Blog

  • ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย

    ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย

    ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปีม้า ใช่ว่า…มีแต่ข่าวคราวของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ที่หนีตาย ไม่ว่าจะเป็นการชะลอหรือปรับลดการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ แต่! เวลานี้ ได้เริ่มเห็นสัญญาณของผู้บริโภค…ที่กำลังหนีตายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะบรรดาผู้ที่จองซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เริ่มมีอาการ ทั้งการทิ้งเงินดาวน์  ทั้งการเลื่อนการรับโอนในโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ  ยิ่ง…มีการทิ้งเงินจอง เลื่อนรับโอน หรือกระทั่งไม่รับโอนมากขึ้นเท่าใด ยิ่ง…เป็นสัญญาณอันตรายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ทรุดลงไปได้ง่าย ๆ ทันที  สิ่งเหล่านี้…ไม่ใช่สัญญาณใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น!  แต่ทุกอย่างเป็นไปตามผลกระทบจากลูกโซ่ลูกแรก…มาสู่ลูกโซ่ลูกสุดท้าย ที่เริ่มต้นจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง การชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนาน และไม่มีวี่แววว่าจะยุติโดยเร็ว ทำให้ทุกฝ่ายไม่มั่นใจ ไม่มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน โดยฟากฝั่งของนักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน ด้านผู้บริโภคก็ไม่กล้าซื้อของที่ต้องผูกพันระยะยาว ทำให้กำลังซื้อหดลง ขณะที่ผู้ประกอบการก็กล้า ๆ กลัว ๆ และส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน ยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว กลับถดถอยลงไปอีก ท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่รายได้ของประชาชนแม้จะมีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเข้ามาช่วย แต่สินค้า ค่าครองชีพสารพัดกลับแพงขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น นั่นเท่ากับว่า ต้องใช้เงินมากขึ้น จึงมีผลทำให้ความสามารถในการชำระเงินลดลงไปด้วย  ทำให้บรรดานายแบงก์ที่เคยเจ็บตัวหนักจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 ต้องเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น เพราะไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเข้าอีก   เมื่อกู้เงินไม่ผ่าน… แถมยังหาช่องทางจากการขายทำกำไรจากใบจองซื้อคอนโดฯ ไม่ได้ ก็ต้องถอย!!  ซึ่งขณะนี้คอนโดฯ ในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ เริ่มเกิดภาวะล้นตลาด และขายได้ยากขึ้น จากบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และราคาที่ดินปรับลดลงไปมาก หลังพ.ร.บ.เงินกู้ฯ  2 ล้านล้านบาทไม่ผ่าน แม้จะเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงไปมากแล้วก็ตาม   ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านอย่างแท้จริง ยังมีเหตุให้ต้องทิ้งเงินดาวน์ หรือขายใบจองไปบ้าง เพราะกู้เงินธนาคารไม่ผ่าน บางกลุ่ม..ผ่อนดาวน์ไม่ไหวจริง ๆ จากสภาพเศรษฐกิจที่แย่ลง ทำให้ผู้ซื้อเริ่มมีปัญหาการใช้จ่ายเกิดขึ้น แม้เวลานี้หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินยังไม่เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องดี แต่…จากนี้ไปเกรงว่าสภาพคล่องในระบบอาจเริ่มมีปัญหา!  แม้ว่าปัญหาการทิ้งเงินดาวน์ อาจยังไม่น่าเป็นห่วงมากนักในช่วงที่ผ่านมา เพราะส่วนใหญ่การซื้อคอนโดฯ ยังเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงสัดส่วนสูงถึง 60% แต่ภาวะตลาดปัจจุบัน ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะผู้ที่ซื้อเพื่ออาศัยจริงนั้น ชะลอการซื้อออกไป ขณะที่ในส่วนของนักเก็งกำไรสัดส่วน 20%  แทบล้มหายตายจาก เห็นได้จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา แทบขายใบจองไม่ออก ซึ่งมีบางส่วนที่รับซื้อไว้เอง แต่บางส่วนก็ทิ้งเงินดาวน์ไป โดยเฉพาะโครงการที่รับวางดาวน์ต่ำ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เวลาก่อสร้างนาน รวมทั้งโครงการที่มีแคมเปญลด แลก แจก แถมมากเกินไป หรือราคาไม่สูงนัก และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับล่าง ที่มีราคาขายต่ำกว่าตารางวาละ 60,000 บาท แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น ไม่ได้เกิดจากพิษความวุ่นวายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมีสินค้าเข้าสู่ตลาดจำนวนมากด้วยในปี 56 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น แต่ท้ายที่สุด หน่วยเหลือขาย ที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้นั้น จะกลับมาเป็นของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับภาระการขายต่อไป สัญญาณที่ชัดเจนทยอยส่งออกมา ตั้งแต่จำนวนลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการบ้าน คอนโดฯ น้อยลงไปเรื่อย ๆ  บางพื้นที่ บางประเภทโครงการแทบจะไม่มีผู้เข้าชม ส่งผลให้ยอดจองซื้อใหม่ กลับลดลงอย่างมาก การจัดกิจกรรมก็น้อยลงไปด้วย เพราะทำไปก็สูญเปล่า ในเมื่อผู้บริโภคไม่มีอารมณ์จะซื้อ ที่สำคัญ เมื่อถึงวันที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ แต่ลูกค้าที่หวั่นไหวกับรายได้ในอนาคตโดยเฉพาะนักเก็งกำไรคอนโดฯ ก็ชะลอการโอน หรือทิ้งเงินดาวน์ ไม่ยอมโอน ทำให้เจ้าของโครงการไม่ได้รับเงินตามแผน เรียกได้ว่า… วันนี้ “วิกฤติการเมือง” กระทบธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ยอดขาย รายได้ การจ้างงาน และย้อนกลับมามีผลกับยอดขายอีกรอบแล้ว  และปัญหายอดจองสูง แต่ยอดโอนต่ำ เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ประกอบการปรับเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ให้สูงขึ้นเท่าตัว จากเดิมที่ดาวน์ต่ำเพียง 5% ของราคาห้องชุด เพิ่มเป็น 10-30% เพื่อป้องกันปัญหาแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ  กว่าระบบนี้จะเข้าที่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ระหว่างนี้ ลูกค้าต้องจ่ายเงินดาวน์มากขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ตลาดคอนโดฯ ซึ่งปัจจุบันแข่งขันกันรุนแรงอยู่แล้ว และหลายทำเลเริ่มล้นตลาด ชะลอตัวเพิ่มขึ้นอีก เพราะลูกค้าจำนวนมากยังมีรายได้ค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถแบกรับภาระเงินดาวน์ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เจ้าของโครงการทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ นั่นคือ ต้องสำรองเงินสดไว้ พร้อมทั้งเตรียมหาแหล่งเงินทุนสำรอง ชะลอการซื้อที่ดินแปลงใหม่ออกไป หรือซื้อเฉพาะที่จำเป็น ปรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ และก่อสร้างเฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งซื้อแล้วก่อนเท่านั้น ส่วนรายเล็กคงต้องหยุดกิจการชั่วคราวไปก่อน แม้ว่าขณะนี้ภาวะทางเศรษฐกิจไทยจะยังแข็งแรงดีอยู่ แต่หากยังต้องอยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ไปอีก 4-5 เดือน ก็เชื่อว่า จะบั่นทอนทำให้ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สะสมไว้นั้นจะค่อย ๆ หายไป ค่อย ๆ อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารงานเต็มร้อยเข้ามาบริหารงาน. ณัฐธินี มณีวรรณ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลูกค้าแห่ทิ้งใบจองคอนโดฯ ลางร้าย!อสังหาริมทรัพย์ไทย

