Blog

  • ซิป้า เปิดอบรมฟรีเพิ่มทางเลือกนักพัฒนาดิจิตอล

    ซิป้า เปิดอบรมฟรีเพิ่มทางเลือกนักพัฒนาดิจิตอล

    ซิป้าจับมือทีเค พาร์คและสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นฯ จัดอบรมนักพัฒนาดิจิตอล คอนเทนต์ฟรี หวังลดต้นทุนให้นักพัฒนาคนไทย นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า  เปิดเผยว่า ซิป้าร่วมกับสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ ทีเค พาร์ค  และสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่น และคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) เปิดตัวกิจกรรม “เบลนเดอร์ เทรนเดอะ เทรนเนอร์” (Blender Train the Trainer) เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านดิจิตอล คอนเทนต์  โดยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้รู้จักเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน แบบไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเรื่องการจัดหาซอฟต์แวร์เปลี่ยนเป็นรายได้สู่เจ้าของผลงานเอง   ทั้งนี้ซิป้าได้มีการจัดเตรียมการทำตลาดรองรับอย่างต่อเนื่องต่อไป นางสาวอัศรินทร์ นนทิหทัย หัวหน้าฝ่ายกิจกรรม ทีเค พาร์ค กล่าวว่า เรื่องดิจิตอล คอนเทนต์ เช่น แอนิเมชั่น หรือ เกม ถือเป็นแนวโน้มที่นอกจากจะเป็นที่ยอมรับของนักพัฒนาไทยแล้ว ยังเป็นที่สนใจของนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าว ทีเค พาร์ค จะอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ และเชิญชวนให้สมาชิกมาเข้าร่วมและจะได้จัดเก็บองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ต่อไป ด้านนายนิธิพัฒน์ สมสมาน นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย หรือ TACGA กล่าวว่า กิจกรรมนี้จะเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 เม.ย. และจะอบรม 12 ครั้ง ทุกวันเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือน เริ่มตั้งแต่ 3 พ.ค.โดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงด้วยหลักสูตร Blender โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.thaiblender.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิป้า เปิดอบรมฟรีเพิ่มทางเลือกนักพัฒนาดิจิตอล

  • กรอ.ชี้โซลาร์รูฟท็อปไม่จบ

    กรอ.ชี้โซลาร์รูฟท็อปไม่จบ

    นายณัฐพล ณัฐฏสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าปัญหาข้อกฎหมายการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน(โซลาร์รูฟท็อป) ระหว่าง กรอ. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)ว่า ขณะนี้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหารือข้อกฎหมายตีความว่า โซลาร์รูฟท็อป ควรอยู่ภายใต้กฎหมายของหน่วยงานใด และประกาศของสกพ. ที่ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ต้องยื่นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง.4)เป็นอำนาจของสกพ. อนุญาตติดตั้งได้เลย เป็นประกาศที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า อำนาจตามกฎหมายเป็นของพ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ทั้งนิยามของของมาตรา5 ที่ระบุคำว่า โรงงานกำหนดให้เครื่องจักร มีกำลังผลิตตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไปหรือเทียบเท่า และใช้คนงานตั้งแต่7คนขึ้นไป ขณะที่เครื่องจักรหมายถึงสิ่งที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนสำหรับใช้ก่อพลังงานเปลี่ยนหรือแปลงสภาพพลังงาน ซึ่งกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.โรงงานกำหนดให้โรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นประเภทหรือชนิดลำดับที่ 88 และจัดเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ทุกขนาดอยู่แล้ว ขณะที่กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีหลักการทำงานโดยกระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง จึงถือเป็นการเปลี่ยนหรือแปลงสภาพพลังงานตามมาตรา 5 ของพ.ร.บ.โรงงานขณะที่มาตรา 48 ของพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 มีอำนาจเฉพาะพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเท่านั้น"กระทรวงอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วยกับการออกประกาศของสกพ. ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงมติกกพ.และสร้างความสับสนในการปฏิบัติงานของราชการ ผู้ประกอบการและประชาชน จึงต้องขอความชัดเจนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้ว หากกฤษฎีกาตีความว่า สกพ.มีอำนาจอนุญาตให้ติดตั้งได้ ทางกรอ. ก็พร้อมปฏิบัติตาม เพียงแต่ขอความชัดเจนเท่านั้น "นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรอ.เตรียมออกกฎกระทรวงแนบท้ายพ.ร.บ.โรงงาน ให้โซลาร์รูฟท็อปที่ขนาดผลิตไม่เกิน10กิโลวัตต์ไม่ต้องขอรง.4 โดยปรับแก้จากกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.โรงงานกำหนดให้โรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นประเภทหรือชนิดลำดับที่ 88 และจัดเป็นโรงงานจำพวกที่3 ทุกขนาด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ต้องการติดโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านเรือน ซึ่งขั้นตอนในปัจจุบันอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น และเตรียมเสนอครม.พิจารณาอนุมัติเร็วๆนี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรอ.ชี้โซลาร์รูฟท็อปไม่จบ

