Blog

  • “ไทยคม” เดินหน้าจัดเรียงช่องทีวีดิจิตอลระยะ2

    “ไทยคม” เดินหน้าจัดเรียงช่องทีวีดิจิตอลระยะ2

    วันนี้ (10 เม.ย.) นายไพบูลย์ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านเทคนิค บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยคมได้ประสบความสำเร็จในการดำเนินการแพร่ภาพสัญญาณช่องรายการทีวีดิจิตอลผ่านดาวเทียมได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทดลองออกอากาศช่องรายการทีวีดิจิตอลตามหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการแบบทั่วไป หรือมัสต์แครี่ (Mustcarry) ของ กสทช. โดยได้ทำการปรับปรุงข้อมูลการรับช่องรายการในระบบ C-Band สำหรับช่องรายการที่มีความพร้อมในการทดลองออกอากาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.57   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยคมเตรียมดำเนินการในระยะที่ 2 สำหรับระบบ Ku-Band โดยประสานงานกับผู้ให้บริการในการดำเนินการเช่นเดียวกับระบบ C-Band ในการจัดเรียงเลขช่องใหม่เพื่อรองรับทีวีดิจิตอล และจะทำการส่งสัญญาณ OTA สำหรับระบบ Ku-band ในวันที่ 22 เม.ย.นี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั่วประเทศให้สามารถรับชมช่องรายการทีวีดิจิตอลจากดาวเทียมไทยคม ผ่านจานรับและ set-top-box ทุกระบบ ทั้ง C-band และ Ku-band ทั้งนี้ ผู้รับชมที่มีชุดอุปกรณ์และจานรับสัญญาณดาวเทียมอยู่แล้วให้ปิดกล่องรับสัญญาณดาวเทียม (set-top-box) โดยการถอดปลั๊กสายไฟออกรอสักครู่ แล้วเสียบปลั๊กเปิดเครื่องอีกครั้ง เครื่องก็จะทำการปรับปรุงช่องรายการโดยอัตโนมัติรอจนกว่าเครื่องจะปรับปรุงข้อมูลช่องสัญญาณเสร็จ ผู้รับชมจะสามารถรับชมช่องรายการต่างๆที่มีการจัดเรียงเลขช่องใหม่ที่ให้บริการทันที แต่หากไม่สามารถรับสัญญาณหรือรับชมได้ไม่ครบถ้วนรวมถึงเป็นกล่องรุ่นที่ไม่รองรับระบบ OTA ให้ติดต่อผู้ให้บริการกล่องสัญญาณนั้นๆ เพื่อทำการแก้ไขทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้รับชมส่วนใหญ่แต่อย่างใดเนื่องจากกว่า 90% มีกล่องรับสัญญาณที่รองรับระบบ OTA อยู่แล้ว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไทยคม” เดินหน้าจัดเรียงช่องทีวีดิจิตอลระยะ2

  • ราคาทอง10เม.ย.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,500บาท

    ราคาทอง10เม.ย.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,500บาท

    วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:30 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,500 บาท รับซื้อ 19,708.00 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,100 บาท รับซื้อ 20,000 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,500 บาท รับซื้อ 19,708.00 บาท ทองแท่งขาย 20,100 บาท รับซื้อ 20,000 บาท เวลา 09:30 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง10เม.ย.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,500บาท

