Blog

  • พาณิชย์เล็งหารือผู้ผลิตสินค้าห้ามมีหลายขนาด

    พาณิชย์เล็งหารือผู้ผลิตสินค้าห้ามมีหลายขนาด

    นายสันติชัยสารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยในระหว่างการนำเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบปริมาณสุทธิของสินค้าหีบห่อที่ห้างบิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่นิยมใช้มาก3 รายการ คือ สบู่ แชมพู และผงซักฟอกเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตได้ออกผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมากถึง 20-30 ขนาดทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในการซื้อสินค้า เพราะมีขนาดให้เลือกเป็นจำนวนมาก   “ที่ออกมาตรวจครั้งนี้เพื่อต้องการให้รู้ว่าแต่ละสินค้ามีการออกผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร มีการลดขนาดเพื่อให้ยังคงจำหน่ายได้ในราคาเดิมจริงหรือไม่ก่อนที่จะนำข้อมูลทั้งหมดไปหารือกับผู้ผลิต คือ สมาคมผู้ผลิตสบู่ไทยและผลิตภัณฑ์ชำระล้างในวันที่28 เม.ย.นี้ โดยแนวทางในการหารือ กรมฯจะขอความร่วมมือจากผู้ผลิตให้ผลิตสินค้าโดยมีขนาดและมาตรฐานเดียวกันและไม่ทำผลิตภัณฑ์ให้มีจำนวนมากจนเกินไป เพราะเป็นการสร้างความสับสนให้ผู้บริโภค”   อย่างไรก็ตามกรมฯ จะเน้นการตรวจสอบปริมาณและขนาดบรรจุอย่างต่อเนื่อง หากตรวจพบสอบพบว่าปริมาณไม่ตรงตามที่ระบุไว้ จะมีการเอาผิดตามกฎหมายชั่งตวงวัด ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และหากมีเจตนาดำเนินการเพื่อเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคจะใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเข้ามาจัดการ โทษฐานค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุก7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   นายสันติชัยกล่าวว่า กรมฯยังได้สั่งการให้ค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจสอบกลุ่มสินค้าดังกล่าวที่ขายตามตลาดนัดต่างๆ ด้วยหลังจากมีการร้องเรียนว่ามีผู้ค้าในตลาดนัดบางรายนำผลิตภัณฑ์ไปบรรจุหีบห่อเองซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากมีการตรวจสอบพบ ก็จะดำเนินคดีเช่นเดียวกัน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เล็งหารือผู้ผลิตสินค้าห้ามมีหลายขนาด

  • กนง.มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2%

    กนง.มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2%

    นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ต่อปี โดยมีผลทันที เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการเดิมที่ 2.7% จากผลกระทบทางการเมืองเป็นหลัก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกเริ่มฟื้นตัว จากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการจะติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจและการเงินของไทยอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะเดินนโยบายอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนง.มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2%

  • เงินหายจากระบบเศรษฐกิจแสนล้านบาท

    เงินหายจากระบบเศรษฐกิจแสนล้านบาท

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเป็นห่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในปี 57 นี้ จะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองเป็นอย่างมาก โดยล่าสุดมีความไม่แน่นอนสูงมากในกรณีของการจัดการเลือกตั้งที่อาจล่าช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยเฉพาะตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นตัวชี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะหากปรับลดลงทุกๆ 1% ก็คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจกว่า 120,000 ล้านบาท  “ในปีนี้แทบทุกๆประเทศในอาเซียนคาดหวังว่าจีดีพีจะขยายตัว 5% ทั้งสิ้น แต่ประเทศไทยกำลังพูดถึงจีดีพี 2.5-2.7% และบางสถาบันเอกชนยังไม่ให้ดีเท่านี้ด้วยซ้ำบางรายให้ขยายตัว 1% ขณะที่บางคนพูดว่า ขอให้เป็นบวกก็บุญแล้ว แสดง ว่าโอกาสติดลบก็ยังมี จึงอยากถามว่า ทำไมประเทศไทยต้องเผชิญเช่นนี้ เพราะคิดเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหลายแสนล้านบาท ซึ่งสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่นี้ น้อยครั้งที่จะได้ยิน รัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจพูดออกมาว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หรือเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่วันนี้ต้องพูด เราต้องเผชิญความจริง และหากไม่ร่วมมือกันทำให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดก็ไม่ รู้จะว่าใคร” ทั้งนี้ ยังเห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศสำคัญๆของโลกดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศผู้สั่งซื้อสินค้าจากอาเซียนและไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่ง จะส่งผลให้การส่งออกของไทยดีขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เดินทางเข้ามามากขึ้น แต่ตอนนี้ประเทศไทยได้เสียโอกาสนี้ไปแล้ว จึงรู้สึกเสียหายและเป็นห่วง เพราะช่วงที่ประเทศหยุดการเติบโตยังส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เกิดขึ้นตามมาด้วย พร้อมกับการจ้างงานที่ลดลง กระทบไปถึงนักศึกษาจบใหม่จะไม่มีโอกาสหางานทำ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เงินหายจากระบบเศรษฐกิจแสนล้านบาท