นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเสนอมาตรการสินเชื่อวงเงิน 20,000 ล้านบาท เน้นปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 10 ล้านบาท และเอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีวงเงินกู้ ตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นตามนโยบายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มอบหมายให้ธนาคารให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย เพื่ออุดช่องว่างที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ ซึ่งปัญหาเอสเอ็มอี คือ เรื่องทุนน้อยและหลักประกันไม่พอ ทั้งนี้ มาตรการที่จะเสนอจะใช้หลักบรรเทา ส่งเสริม พัฒนา โดยการออกมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย การปรับลดเงินงวด การขยายเวลาผ่อนชำระออกไปในรายที่มีปัญหาสภาพคล่อง รวมทั้งยังมีมาตรการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน จากปกติจะปล่อยกู้ที่อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) บวกความเสี่ยงเพิ่ม แต่มาตรการนี้จะเป็นดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ เพื่อลดภาระจ่ายค่างวดแต่ละเดือนลง “เป้าหมายของโครงการนี้คือการเข้าดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มการผลิตไปจนหาตลาดให้ เช่น กรณีของลูกค้าโอทอป ธนาคารตั้งเป้าหมายจะดูแลตั้งแต่เริ่มไปปล่อยกู้ไปจนการยกระดับและผลักดันให้เข้าระดมทุนในตลาดเอ็มเอไอให้ได้” นายธัชพล กล่าวว่า เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อปี 57 อยู่ที่กว่า 80,000 ล้านบาท แต่จากผลกระทบการเมืองทำให้ปล่อยสินเชื่อ 5 เดือน ได้กว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยกู้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งเป้าหมายใหม่ที่จะเสนอ คสช. อีก 20,000 ล้านบาท เพราะหลังจากที่มีการเร่งเบิกจ่ายเงินจำนำข้าวอีก 92,000 ล้านบาท และ คสช. เน้นเรื่องการเร่งรัดการลงทุนจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว การบริโภคการลงทุนจะฟื้นตัวโดยเร็ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ออกมาตรการสินเชื่อ
Blog
-

ชงคสช.ออกมาตรการสินเชื่อ
Facebook Comments -

คุมเข้มท่องเที่ยวปลอดภัย
รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้ประชุมร่วมกับส่วนราชการของกระทรวงท่องเที่ยว โดยเน้นให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมักถูกผู้ประกอบการเอารัดอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันผบ.ทร.ยังมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งรัดการจัดตั้งศาลท่องเที่ยว ที่ยังไม่สามารถจัดตั้งได้ใน 5 จังหวัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมทั้งให้พิจารณาความเหมาะสมของการขยายศาลท่องเที่ยวเพิ่มเติมในจังหวัดใหญ่ๆ ที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวด้วย สำหรับการจัดตั้งศาลท่องเที่ยวนั้น ที่ผ่านมาได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมครม.ไปแล้ว โดยอนุมัติงบกลาง ประจำปี 56 จำนวน 17 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจัดตั้งกลุ่มงานคดีนักท่องเที่ยวในศาลยุติธรรม นำร่องในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 7 แห่ง ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งไปแล้ว 2 แห่ง คือ ศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดภูเก็ต ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่งคือ ศาลแขวงเชียงใหม่ ศาลจังหวัดเกาะสมุย ศาลจังหวัดกระบี่ ศาลแขวงดุสิต และศาลแขวงปทุมวัน ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งหน้าที่ของศาลดังกล่าวจะช่วยเหลือ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ และกลุ่มมิจฉาชีพ ให้ได้รับการคุ้มครองทันที แม้ว่าจะมีเวลาท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทยเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม ทั้งนี้พล.ร.อ.ณรงค์ ยังได้สั่งการให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ ไปประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ชี้แจงต่างชาติให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย เพื่อสร้างความเขช้าใจว่าบรรยากาศด้านการท่องเที่ยวไม่มีอะไรน่ากังวล และมีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว ส่วนการประกาศห้ามให้ประชาชนออกจากเคหสถาน (เคอร์ฟิว) นั้น ล่าสุดฝ่ายความมั่นคงของคสช.อยู่ระหว่างการพิจารณาสถานการณ์ โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ว่า หากจังหวัดใดที่ไม่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จะพิจารณายกเลิกประกาศดังกล่าวทันที เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยในปี 57 นี้ ยังคงเป้าหมายเดิมที่ 2 ล้านล้านบาท ยอมรับว่า อาจจะได้รับผลกระทบบ้างในช่วงแรก ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลงไปประมาณ 18-20% แต่ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้น ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวฯก็มีแผนอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะจะทำได้อย่างดีที่สุด นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า หากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้รับงบประมาณ 845ล้านบาทจะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งปีหลัง เดินทางมาเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ล้านคน หรือจากประมาณ 26.01 ล้านคนเป็น 27.01 ล้านคนเนื่องจาก ททท.จะวางแผนนำเสนอกลยุทธ์แบบเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่ฟื้นกลับมาท่องเร็ว อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น “กระทรวงฯได้นำเสนอถึงมาตรการต่างๆ ที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยว เพราะต้องยอมรับว่า จากเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นจำนวนมาก และหลังจากที่นำเสนอแผนไปแล้ว ทางคสช.ก็ได้รับแผนไปพิจารณาเพื่ออนุมัติงบประมาณ และการอนุมัติงบนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เสนอด้วยว่า มีความคุ้มค่าหรือไม่ โดยภายในสัปดาห์หน้าจะนำแผนที่มอบหมายให้ ททท.ไปคิดกลยุทธ์ต่างๆ ไปมอบให้ฝ่ายคสช.ทำให้พิจารณางบประมาณให้ได้เร็วที่สุด” นอกจากนี้ด้านการผ่อนปรนระยะเวลาเคอร์ฟิวนั้น ได้มีการเสนอกับคสช.ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาลดระยะหรือยกเลิกเคอร์ฟิวในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีความสงบและไม่มีการชุมนุมเพื่อ ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจที่จะมาท่องเที่ยวขณะเดียว จะให้นำสื่อมวลชนต่างชาติเข้ามาร่วมแฟมทริปในแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับผลกระทบทางการเมือง เพื่อให้เห็นภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยยังมีความสงบในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ส่วนแผนการจัดโรดโชว์ของกระทรวงร่วมกับคสช. ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะทำ เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีประเทศไหนเห็นด้วยกับการรัฐประหารในครั้งนี้มากน้อยเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน ททท.จะยังคงเดินหน้าจัดงานโรดโชว์ตามเดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คุมเข้มท่องเที่ยวปลอดภัยFacebook Comments -