  • “ทรู อินคิวบ์” ประกาศ 5 ทีมสุดท้ายรุ่น 2 เตรียมผลงานออกสู่ตลาดจริง

    “ทรู อินคิวบ์” ประกาศ 5 ทีมสุดท้ายรุ่น 2 เตรียมผลงานออกสู่ตลาดจริง

    วันนี้ (30เม.ย) ที่อาคารทรูทาวเวอร์ โครงการทรู อินคิวบ์ ได้จัดงานเปิดตัวสตาร์ทอัพ 5 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2 “อย่างมัวแต่ติดลงมือทำ” ซึ่งเป็นโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีของกลุ่มทรู โดย นาย ปุณณมาส วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริหาร ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า การสานต่อโครงการในรุ่นที่สอง เนื่องจากทางกลุ่มทรูต้องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกลุ่มผู้ประกอบการของไทยให้ก้าวไปสู่ระดับโลกเพื่อสร้างสังคมและเศรษฐกิจของไทยให้สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ โดยไม่ได้คาดหวังในเรื่องจะต้องสร้างรายได้กลับเข้ามายังกลุ่มทรูสำหรับ 5 ทีม ที่ผ่านมาคัดเลือกได้แก่ 1.ทีม Course Square ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ตอีเลินร์นิ่ง สำหรับองค์กร เพื่อใช้อบรมติดตามผลและการวัดผลของพนักงานในองค์กร คิดค้นโดยกลุ่มนักศึกษาและอดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล 2.ทีม Hankster เป็นแอพพิลเคชั่นที่ใช้สำหรับการแฮงค์เอ้าท์หรือจับคู่และหาเพื่อนใหม่เป็นกลุ่มครั้งละ 3 คน เป็นผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี3. ทีม Puun เป็นโซลูชั่นสำหรับสำนักงานบัญชีและธุรกิจที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวเลขที่เข้าใจอยากให้เป็นกราฟฟิก เป็นผลงานของนักบัญชีที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง 4. ทีม Hola เป็นแอพพลิเคชั่นแชทที่พัฒนาบนระบบแผนที่ผู้ใช้สามารถสร้างอวาตารเพื่อใช้เป็นตัวแทนในโลกเสมือนจริงได้ เป็นผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ 5. ทีม Vetside เป็นโซเซียลเน็ตเวิร์คสำหรับสัตวแพทย์เพื่อใช้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนความรู้ในการรักษาสัตว์ต่างๆ มีเป้าหมายให้เป็นแหล่งรวมความรู้เรื่องสัตว์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย พัฒนาโดยสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้าน นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ผู้จัดการทั่วไป ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า ทั้ง 5 ทีม จะได้รับทุนสนับสนุนเบื้องต้นเพื่อพัฒนาผลงานจำนวน 5 แสนบาท และเข้าร่วมบูท แคมป์ จำนวน 99 วัน เพื่อพัฒนาผลงานให้สำเร็จ โดยจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนด้านต่างๆจากกลุ่มทรูทั้งในเรื่องเทคโนโลยี การทำตลาด การวางแผนด้านธุรกิจ ฯลฯเพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นประสบความสำเร็จในตลาดไทยและต่างประเทศได้ในอนาคต.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทรู อินคิวบ์” ประกาศ 5 ทีมสุดท้ายรุ่น 2 เตรียมผลงานออกสู่ตลาดจริง

