กสทช. เร่งศึกษาอินเทอร์เน็ตชุมชน ให้ชุมชนบริหารจัดการการใช้งานอินเทอร์เน็ตเอง เพื่อส่งเสริมให้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตภายในชุมชนอย่างตรงจุด เหตุปัจจุบันการให้บริการไวไฟของผู้ให้บริการยังไม่มีประสิทธิ ภาพมากพอดร.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.มีแผนในการส่งเสริมให้เกิดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตชุมชนขึ้น เพื่อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการดำเนินการในชุมชนต่าง ๆ เนื่องจากการจะเปิดให้บริการดังกล่าวโดยชุมชนแต่ละชุมชน อาจจะเกิดการฟ้องร้องขึ้นของผู้ให้บริการรายปัจจุบันได้ ดังนั้น กสทช.จึงต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบที่สุดอย่างไรก็ตาม บรอดแบนด์ชุมชนดังกล่าว จะเป็นการให้จัดตั้งและให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชุมชน โดยชุมชนนั้น ๆ จะเป็นเจ้าของและสามารถบริหารจัดการด้วยหน่วยงาน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือบุคคลากรในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอการดำเนินการจากส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งเมื่อสามารถให้บริการบรอดแบนด์ชุมชนได้ จะเปิดโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแก่ประชาชนที่สะดวกขึ้น ประชาชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และจะเป็นประโยชน์ด้านการศึกษาการเข้าถึงเทคโนโลยีตลอดจนสร้างงานในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ“ปัจจุบันเราจะเห็นว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไทย อาทิ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ มีการให้บริการไวไฟจากผู้ให้บริการรายใหญ่ของเมืองไทย ซึ่งผลปรากฏว่าการเข้ารหัสใช้งานไม่สามารถเข้าใช้งานได้ เนื่องจากมีการตีกันของสัญญาณ ซึ่งเราควรมีการจัดระเบียบสัญญาณไวไฟของผู้ให้บริการปัจจุบัน ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถให้บริการบรอดแบนด์ชุมชนได้ จะทำให้บริหารจัดการตัวเองได้ และตอบสนองการใช้งานของชุมชนตนเองด้วย” ดร.เจษฎา กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เล็งให้ชุมชนบริหารการใช้บรอดแบนด์เอง
Blog
-

กสทช.เล็งให้ชุมชนบริหารการใช้บรอดแบนด์เอง
Facebook Comments -

ทอท.ปัดฝุ่น ‘แอร์พอร์ตซิตี้’ฝันพัฒนาสนามบินครบวงจร
การให้บริการของสนามบินยุคใหม่ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางทางอากาศแล้ว ในปัจจุบันสนามบินยังได้กลายเป็นศูนย์กลางการให้บริการหลากหลายของชุมชน รายล้อมไปด้วยสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่สปอร์ตคอมเพล็กซ์ เช่นเดียวกับ… บริษัทท่าอากาศ ยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในฐานะผู้ดูแลสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ 6 แห่งของประเทศ ได้พยายามหยิบโครงการเมืองสนามบิน หรือแอร์พอร์ตซิตี้ ขึ้นมาปัดฝุ่น อีกครั้ง ล่าสุดนำคณะผู้บริหาร ทอท. นำโดย เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรม การผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมสื่อมวลชนไปศึกษางาน การบริหารจัดการบิน ที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เช็ก แลป ก๊อก ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสนามบินที่จัดจราจรทางอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การศึกษางานครั้งนี้ ทอท.