท/กก. อย่างที่ สนพ. เขาว่ามาเอาน่ะสิ!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต้นทุนก๊าซแอลพีจี ทำไมต้อง27บาท – พลังงานรอบทิศFacebook Comments -

โรงสีจับคู่ผู้ส่งออกดันราคาข้าวหอมตันละ 1.5 หมื่น
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดจะกำหนดราคากลางเป้าหมายที่จะรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตันละ15,000 – 16,000 บาท ว่าทางสมาคมฯได้เสนอมาตรการให้มีการจับคู่ระหว่างโรงสีและผู้ส่งออกที่จะซื้อข้าวในตลาดตามราคาเป้าหมายโดยผู้ส่งออกจะซื้อข้าวสารจากโรงสีในราคากก.ละ 29 บาททอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิที่โรงสีจะต้องไปซื้อจากเกษตรกรในราคาตันละ 15,000 บาทในปริมาณรับซื้อ 300,000 ตันซึ่งจะเป็นการทำควบคู่กับมาตรการผลักดันให้เกษตรกรเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางคาดว่าจะช่วยดูดซับปริมาณข้าวเปลือกหอมมะลิออกจากตลาดได้อีก 2 ล้านตันน่าจะช่วยผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเป็นไปตามเป้าหมายที่รมว.พาณิชย์กำหนดไว้“เรื่องรับจำนำยุ้งฉางกับมาตรการจับคู่โรงสีซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิคาดว่าจะมีการเสนอให้นบข.เห็นชอบเชื่อว่าน่าจะทำให้ราคาเปลือกหอมมะลิเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้โดยการรับจำนำยุ้งฉางอาจมีการเพิ่มมาตรฐานการดูแลรักษาข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรงสีจับคู่ผู้ส่งออกดันราคาข้าวหอมตันละ 1.5 หมื่นFacebook Comments