รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เสนอแผนกระตุ้นการส่งออกแก่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ รับทราบ โดยการจัดทำแผนโปรโมต เพื่อผลักดันสินค้าและบริการไทย 7 ประเภท ให้เป็นสินค้าดีที่สุดในอาเซียน หรือ เบสต์ ออฟ อาเซียน ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องใช้ในครัวเรือน, เครื่องจักรการเกษตร,เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา, ผลไม้สด, แฟชั่นและไลฟ์สไตส์ และธุรกิจบริการ เพื่อให้ลูกค้าทั่วโลกที่จะซื้อสินค้ากลุ่มดังกล่าวต้องนึกถึงสินค้าจากประเทศไทย ที่มีความโดดเด่นทั้งคุณภาพและมาตรฐานที่ดีที่สุดในอาเซียน “กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จะเป็นสินค้าเครื่องปรุงรส บะหมี่สำเร็จรูป ข้าวหอมมะลิ เบียร์, กลุ่มผลไม้สด จะเป็นทุเรียนลำไย, กลุ่มแฟชั่นไลฟ์สไตล์ จะเป็น สินค้าแฟชั่น ผ้าไหมไทย อัญมณีและเครื่องประดับ, ธุรกิจบริการจะเป็นสปา โรงเรียนสอนมวยไทย ร้านอาหาร และ ภาพยนตร์, เครื่องกีฬา จะเป็นเสื้อผ้ากีฬาและอุปกรณ์กีฬา, เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมลามีนและสแตนเลส, เครื่องจักรกลการเกษตร จะเป็นรถไถ เครื่องสีข้าว เป็นต้น ซึ่งหากสร้างภาพลักษณ์ให้ทั่วโลกได้จดจำเชื่อว่าก็สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าดังกล่าวได้เป็นอย่างดีและในอนาคตสินค้ากลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยในภาพรวมดีขึ้นด้วย” สำหรับธุรกิจใหม่ๆ ที่เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือโรงเรียนสอนมวยไทยโดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรฐานในการเผยแพร่มวยไทยสู่สากล และสามารถถ่ายทอด ฝึกสอน มวยไทยได้อย่างดี เช่น หลักสูตรสมรรถนะครูมวยไทย ที่เปรียบเสมือนเป็นใบรับรองอย่างถูกต้องตามมาตรฐานจากรัฐบาลไทย และปัจจุบันหลายประเทศก็มีโรงเรียนสอนมวยไทย ซึ่งผลที่ตามมานอกจากจะเป็นการเผยแพร่กีฬาเอกลักษณ์ส่งเสริมคามเป็นชาติไทยเหมือนกับการส่งเสริมเปิดร้านอาหารและธุรกิจสปาในต่างประเทศแล้ว ก็จะช่วยให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับมวยไทยได้ด้วย เช่น กางเกงมวย มงคลนักมวย และประเจียดสวมแขนนักมวย เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัน 7 สินค้ากู้ส่งออก
Blog
-

ดัน 7 สินค้ากู้ส่งออก
Facebook Comments -

เศรษฐกิจ58ฟื้นจ้างงานเพิ่ม
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการพิจารณาจ่ายโบนัสสิ้นปี และการปรับขึ้นเงินของโรงงานภาคอุตสาหกรรมปี 57 ภาพรวมเฉลี่ยลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง และการส่งออกปีนี้มีโอกาสจะติดลบประมาณ 0.8-1% แต่การจ้างงานแรงงานในปี 58 จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจปี 58 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) จะขยายตัวในระดับ 4.5-5% “ การจ่ายโบนัสปีนี้คงไม่ดีเท่าปีที่แล้ว เพราะภาคการผลิตมียอดขายโดยรวมลดจากทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ โดยการบริโภคที่ผ่านมายังฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่ควรประชาชนออมเงินมากกว่าแต่ช่วงนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวแล้ว คาดว่าคนเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นและใกล้เทศกาลปีใหม่ ขณะที่ส่งออกคงต้องดูตัวเลขเดือนก.ย.นี้ก็จะประเมินได้ว่าทั้งปีจะติดลบเท่าใดแน่ซึ่งหากส่งออกได้น้อยกว่าส.ค.ทั้งปีก็มีโอกาสเห็นติดลบมากกว่า 1% “ สำหรับความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบภาคอุตสาหกรรมไม่รวมภาคบริการและการท่องเที่ยวคาดว่า ในปี 58 – 60 จะมีความต้องการเพิ่มไม่น้อยกว่า 200,000 คน เนื่องจากพิจารณาจากตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่ประเมินว่า ปี 57 จะมีมูลค่าที่ขอรับส่งเสริม 700,000 ล้านบาทรวมทั้งรัฐบาลได้พิจารณาเร่งจ่ายงบประมาณปี 58 จำนวน 400,000 ล้านบาท โดยให้เร่งเบิกจ่ายตั้งแต่สิ้นปีนี้ ขณะเดียวกันมองว่าการท่องเที่ยวปี 58 จะฟื้นตัว ประกอบกับการค้าชายแดนน่าจะขยายตัวเพิ่มจากการเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) “มีความเป็นห่วงแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่จบใหม่แต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะที่ไม่ใช่สายวิชาชีพที่มีนับแสนคนอาจจะมีปัญหาว่างงานได้ แต่ทั้งนี้หากไม่เลือกงานก็เชื่อว่าคนไทยไม่ตกงานเพราะภาคอุตสาหกรรมเองหากเลือกคนก็อยากได้คนไทยก่อนอยู่แล้ว “นายวัลลภกล่าว นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานส.อ.ท.ในฐานะโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ส.อ.ท.กล่าวว่า เดือนพ.ย.นี้ คาดว่า ผู้ประกอบการรถยนต์จะประเมินทิศทางยอดขายในปีนี้และแนวโน้มปี 58 ก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายโบนัสให้กับพนักงานของแต่ละค่าย ซึ่งปีที่ผ่านมาโบนัสของกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์จัดเป็นกลุ่มที่จ่ายโบนัสสูงสุด “ภาพรวมคงไม่เท่ากับปีที่แล้วแต่จะอย่างไรแต่ละค่ายก็อาจจะต่างกันไปคงตอบยากขอคุยภาพรวมแต่ละค่ายก่อน โดยยอมรับว่ายอดขายในประเทศปีนี้มีแนวโน้มว่าจะไม่ถึง 1 ล้านคันเพราะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงิส้นปียังมีไม่มากพอ ประกอบกับราคาพืขผลทางการเกษตรภาพรวมตกต่ำ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจ58ฟื้นจ้างงานเพิ่มFacebook Comments -

