นายศกร ทวีสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลสาขาในกรุงเทพจะเลื่อนเวลาปิดให้บริการเป็น 21.00 น.จากก่อนหน้านี้ที่ปิดให้บริการ 20.00 น.ขณะที่สาขาในต่างจังหวัดกลับมาเปิดและปิดในเวลาปกติแล้ว ตั้งแต่ 10.00-22.00 น.ทั้งนี้ในส่วนของสาขากรุงเทพบริษัทยังปิดให้บริการเร็วขึ้นอยู่แม้คสช.จะเลื่อนเวลาเคอฟิวส์ เนื่องจากกังวลเรื่องการเดินทางไปกลับของพนักงานในช่วงเวลาดังกล่าวด้าน บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่าศูนย์การค้าในเครือทั้งหมดกลับมาเปิดให้บริการในเวลาปกติแล้วตั้งแต่ 10.00 – 22.00น.ขณะที่บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศจะเลื่อนเวลาเปิด-ปิดตามเวลาเคอร์ฟิวใหม่ คือตั้งแต่ 4.00 – 24.00น. ตั้งแต่วันนี้จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติส่วนบริษัทเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ผู้บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ท กล่าวว่าร้านสาขาของแฟมิลี่มาร์ทจะเปิด-ปิดตามเวลาเคอร์ฟิวเช่นกัน คือ ตั้งแต่ 4.00 – 24.00น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างขยายเวลาปิด 3 ทุ่ม
Blog
-

ห้างขยายเวลาปิด 3 ทุ่ม
Facebook Comments -

อาร์แอนด์ไอหั่นเครดิตไทย
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่น เรตติ้ง แอนด์ อินเวสเมนท์ อินฟอร์เมชั่น (อาร์แอนด์ไอ) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพเป็นลบ แต่ยังคงเครดิตของรัฐบาลไทยสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ บีบีบี บวก และสกุลเงินบาท ที่ระดับ เอ ลบ เนื่องจากกองทัพไทยได้เข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศที่ตกอยู่ในวิกฤตทางการเมือง เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปฏิรูปการเมืองภายใต้การปกครองของกองทัพ ทั้งนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทางที่กองทัพคาดการณ์หรือไม่ หากการจัดการด้านการคลังและเศรษฐกิจยังไม่เป็นไปตามปกติและการปฏิรูปการเมืองไม่มีความคืบหน้า และเศรษฐกิจไทยยังคงหยุดชะงักต่อไป รวมถึงรากฐานทางเศรษฐกิจอาจอ่อนแอลงในระยะกลางถึงยาวได้ ซึ่งยังจำเป็นต้องจับตามองพัฒนาการในด้านต่างๆและปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นลบขณะเดียวกัน หากการปฏิรูปทางการเมืองภายใต้การปกครองของกองทัพขับเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามกับประชาธิปไตยหรือการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของกองทัพยืดเยื้อออกไป ประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปอาจออกมาวิจารณ์กองทัพรุนแรงขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศไทยกับประเทศเหล่านี้ รวมถึงการลงทุนทางตรง ดังนั้น อาร์แอนด์ไอจะติดตามการจัดการด้านเศรษฐกิจการคลังภายใต้การปกครองของกองทัพและแนวโน้มทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามว่าการปฏิรูปจะดำเนินไปในแนวทางที่ช่วยให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองในระยะกลางถึงยาวหรือไม่“กองทัพได้ระงับใช้รัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราวและจัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ คสช. ที่มีการแถลงว่า จะเข้ามาดูแลกระบวนการอนุญาตการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการดำเนินงานด้านงบประมาณที่ได้ล่าช้าไป รวมถึงการจัดทำงบประมาณประจำปี 58 หากความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาและการบริหารจัดการฟื้นตัว เศรษฐกิจอาจได้รับผลเชิงบวก เนื่องจากวิกฤตทางการเมืองมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจ”อย่างไรก็ตาม ตามที่อ้างอิงจากกองทัพ การเลือกตั้งทั่วไปจะถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง และต่อมาในที่สุดประเทศจะกลับคืนสู่การปกครองของประชาชน แต่เบื้องหลังของวิกฤตทางการเมือง ได้แก่ ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกระหว่างผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีรากฐานมาจากความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท บนระบอบประชาธิปไตยแบบอุดมคติที่รวมถึงระบบการเลือกตั้ง ซึ่ง การแก้ไขปัญหาพื้นฐานและจัดตั้งระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพนั้นไม่ง่ายนอกจากนี้ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมผู้ผลิตที่เบื้องต้นประกอบด้วยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งเติบโตจากการลงทุนโดยตรง ซึ่งอาร์แอนด์ไอมองว่าความกังวลที่อาจจะเกิดความถดถอยของโครงสร้างการเจริญเติบโตของภาคการผลิตมีเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 49 เสถียรภาพทางการเมืองได้ลดลง ที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะส่งผลให้การดำเนินนโยบายเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง รวมถึงมาตรการในการขยายโครงสร้างพื้นฐานและทำให้ภาคการส่งออกเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อาร์แอนด์ไอหั่นเครดิตไทยFacebook Comments -

ยอดส่งออกเดือนเม.ย. ต่ำสุดรอบ 2 ปี
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย. 57 มูลค่า17,249.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.87% เมื่อรวม4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) 73,460.5 ล้านเหรียญฯ ลดลง 0.97% เนื่องจากราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวลดลงอย่างมากเช่น ยางพาราคาในตลาดโลกลดลง 40%น้ำตาลทรายราคาลดลง 26% และราคาสินค้าเกษตรอื่นๆขณะที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีปริมาณส่งออกจากผู้ประกอบการบางรายย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในจีนและเวียดนามในช่วงที่มีน้ำท่วมใหญ่ส่วนการนำเข้าเดือน เม.ย. มูลค่า 18,702.9 ล้านเหรียญฯ ลดลง 14.54% เมื่อรวม4 เดือน การนำเข้ามีมูลค่า 74,208 ล้านเหรียญฯ ลดลง 15.19% ส่งผลให้เดือนเม.ย. ไทยขาดดุลการค้ารวม 1,453.4ล้านเหรียญฯ และ เมื่อรวม 4 เดือนไทยขาดดุลการค้า 747.5 ล้านเหรียญฯผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกในเดือนเม.ย.57 มูลค่า 17,249.4 ล้านเหรียญฯ เป็นมูลค่าการส่งออกของไทยที่ต่ำสุดในรอบ 24 เดือนหรือ 2 ปี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดส่งออกเดือนเม.ย. ต่ำสุดรอบ 2 ปีFacebook Comments