คาดหวังจะนำความรู้ มาใช้ในการจัดจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม เพื่อแก้ปัญหาสนามบินแออัด เพราะขณะนี้มีเที่ยวบินขึ้นลง และผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมากจนแทบเกินความจุแล้ว อีกทั้งจะนำข้อมูลแผนการพัฒนาสนามบินของฮ่องกง ไปใช้ประกอบการพัฒนาท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง สู่การเป็นแอร์พอร์ตซิตี้ ด้วย ’แนวคิดหลักของโครงการแอร์พอร์ตซิตี้ คือพัฒนาสนามบินให้เป็นมากกว่าสนามบิน เหมือนต่างประเทศที่มีห้างสรรพสินค้า มีโรงหนัง มีสถานที่ออกกำลังกายอยู่ภายใน ไม่จำเป็นต้องมาสนามบินเพื่อเดินทางเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถมารับประทานอาหาร ดูหนัง ชอปปิง ออกกำลังกายได้ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมการบินมีการแข่งขัน และมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น การหันมาพัฒนาพื้นที่ใหม่ให้เป็นเมืองสนามบิน จะช่วยเพิ่มรายได้ในเชิงพาณิชย์อื่น นอกเหนือจากรายได้ธุรกิจการบินเพิ่มขึ้น ช่วยให้ ทอท.เติบโตได้มั่นคงในระยะยาว อีกทั้งยังทำให้ชุุมชนเกิดความเจริญ มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามมาด้วย“ ปัจจุบัน ยุทธศาสตร์แอร์พอร์ตซิตี้ กำลังอยู่ในช่วงทบทวนแผนการใช้พื้นที่ว่างเปล่าภายในท่าอากาศยานและพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,192 ไร่ ให้ทำในเชิงพาณิชย์เพื่อรองรับการขยาย ตัวของการท่องเที่ยว การค้า และการเติบโตของชุมชนเมือง โดยได้จัดทำรายละเอียดของสินทรัพย์ และที่ดินของ ทอท.ทั้งหมด เสนอ ให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกราย โดยเปิดกว้างให้นักพัฒนาพื้นที่ หรือผู้เชี่ยวชาญนำเสนอแผนที่จะนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จเข้ามาให้พิจารณา ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนหลายรายสนใจเข้าร่วมด้วย เช่น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับประเทศ อย่างแสนสิริ แอลพีเอ็น ต่างสนใจเข้ามาร่วมพัฒนาที่ดินใกล้เคียงสนามบินเป็นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังมียักษ์ใหญ่ห้างค้าปลีกของไทย สนใจเข้ามาสร้าง ศูนย์การค้า เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ ตลอดจนนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจร่วมกัน พร้อมกับการันตี ว่าจะนำนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาใช้บริการจำนวนมากอีกด้วย แผนนำร่องเบื้องต้น จะมีการพัฒนาใน 3 ท่าอากาศยานหลักก่อน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งได้วางให้เป็น สปอร์ตคอมเพล็กซ์ หรือศูนย์กีฬาครบวงจร โดยตอนนี้สุวรรณภูมิก็ได้เริ่มมีการพัฒนาแล้ว เพิ่งเปิดเลนจักรยานสำหรับให้ประชาชนไปออกกำลังกาย ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูเก็ต ตั้งใจให้เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ มีทั้งศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ให้เป็นแหล่งชอปปิง เฉพาะที่ดอนเมือง ปัจจุบันมีเพียงอาคารคลังสินค้า 1 เท่านั้นที่ใช้ประโยชน์ ได้จริง จึงเตรียมออกแบบปรับปรุงลานจอดรถและอาคารคลังสินค้า 2-3 ที่ ว่างอยู่ นำไปใช้เชิงพาณิชย์รองรับโครงการเมืองสนาม บิน รวมถึงการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ที่จะเสร็จ ในปี 60 ด้วย ขณะที่แผนพัฒนาสนามบินที่เหลืออีก 3 แห่ง จะทยอยทำ เช่น สนามบินหาดใหญ่จะผลักดันให้เป็นศูนย์สินค้าฮาลาล สนามบินเชียงใหม่ และเชียงรายให้เป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอป สำหรับเงินลงทุนระยะแรกประเมินจะใช้เงินทุนประมาณ 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ 10,000 ล้านบาท สนามบินดอนเมือง 10,000 ล้านบาท และสนามบินภูเก็ต 6,000 ล้านบาท แต่ยังไม่กำหนดรูปแบบการลงทุนชัด เพราะจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น ทอท.