นายวิกิต ขจรณรงค์วณิช รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเปิดจําหน่ายพันธบัตรธนาคารอาคารสงเคราะห์ ปี 57 วงเงิน 8,000 ล้านบาท อายุ 3 ปีและ 4 ปี ปลายเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อนำไปปล่อยกู้บ้าน โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นเดือนละ 11,200 ล้านบาท รวมทั้ง เพื่อทดแทนพันธบัตรเก่าที่ได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาและมีพันธบัตรบางส่วนใกล้จะครบกำหนดในปีนี้ ทั้งนี้ จะจัดให้มีการโรดโชว์นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะกำหนดอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม และเปิดจำหน่ายช่วงปลายเดือนมิ.ย.นี้ ผ่านทางธนาคารกรุงไทย ธนาคารฮ่องกง และธนาคารเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น สาขากรุงเทพ ซึ่งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3 ต่อปี โดยจะชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และไม่มีการไถ่ถอนก่อนกำหนด “การออกพันธบัตรดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารออกพันธบัตรเอง โดยที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันทั้งเงินต้นและอัตราดอกเบี้ย โดยเป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ในปีงบประมาณ 57 ของมติครม. เมื่อวันที่ 21 ม.ค.57 โดยเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนสถาบันและหรือผู้ลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งฟิสท์เรดติ้งและมูลดี้อินเวสเตอร์ ได้คงความน่าเชื่อถือของธนาคารไว้ที่ ทริปเบิ้ล เอ และมีแนวโน้มเสถียรภาพ รายงานข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เนื่องจากมั่นใจในผลดำเนินงานของ ธอส. สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่ง และได้รับประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่สูงตามเกณฑ์ประเมินรัฐวิสาหกิจมาเป็นอันดับที่ 4 จึงมั่นใจได้ว่า ธอส.จะสามารถออกพันธบัตรได้โดยไม่ต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส.ออกพันธบัตรเพื่อบ้าน 8 พันล้านบาท
Blog
-

ธอส.ออกพันธบัตรเพื่อบ้าน 8 พันล้านบาท
Facebook Comments -

ชงตั้งทีมสอบขาดทุนจำนำข้าว
ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยวันที่ 29 พ.ค. 57 นายสมพล เกียรติไพบูลย์รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ต้องการให้คสช.มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษ 1 ชุดเข้ามาตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดโดยเฉพาะในประเด็นที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปีกว่าๆ ขาดทุนสูงขึ้นกว่า 500,000 ล้านบาทว่าขาดทุนอย่างไร,บุคคลใดรับผิดชอบ และมีการทุจริตหรือไม่เพื่อเปิดเผยให้สาธารชนได้รับทราบเนื่องจากเรื่องนี้เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก “ทางองค์กรเห็นว่าขณะนี้คสช.มีอำนาจเด็ดขาดที่สามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่างจากการขอข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน(ป.ป.ช.) ที่จะได้ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆยากมาก” สำหรับแนวทางการตรวจสอบเรื่องข้าวนั้นเป็นความเห็นร่วมกันจากผู้แทนต่างๆที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประชุม เช่น นายแพทย์ ประเวศ วะสีรวมถึงผู้บริหารจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,สมาคมธนาคารไทยเป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงตั้งทีมสอบขาดทุนจำนำข้าวFacebook Comments -

สศค.คาดเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. เชื่อว่าเดือนเม.ย.จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ได้เห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 57 เนื่องจากตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะมีรัฐบาลได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้ง ขณะนี้ เริ่มมีนโยบายเศรษฐกิจที่นำมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ ที่แต่ละกระทรวงกำลังรวบรวม เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมา ทำให้ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เติบโตได้มากกว่า 1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้ถึง 3% “สศค.ประเมินว่าจีดีพีหลังจากนี้จะฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่เต็มศักยภาพ ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนได้ รวมทั้ง รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาทำหน้าที่อนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐ 7,000 ล้านบาท และการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ของภาคเอกชนที่ค้างอยู่กว่า 700,000 ล้านบาท ขณะที่ ปัจจุบันได้กระตุ้นการบริโภคซึ่งมาจากการเร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 92,000 ล้านบาท ถือเป็นการช่วยให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว” อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 พ.ค.นี้ จะประชุมเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 ร่วมกันของ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพื่อพิจารณาถึงงบประมาณรายได้ และงบประมาณรายจ่าย เพื่อให้ทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ รวมทั้งโครงการลงทุนสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟรางคู่, โครงการรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ-ปริมณฑล, โครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วนที่มีผลต่อเกษตรกรก่อน ขณะเดียวกัน ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะประชุมสรุปการจัดทำโรดแมปของแต่ละกระทรวง ก่อนนำเสนอต่อให้ คสช.ในสัปดาห์หน้าซึ่งหาก คสช.เห็นด้วยก็จะประกาศออกมาเป็นทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะกลับมาแน่นอน โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังจะเสนอต่อ คสช.คงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการ เช่น การขยายเวลาคงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต), ภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา, มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมทั้งการให้รัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มที่ สำหรับภาวะเศรษฐกิจการคลัง เดือนเม.ย.ยังคงหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ หดตัวที่ร้อยละ -1.2% การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณหดตัว สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ -7.7 ต่อปี การส่งออกสินค้า หดตัวที่ -0.9% ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัว -3.9 นักท่องเที่ยวต่างประเทศ หดตัว -1.7% ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% ต่อปี อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.9% ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ 168.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.8 เท่า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.คาดเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวFacebook Comments