  • ส.อ.ท.ตั้งทีมค้าชายแดน

    ส.อ.ท.ตั้งทีมค้าชายแดน

    นายธวัชชัย เฮงประเสริฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งสายงานการค้าชายแดนขึ้นมาใหม่ เพื่อขยายการค้า และการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากขณะนี้การค้าชายแดน ได้ขยายตัว และมีมูลค่าเพิ่มมาก ซึ่งการดำเนินงานของสายงานการค้าชายแดน จะส่งเสริมให้เกิดจับคู่ทางการค้า และการลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านทางสภาธุรกิจที่อยู่ภายใต้ ส.อ.ท. และคณะกรรมการ่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เช่น สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ,ไทย-สปป.ลาว , ไทย-กัมพูชา และไทย-เมียนม่าร์ โดยตั้งเป้าหมายที่จะขยายมูลค่าการส่งออกชายแดนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 10%"ส.อ.ท. จะประสานไปยังสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณภาพทั้งจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศเมียนม่าร์ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยเฉพาะเมียนมาร์ จะให้ความสำคัญป็นพิเศษ เพราะเป็นตลาดใหม่ และสามารถขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีการบริโภคเติบโตสูงมาก รวมทั้งจะทำหน้าที่ประสานงานอำนวยความสะดวกกับภาครัฐในต่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจที่เกิดใหม่อยู่รอดและเติบโตได้ รวมทั้งจะขยายตลาดการค้าระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกประเทศ"นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือก่อสร้างถนน และโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าให้ตรงเข้าสู่เมืองหลวง และหัวเมืองขนาดใหญ่ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสินค้าไทย จะครองตลาดได้เฉพาะพื้นที่ที่ติดกับประเทศไทยเท่านั้น แต่ในเมืองหลวงยังไม่สามารถเจาะตลาดได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมียนมาร์ ที่เส้นทางขนส่งไปยังเมืองย่างกุ้ง ยังลำบากมาก สามารถส่งสินค้าเข้าไปได้เพียงวันเว้นวันเท่านั้น เพราะถนนเล็กไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ควรเข้าไปช่วยเหลือขยายถนนให้เป็น 4 ช่องจราจรทั้งนี้ แม้ว่าการเข้าไปช่วยเหลือสร้างถนนในประเทศเพื่อนบ้านจะใช้เงินลงทุนพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้ารวมเกือบ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งออกจากไทยเกือบ 600,000 ล้านบาทต่อปี ถือว่า มีความคุ้มค่ามาก เพราะจะเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีกหลายเท่าตัว เช่น หากสามารถส่งสินค้าเข้าไปยังเมืองย่างกุ้งได้ทุกวัน จะเพิ่มการค้าได้อีกกว่า 1 เท่าตัว ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประเทศเพื่อนบ้าน จะขยายตัวเฉลี่ย 7-8% ทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายการค้าได้อีกมาก รวมทั้งยังเป็นช่องทางนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกในการผลิตสินค้าส่งไปยังตลาดโลกขณะเดียวกัน ยังมีแผนที่จะมอบทุนการศึกษาดึงบุคลากรที่มีความสามารถในประเทศสปป.ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของไทย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาตามแนวชายแดน เพื่อยกระดับทักษะความสามารถป้อนให้กับโรงงานของไทย ที่เข้าไปตั้งฐานการผลิต และส่งผู้เชี่ยวชาญจากไทยเข้าไปให้ความรู้ในประเทศเพื่อนบ้านส่วนโครงสร้างการทำงานของสายงานการค้าชายแดน จะตั้งคณะอนุกรรมการการค้าชายแดนในกลุ่มจังหวัดคลัสเตอร์ เช่น ชายแดนสปป.ลาว จะมีคลัสเตอร์กลุ่มจังหวัด 3 กลุ่ม เช่น กลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 2 กลุ่ม กลุ่มอีสานล่าง 1 กลุ่ม ชายแดนประเทศกัมพูชา จะมีกลุ่มคลัสเตอร์จังหวัดอีสานล่าง 2 กลุ่ม และกลุ่มภาคตะวันออก ชายแดนประเทศเมียนมาร์ จะเป็นคลัสเตอร์กลุ่มจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และประจวบ และกลุ่มติด จ.เมียวดี ได้แก่ จ.ตาก และเชียงราย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.ตั้งทีมค้าชายแดน