นายจิรเทพ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่านายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ได้ชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา เข้าใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยยืนยันว่าสถานการณ์ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและผู้บริโภคกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง ทำให้การบริโภคกลับเข้าสู่แนวโน้มปกติ จึงเชื่อว่าความต้องการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงในช่วงก่อนหน้านี้ ก็น่าจะกลับมาเป็นปกติเช่นกัน และปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้ตามปกติ“ภาคเอกชนจะได้อานิสงส์จากการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพในปี 58 นอกจากนี้รัฐบาลเร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมทั้งดูแลภาคเกษตร โดยไม่ใช้นโยบายการอุดหนุนราคา ทั้งหมดนี้ จะช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ดีขึ้น”ส่วนกรณีที่นักลงทุนต่างชาติกังวลเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง จากตางประเทศนั้น มองว่าหากตัวเลขโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นโครงการที่สำคัญ เช่น รถประหยัดพลังงงาน (อีโคคาร์), การแปรรูปอาหาร และที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน จากนักลงทุนหลายประเทศ ไม่ใช่เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากนี้ภาพรวมการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างประเทศสุทธิรวมตั้งแต่ต้นปีเป็นบวกสำหรับการดูแลเศรษฐกิจปี 58 นั้นถือว่านโยบายการเงิน ขณะนี้เพียงพอในการช่วยดูแลเศรษฐกิจ และไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อ แม้จะปรับราคาพลังงานบ้าง โดยระยะต่อไปธปท. จะติดตามทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างใกล้ชิด หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนเศรษฐกิจจีน ที่อาจชะลอลงบ้างนั้น จะถูกชดเชยด้วยการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะทั้ง 2 ประเทศ มีสัดส่วนในตลาดการส่งออกของไทยใกล้เคียงกัน“ไทยมีเงินสำรองทางการเพียงพอ และมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ที่จะช่วยเป็นด่านแรก ในการดูแลความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ที่อาจผันผวนในปี 58 จากอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันในประเทศอุตสาหกรรมหลัก รวมทั้งความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.เป่ากระหม่อมสื่อต่างชาติ
Blog
-

ธปท.เป่ากระหม่อมสื่อต่างชาติ
Facebook Comments -

นักวิจัยกรมประมง –นักเทคโนโลยีหล่อโลหะมอ.คว้านักเทคโนโลยีดีเด่น 2557
วันนี้(13 ตค.57)ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพ ฯมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าวการประกาศผลรางวัลเทคโนโลยีดีเด่น และ นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี2557 โดยรศ.ดร.ศักรินทร์ภูมิรัตน ประธานกรรมการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นเปิดเผยว่า รางวัลดังกล่าว มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ฯ จัดขึ้น เพื่อให้คนในสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์และสร้างแรงกระตุ้นให้นักวิจัยไทยมีกำลังใจในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ของประเทศ ซึ่งการจะก้าวกระโดดขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการนำยุทธศาสตร์และองค์ความรู้ของนักวิจัย ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกมาต่อยอดใช้งานเชิงพาณิชย์ให้ได้มากที่สุดซึ่งจะต้องส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้แข่งขันได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยและการดีดตัวหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จสำหรับปีนี้ คณะกรรมการ ฯได้มีมติมอบรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทกลุ่ม ให้กับ ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการประมง และคณะวิจัยจากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำได้ประมาณ 5 % ส่วนรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประเภทบุคคล คือ รศ.ดร.เจษฎาวรรณสินธุ์ ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และวัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) ซึ่งคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบสเลอร์รี่เพื่อลดข้อจำกัดและขั้นตอนการโลหะแบบเดิม และช่วยลดต้นทุนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมได้ไม่ต่ำกว่า10 %ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสัตว์น้ำทะเลลดลงอย่างต่อเนื่องขณะที่ผู้บริโภคมีจำนวนมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเข้ามาช่วยเพื่อสร้างความมั่งคงและความปลอดภัยทางด้านอาหาร โดยงานวิจัยหลัก ๆ ที่ทำอยู่มีทั้งการพัฒนาการผลิตพันธุ์กลุ่มปลากะรังซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจราคาแพงและเพาะเลี้ยงได้ยากมีการจัดทำต้นแบบและเทคนิคการเพาะเลี้ยงจนทำให้สามารถผลิตลูกพันธุ์ที่มีอัตราการรอดตายสูงขึ้นช่วยลดการนำเข้าลูกพันธุ์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเทคโนโลยีผลิตลูกพันธุ์ปูม้า ที่ฟักจากไข่บนตับปิ้งของแม่ปู่ซึ่งอยู่นอกกระดองและเป็นของเหลือทิ้งในโรงงานต้มปูการพัฒนาการตรวจสอบสารเคมีอันตรายเพื่อลดการปนเปื้อนในสินค้าประมง และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในการเพาะพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งซึ่งอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเพาะเลี้ยงในเขตทะเลที่ไกลออกไปจากชายฝั่งได้มากขึ้นซึ่งจากงานวิจัยเหล่านี้คาดว่าจะช่วยทำให้มีผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นประมาณ5 %ด้านรศ.ดร.เจษฎา วรรณสินธุ์ กล่าวว่างานวิจัยที่ทำเน้นตอบตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสหากรรม โดยนำเทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบสเลอร์รี่ซึ่งเป็นกระบวนการหล่อโลหะ รูปแบบใหม่ ที่ช่วยลดปัญหาเรื่องอายุแม่พิมพ์และเวลาที่ใช้ในการผลิตน้อยลงขณะเดียวกันงานที่ได้ก็มีคุณภาพที่ดีขึ้นลดการเกิดโพรงอากาศในชิ้นงาน ทำให้โรงงานผลิตสามารถลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 10% ปัจจุบันมีการนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายแล้วทั้งในและต่างประเทศนอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนาและผลิตเป็นขาเทียมใต้เข่าที่มีน้ำหนักเบาซึ่งได้มีการผลิตและบริจาคให้กับผู้พิการได้ใช้งานจริงแล้วเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ ยังมีการประกาศรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2557 ให้กับ ดร.ปราการเกียรติยังคง จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงานวิจัยเรื่อง SensibleTABหุ่นยนต์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขน และ ดร.บรรพท ศิริเดชาดิลก จากหน่วยเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จากผลงานวิจัยเรื่อง วิธีการสร้างไวรัสจำพวกpositive-sense RNA ที่ง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิจัยกรมประมง –นักเทคโนโลยีหล่อโลหะมอ.คว้านักเทคโนโลยีดีเด่น 2557Facebook Comments -

“สมหมาย”ถก3สถาบันจัดอันดับ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้หารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 3 แห่ง ทั้งฟิทช์ เรทติ้งส์, เอสแอนด์พี และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส โดยชี้แจงถึงนโยบายของรัฐบาลการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และนโยบายการเตรียมวางรากฐานให้เติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล"สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 แห่ง ได้ยืนยันว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และฐานะการคลังของไทยที่เข้มแข็ง"ทั้งนี้ คาดว่าปี 57 สถานการณ์เศรษฐกิจไทย จะขยายตัว 1.5-2% โดยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ได้แก่ อัตราการว่างงานต่ำ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดยปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสทางการคลัง การปฏิรูปภาษีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนสหรัฐฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สมหมาย”ถก3สถาบันจัดอันดับFacebook Comments