  • เลื่อนโครงการแม่เมาะต้นทุนไฟเพิ่ม

    เลื่อนโครงการแม่เมาะต้นทุนไฟเพิ่ม

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งผลิตไทย (กฟผ.) เปิดเผยในโอกาสกฟผ.ครบรอบ 45 ปีว่าขณะนี้ต้องเลื่อน โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง หน่วยที่ 4-7 ขนาดกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ออกไปก่อน ซึ่งจะมาทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม ที่ต้องปลดระวาง  เนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร เพราะกฏหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า ครม.รักษาการ ไม่สามารถอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันธ์กับรัฐบาลใหม่ได้ ดังนั้นเป้าหมายเดิมที่จะแล้วเสร็จปี 61 จะต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อต้นทุนการผลิตให้สูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้องไปใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีราคาแพงกว่าถ่านหินมาผลิตไฟฟ้า และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนไปยังค่าไฟฟ้าในอนาคตได้”โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ยังมีปัญหา ต้องรอครม.อนุมัติพิจารณา เดิมคิดว่าจะเสนอคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอผ่อนผันให้ครม.รักษาการพิจารณา แต่เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งโครงการนี้เดิมจะต้องเสร็จปี 2561 จึงควรก่อสร้างเร็วสุดปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้าเพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลา4ปีแต่เมื่อต้องรอรัฐบาลใหม่เราเองก็ไม่รู้เมื่อไหร่ก็คงต้องช้าออกไปก็จะต้องไปพึ่งเชื้อเพลิงอื่นเช่น ก๊าซธรรมชาติ ที่มีราคาแพงกว่าถ่านหิน”สำหรับการดำเนินงานของกฟผ.ในโอกาสครบรอบ45 ปีนั้น  มีเป้าหมายจะเป็นองค์กรชั้นนำในกิจการไฟฟ้าในระดับต้นๆของโลก ซึ่งยอมรับว่าการรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ท้าทายของกฟผ.ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันพึ่งพิงก๊าซฯมากถึง70%ซึ่งแนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซฯมีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นทั้งนี้ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ จึงเป็นเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า ที่ไทยเองมีความจำเป็นจะต้องพึ่งพิงในระยะยาวหากต้องการต้นทุนผลิตที่ต่ำ และดูแลสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะถ่านหิน ที่ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สะอาด สามารถแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้แต่ก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับกับประชาชน โดยในส่วนของพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ฯลฯ ไทยเองก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นอนาคตกฟผ.ก็จะเดินไปตามแนวทางของเยอรมันที่มีการพัฒนาพลังงานทดแทนแต่ก็มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฐานไปด้วยอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกฟผ.มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 33,680 เมกะวัตต์โดยกฟผ.มีกำลังผลิตทั้งสิ้น 15,010 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นการผลิตจากภาคเอกชนรายใหญ่ รายเล็กและรับซื้อจากต่างประเทศอีก 18,670 เมกะวัตต์และยังเป็นผู้ดูแลสายส่งขนาดแรงดัน230-500 เควีทั่วประเทศ รวมความยาวทั้งสิ้น 32,384 วงจรกิโลเมตรโดยโรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้าระบบปีนี้คือ โรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่4 และโรงไฟฟ้าจะนะ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลื่อนโครงการแม่เมาะต้นทุนไฟเพิ่ม