ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยแว่งตัวในแดนลบตลอดการซื้อขายภาคเช้าโดยมีแรงซื้อขายทำกำไรออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นผลจากนักลงทุนอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่นอกจากนี้ยังคงรอการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่จะออกมาในวันที่ 10พ.ค. นี้ด้วย ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,385.18จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,371.62 จุดจนมาปิดตลาดที่ 1,377.37 จุด ลดลง 1.65 จุด หรือ 0.12% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 26,099.95 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.จัสมิน ปิดที่ 7.90 บาท ลดลง 0.10 บาท 2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 189.00บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท 3. อิชิตัน ปิดที่ 19.80บาท เพิ่มขึ้น 0.40บาท 4. ธ.กรุงไทย ปิดที่ 17.80บาท ลดลง 0.10 บาท 5. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 186.50บาท เพิ่มขึ้น 0.50บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 1.65 จุด
Blog
-

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 พฤษภาคม 2257 ปิดลบ 1.65 จุด
Facebook Comments -

คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า จากการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ1” ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เม.ย. – 3 พ.ค. ที่ผ่านมาจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเปิดเทอม คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 23,900 ล้านบาท ทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีมูลค่า 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเทอม 9,000 ล้านบาท ค่าเรียนกวดวิชา เสริมทักษะต่างๆ 7,000 ล้านบาท ค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน 4,600 ล้านบาท ค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน 3,000 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น ค่ารถรับ-ส่งโรงเรียน ค่าชุดกีฬา 300 ล้านบาทสำหรับการวางแผนการใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของค่าเล่าเรียน (ค่าเทอม) และค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน เช่น เรียนพิเศษในโรงเรียน สอนเสริมทำการบ้าน ค่าเรียนดนตรีหรือกีฬา รวมถึง กิจกรรมระหว่างปีการศึกษา เช่น ซัมเมอร์แคมป์ ส่วนภาระค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มลดลง เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน รวมถึงการเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆนอกจากนี้ ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ระบุว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสำหรับการศึกษาของบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น 42% รองลงมาคือ ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น 22 % และเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่ได้รับลดลง 15% สำหรับทางเลือกกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ กว่า44% เลือกที่จะนำเงินออมหรือเงินเก็บที่สำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมาใช้ รองลงมา คือ การกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน 16% ยืมญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท 14% และโรงรับจำนำ 12% “ปัญหาทางด้านกำลังซื้อของผู้ปกครองที่ยังคงชะลอตัวในปัจจุบัน ทำให้ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่เนื่องจากปีนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเทอมและค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องจ่าย ส่งผลให้ผู้ปกครองพยายามประคับประคองและจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือมีการปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น การลดค่าใช้จ่ายในส่วนของชุดนักเรียนลงเหลือเพียง 1-2 ชุดต่อคน จากเดิมที่อาจจะซื้อ 3-4 ชุด เป็นต้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาทFacebook Comments -

เตรียมรับนักธุรกิจจีน100ล้านรายลุยลงทุนต่างแดน
นายวิกรม กรมดิษฐ์ รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน และประธานมูลนิธิอมตะ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนคนใหม่มีนโยบายในการส่งเสริมให้นักธุรกิจของจีนซึ่งมีอยู่ 100 ล้านคนไปขยายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอาเซียนใกล้กับจีน และมีดินแดนที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องหามาตรการและจัดทำแผนต่างๆในการดึงนักธุรกิจจีนเข้ามาร่วมทุนทั้งอุตสาหกรรม, เกษตรแปรรูป, การค้าขายและบริการ เพื่อนำสินค้าส่งออกไปยังตลาดจีนและตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 1,900 ล้านคนทั้งนี้ที่ผ่านมาจีนได้เข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆที่หลากหลายทั้งการลงทุนในด้านเกษตรกรรมในประเทศลาว กัมพูชา และ พม่า หรือกลุ่มอุตสาหกรรม, การเงิน ที่มีทั้งในอาเซียน และ แอฟริกา ด้วย ซึ่งในส่วนของนิคมฯอมตะนั้นก็เป็นลูกค้าของธนาคารไอซีบีซี ของประเทศจีน เพราะมีอัตราดอกเบี้ยถูกสุดและมีเงื่อนไขไม่มากและที่สำคัญลูกค้าที่เข้ามาตั้งโรงงานในอมตะฯก็มีนักลงทุนจากจีนจำนวนมากเช่นกัน“เชื่อว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้านักธุรกิจจีนพร้อมด้วยเม็ดเงินมหาศาลจะทะยอยเข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งอาเซียนจะเป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรหาวิธีในการดึงดูดจีน โดยเฉพาะนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ค่อนข้างจะได้รับการส่งเสริมให้ขยายธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยไม่พร้อมก็จะสูญเสียโอกาสอย่างมาก”นายวิกรม กล่าวว่า ในปี 60 ประเทศได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 400,000 ล้านเหรียญฯต่อปี เป็น 1 ล้านล้านเหรียญฯต่อปี หรือเพิ่มประมาณปีละ 10 %นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า ปัจจุบันการค้าขายจีนกับอาเซียนพบว่าจีนมีการค้าขายกับมาเลเซียมากที่สุด รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย, สิงคโปร์และ ไทย หากไม่มีการหามาตรการในการดึงนักธุรกิจจีนมาร่วมทุนในอนาคตอาจทำให้มูลค่าการค้าขายไทยกับจีนถูกประเทศเพื่อนบ้านแย่งสัดส่วนได้ ดังนั้นที่ผ่านมาทางสภาฯ มีนโยบายที่จะนำนักธุรกิจไทยไปพบปะกับนักธุรกิจจีนที่เป็นคนรุนใหม่ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน เพื่อปูทางธุรกิจให้นักธุรกิจได้ร่วมทุนในการทำตลาดสินค้าด้วยกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมรับนักธุรกิจจีน100ล้านรายลุยลงทุนต่างแดนFacebook Comments