กสทช.คาดโทษผู้เก็บบัตรปชช.อาสาแลกกล่องทีวีดิจิตอล
วันนี้(13ต.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่า ภายหลังแจกคูปองไปเมื่อวันที่10 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านคอลเซ็นเตอร์กสทช.1200 จำนวน 1,072 ราย พบมีผู้นำชุมชนดำเนินการรวบรวมเก็บบัตรประจำตัวประชาชนคนในพื้นที่เพื่อนำไปแลกกล่องดิจิตอลกับบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการแลกคูปองโดยเฉพาะในพื้นที่จ.พิจิตร และจ.นครสวรรค์ ซึ่งยังไม่ได้รับแจกคูปองในล็อตแรก ในขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชน จ. ปทุมธานี ได้รับคูปองไม่ครบ โดยชิ้นส่วนที่เป็นคูปอง 690 บาทสำหรับนำไปแลกนั้นหายไปได้รับเพียงชิ้นส่วนที่ 1 และ 3 ที่แจ้งรายละเอียดขั้นตอนการใช้งานทั้งนี้การกระทำดังกล่าวได้สั่งการให้สำนักงานเขต กสทช.ในพื้นที่ลงตรวจสอบพร้อมส่งหนังสือไปยังอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นมีหนังสือเวียนแจ้งเตือนไปยังอบจ. อบต.ทั่วประเทศ ว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดรวมถึงส่งหนังสือแจ้งไปยังไปรษณีย์ไทยตรวจสอบคูปองหาย และห้ามบุรุษไปรษณีย์ชี้นำ เชิญชวนประชาชนนำไปแลกกล่องดิจิตอลกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หากพบว่าบริษัทที่เข้าร่วมโครงการฯ อยู่เบื้องหลัง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องจะพิจารณาตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการ และชะลอการเบิกจ่าย นอกจากนี้กสทช.ได้เพิ่มคอลเซ็นเตอร์จำนวน 100 คู่สาย และบริษัทรับช่วงงานจากภายนอก(เอ้าท์ซอร์ส) ที่ได้รับการฝึกอบรมสำหรับตอบปัญหาประชาชนที่โทรเข้ามาสอบถาม“เบื้องต้นทราบรายชื่อบริษัทแล้วแต่ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน มองว่าแรงจูงใจส่วนใหญ่มีการให้เงินรางวัลสูงสุดประมาณ 45 บาท ต่อกล่อง โดยฝากเตือนประชาชนอย่าไปหลงเชื่อที่มาขอบัตรประจำตัวประชาชนนำไปแลกกล่องเนื่องจากกสทช.กำหนดให้ 1 คน สามารถรับมอบฉันทะแลกได้ 3 คนเท่านั้น การแอบอ้างดังกล่าวผิดกฎหมาย แต่บริษัทที่แลกกล่องสามารถส่งสินค้าให้กับประชาชนบริการติดตั้งได้ ”นายฐากรกล่าวอย่างไรก็ตามขณะนี้คูปองถึงมือประชาชนจำนวน 5 แสนครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรีพระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี โดยคาดว่าภายใน 1-2 วันคูปองจะทยอยแจกครบ 21 จังหวัดจำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน โดยในวันที่ 17ต.ค. 57 กสทช.จะเปิดเผยรายชื่อจุดรับแลกคูปอง ในวันที่ 20 ต.ค. 57 จะเปิดแลกคูปองในวันแรกโดยขณะนี้มี 26 บริษัท จาก 42 บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ เข้ามายื่นขอสติกเกอร์ประมาณ4 ล้านดวง หรือคิดเป็นกล่องที่แลกได้ 4 ล้านกล่อง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.คาดโทษผู้เก็บบัตรปชช.อาสาแลกกล่องทีวีดิจิตอลFacebook Comments