  • ค่าการตลาดทำให้น้ำมันแพงจริงหรือเปล่า? – พลังงานรอบทิศ

    ค่าการตลาดทำให้น้ำมันแพงจริงหรือเปล่า? – พลังงานรอบทิศ

    ข้อกล่าวหาหนึ่งที่เราได้ยินอยู่บ่อย ๆคือค่าการตลาดทำให้น้ำมันมีราคาแพง โดยมีการยกตัวอย่างแก๊สโซฮอล์ 85 ว่า รัฐบาลได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯมาอุดหนุนราคาถึงลิตรละ 11.60 บาท เพื่อให้บริษัทน้ำมันมีกำไร (ค่าการตลาด) ถึงลิตรละ 5 บาท ความจริงแล้วแก๊สโซฮอล์ 85 เป็นเพียงน้ำมันชนิดหนึ่งในจำนวนน้ำมันทั้งหมดที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันและมียอดการจำหน่ายที่ต่ำมากเพียง 470,000 ลิตร/วัน จากยอดจำหน่ายน้ำมันเบนซินทั้งหมดที่ 21 ล้านลิตร/วัน นอกจากนั้นต้นทุนของแก๊สโซฮอล์ 85 ยังสูงกว่าน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะต้องผสมเอทานอลที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินลงไปถึง 85% มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซินเพียง 15% เท่านั้น (เอทานอลราคา 28.66 บาท/ลิตร ในขณะที่น้ำมันเบนซิน 95 ราคาหน้าโรงกลั่นฯอยู่ที่ 25.19 บาท/ลิตร) ค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 85 ก็ค่อนข้างสูง บริษัทน้ำมันต้องลงทุนสร้างถังน้ำมันใต้ดินชนิดพิเศษที่ทนทานต่อการกัด กร่อนรวมทั้งท่อทางเดินน้ำมันและหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการการจัดส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการต้องลงทุนนับล้านบาทต่อสถานีบริการในการเปิดจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 85 เมื่อเปิดแล้วก็ยังขายได้ไม่มากนักเพราะปริมาณรถที่เติมแก๊สโซฮอล์ 85 ได้ยังมีไม่มากนักดังนั้นเราจึงยังไม่เห็นบริษัทน้ำมันต่างชาติลงมาทำตลาดแก๊สโซฮอล์ชนิดนี้แต่อย่างใดเพราะถึงแม้จะได้ค่าการตลาดสูงถึงลิตรละ 5 บาท ก็ยังไม่คุ้ม (ซึ่งขณะนี้ค่าการตลาดแก๊สโซฮอล์ 85 ก็อยู่ที่ลิตรละ 4.84 บาทเท่านั้น) ส่วนน้ำมันชนิดอื่น ๆ นั้นไม่มีชนิดใดเลยที่มีค่าการตลาดสูงกว่า 1.80 บาท/ลิตร และต้องเข้าใจว่าค่าการตลาดนี้ไม่ใช่กำไรสุทธิของบริษัทน้ำมันนะครับแต่เป็นกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นี้ประกอบไปด้วยส่วนแบ่งกำไรให้กับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันสูงสุดประมาณ 1 บาท/ลิตร ค่าขนส่ง ค่าคลังน้ำมัน ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ค่าส่งเสริมการจำหน่าย ฯลฯ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50-60 ส.ต./ลิตร ขึ้นอยู่กับยอดขายว่าขายมากหรือขายน้อย นี่ยังไม่นับเงินลงทุนในการสร้างสถานีบริการซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องลงทุนกันเป็น 40-50 ล้านบาท/แห่ง (ไม่รวมค่าที่ดิน) ดังนั้นจะเห็นว่าถ้าค่าการตลาดเฉลี่ยของบริษัทน้ำมันได้น้อยกว่า 1.70 บาท/ลิตร จะไม่มีทางคุ้มทุนอย่างแน่นอน และจากตัวเลขของสำนักนโยบาย และแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ค่าการตลาดเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของบริษัทน้ำมันก็อยู่ที่ 1.60 บาท/ลิตร เท่านั้นแสดงว่าบริษัทน้ำมันต้องไปแสวงหารายได้จากธุรกิจอื่นที่เรียกว่าธุรกิจ Non-oil มาจุนเจือ ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าค่าการตลาดทำให้น้ำมันราคาแพงนั้นผมได้ทำการวิเคราะห์แล้วพบว่า ค่าการตลาดนั้นคิดเป็นสัดส่วนของราคาขายปลีกเพียงแค่ 4-5% เท่านั้น ในขณะที่ภาษีและกองทุนฯนั้นคิดเป็น 30-45% ของราคาขายปลีกเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าจะโทษว่าใครทำให้น้ำมันแพงก็คงต้องโทษไปที่รัฐบาลละครับ!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่าการตลาดทำให้น้ำมันแพงจริงหรือเปล่า? – พลังงานรอบทิศ