หาแหล่งเงินทุนเอง การร่วมทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ โดยทุกวิธีการจะเน้นให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว ไม่ติดขัดในเงื่อนไขระเบียบราชการ อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การสร้างแอร์พอร์ตซิตี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อรอนำเสนอให้คณะกรรมการ ทอท. พิจารณาในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งหากทำได้ก็จะส่งผลดีต่อทั้งประเทศ องค์กร และสังคมในระยะยาว แต่กระนั้นในช่วงนี้ ทอท. ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่วุ่นวาย ปราศจากรัฐบาลตัวจริงบริหารแผ่นดิน อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน และแผนขับเคลื่อนให้โครงการแอร์พอร์ตซิต้ี ไปสู่รูปธรรมได้ไม่รวดเร็วอย่างที่หวังไว้. ศักดิ์ชัย อินทร์จันทรื
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทอท.ปัดฝุ่น ‘แอร์พอร์ตซิตี้’ฝันพัฒนาสนามบินครบวงจรFacebook Comments -

ร่อนหนังสือขอหมื่นล้านจ่ายรถคันแรก
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือถึงสำนักงบประมาณเพื่อขอให้อนุมัติงบกลางของปีงบประมาณ 57 วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิรถคันแรกให้ได้ครบไปจนถึงเดือน ก.ย. 57 เนื่องจากขณะนี้งบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ แต่การเสนอดังกล่าวจะได้ตามที่ขอหรือไม่ยังบอกไม่ได้ หากไม่ได้คงจะส่งผลกระทบให้การจ่ายเงินกับผู้ที่ได้รับสิทธิ์รถคันแรกไม่ครบตามที่ผู้ใช้สิทธิ์ขอมาทั้งนี้ ปีงบประมาณ 57 กระทรวงการคลังของบจ่ายรถคันแรกไป 50,000 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 40,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยได้จ่ายให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 57 ถึงเดือน เม.ย.57 ใช้เงินไปแล้ว 35,000 ล้านบาท เหลือเงินเพียง 5,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิรถคันแรกที่จะเงินคืนในเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ได้อีกเดือนเดียว หรืออาจมีเงินจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิ์ที่จะได้เงินคืนเดือน เม.ย.57 บางส่วนเท่านั้น เพราะเฉลี่ยการจ่ายเงินคืนให้ผู้ใช้สิทธิรถคันแรกอยู่ที่เดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท“หากไม่ได้รับการอนุมัติงบกลาง 10,000 ล้านบาท ก็ยังไม่รู้จะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิ ซึ่งอาจจะต้องหยุดจ่ายเงิน รอจนกว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ส่วนการกู้เงินหรือใช้เงินคงคลังจ่ายคืนรถคันแรกเหมือนปี 56 ที่ใช้เงินคงคลังจ่ายคืนเพราะเงินงบประมาณไม่เพียงพอนั้น ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากการใช้เงินคงคลังจะมีผลผูกพันกับรัฐบาลใหม่ต้องมาตั้งงบประมาณในปีถัดไปมาใช้เงินคงคลัง”นอกจากนี้ ยังมีแนวทางโดยการการเฉลี่ยงบที่เหลืออยู่ 5,000 ล้านบาท จ่ายให้กับผู้ใช้สิทธิรถคันแรกไปจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2557 หรือเฉลี่ยจ่ายเงินให้กับผู้ใช้สิทธิได้เดือนละ 1,000 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 58 ต้องของบจ่ายคืนรถคันแรกอีก 10,000 ล้านบาท หากการทำงบประมาณปี 58 ล่าช้า ก็จะทำให้คลังไม่มีเงินจ่ายผู้ใช้สิทธิรถคันแรกเพิ่มขึ้นไปอีก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร่อนหนังสือขอหมื่นล้านจ่ายรถคันแรกFacebook Comments