สั่งพาณิชย์ทำแผนดูแลค่าครองชีพ
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ว่า คสช. มอบนโยบายเร่งด่วน ให้กระทรวงพาณิชย์ทำแผนดูแลค่าครองชีพเพื่อดูแลปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนรวมถึงแผนผลักดันเศรษฐกิจพื้นฐานให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ภายใตัการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ก่อนที่จะเสนอให้ คสช. พิจารณาอีกครั้ง “แผนต่างๆคาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 วันก่อนที่จะเสนอ คสช. พิจารณา โดยในประเด็นการดูแลค่าครองชีพนั้นยอมรับว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ซึ่งตามเป้าหมาย อัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้จะอยู่ที่กรอบ 2-2.8% เบื้องต้นแม้จะต่ำกว่าที่หน่วยงานต่างๆ ที่คาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นเกินกว่า 3% นั้น แต่กระทรวงพาณิชย์จะพยายามควบคุมเพื่อไม่ให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่กำหนดไว้” สำหรับสถานการณ์การส่งออกไทยในปี 57 นั้นกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับลดเป้าการขยายตัวจากเดิม 5%เหลือ 3.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ เช่น การกีดกันทางการค้า และอุปสรรคเกี่ยวกับต้นทุนต่างๆ ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทูตพาณิชย์ และเอกชน พยายามเร่งผลักดันการส่งออกในทุกๆด้านอย่างเต็มที่ นางศรีรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้ระบบการค้าเสรี ยังคงเดินหน้าต่อ แต่จะยังไม่มีการทำสัญญาใหม่ใดๆ ทั้งการ เจรจาการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ซึ่งยังต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจาก คสช.ก่อน ส่วนสัญญาที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้า ก็ให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งการประมูลข้าว ยังไม่ดำเนินการ เพราะต้องรอผลการตรวจโกดังข้าวทั่วประเทศก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจน ภายในสัปดาห์หน้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแผนงานเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์นำเสนอต่อพล.อ.ฉัตรชัย เช่น การตั้งคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.), , การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ส่วนการดูแลค่าครองชีพประชาชนนั้นก็จะเน้นจัดมหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดีราคาถูก, จัดมหกรรมการจำหน่ายสินค้ามาตรฐานส่งออกภายในประเทศ และ จัดศูนย์ร้องเรียนและสายตรงเพื่อตรวจสอบราคาสินค้าในตลาดอย่างเข้มข้น นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ยอดการส่งออกสินค้าไทยภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ในช่วง 3เดือนของปี 57 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 12,578.37ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.17 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการใช้สิทธิ 12,432.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีการใช้สิทธิเอฟทีเอในการส่งออกมูลค่าดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 70.88 % จากยอดสินค้าที่ได้รับสิทธิเอฟทีเอทั้งหมด ทั้งนี้ การส่งออกภายใต้เอฟทีเอของไทยแยกเป็นรายประเทศ พบว่าไทย-ออสเตรเลีย มีการใช้สิทธิสูงถึง97.88 % หรือใช้สิทธิมูลค่า 1,716 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทย-จีน ใช้สิทธิ 89.13 % หรือมูลค่า3,539 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทย-เกาหลี ใช้สิทธิ72.52 % หรือมูลค่า 524 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทย-ญี่ปุ่น ใช้สิทธิ 72.44 % ไทย-อินเดีย ใช้สิทธิ61.99 % หรือมูลค่า 645.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทย-อาเซียน ใช้สิทธิ 58.36 % หรือมูลค่า4,628.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นต้น “ยอดการใช้สิทธิเอฟทีเอของบางประเทศที่ดูเหมือนลดลง เป็นเพราะสินค้าส่วนใหญ่ได้ลดภาษีลงมาเหลือ 0% แล้ว แต่ก็ยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ภาษียังไม่เหลือ 0 % ซึ่งกรมฯ อยากให้ผู้ส่งออกที่จะส่งออกไปยังประเทศที่มีข้อตกลงเอฟทีเอเหล่านี้ ทำการศึกษาให้ดีว่าสินค้าที่จะส่งออกนั้น ได้รับสิทธิลดภาษีภายใต้เอฟทีเอหรือไม่ ถ้าได้ก็ควรจะใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและลดต้นทุนในการส่งออก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งพาณิชย์ทำแผนดูแลค่าครองชีพFacebook Comments