Blog

  • กสท เปิดจุดเชื่อมโยงสื่อสารข้อมูลไทย-พม่าสู่ทั่วโลก

    กสท เปิดจุดเชื่อมโยงสื่อสารข้อมูลไทย-พม่าสู่ทั่วโลก

    กสท เปิดจุดให้บริการ ที่กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ถือเป็นการพัฒนาระบบโครงข่ายรองรับตลาดใหม่ หวังลูกค้าภาคธุรกิจ หน่วยงานราชการ ได้ใช้งานการเชื่อมโยงไทย-พม่า ภูมิภาคอินโดไชน่า และทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากงานประชุมผู้ประกอบการสื่อสารโทรคมนาคมภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 16 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการทั้งในภูมิภาคเอเชีย และจากภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านที่เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งแนวทางการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ในการพัฒนาระบบโครงข่ายให้เป็นโกลบอลแพลตฟอร์ม ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากที่สุดในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายของตนเอง ทั้งการลงทุนจัดสร้าง การใช้โครงข่ายร่วมกับผู้ประกอบการพันธมิตรในรูปแบบเน็ตเวิร์กทูเน็ตเวิร์ก และการเชื่อมต่อโครงข่ายเวอร์ชวลเน็ตเวิร์ก ทำให้สามารถให้บริการรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในงานดังกล่าว กสท ได้เปิดตัวจุดเชื่อมโยงให้บริการจุดใหม่ ซึ่งติดตั้งที่กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อให้บริการกับผู้ประกอบการนักธุรกิจที่เริ่มเข้าไปเปิดกิจการ รวมถึงหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายเชื่อมโยงวงจรให้บริการไทย-พม่า ทั้งระบบโครงข่ายภาคพื้นดินผ่านบริเวณชายแดนเมืองเมียวดีเข้ามาทางแม่สอด และเคเบิลใต้น้ำจากเมือง มัณฑะเลย์สู่ประเทศไทยที่ จ.สตูล สามารถเชื่อมต่อตรงไปยังประเทศในภูมิภาคอินโดไชน่าหรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ        “การติดตั้งจุดให้บริการในพม่านับเป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการสื่อสารข้อมูลในพม่ากับผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในช่วงที่มีการขยายธุรกิจเข้าไปยังพม่า กสท จึงวางระบบโพรเทคชั่นบนโครงข่ายที่ต่างกันทั้งบนบกและใต้น้ำ เพื่อให้ธุรกิจของผู้ใช้บริการสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง” นายวิโรจน์ กล่าว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท เปิดจุดเชื่อมโยงสื่อสารข้อมูลไทย-พม่าสู่ทั่วโลก

  • เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

    เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

    นายสุนชัยคำนูณเศรษฐ์ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เปิดเผยว่าแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติหรือ(เอฟที)รอบใหม่ในเดือนพ.ค.-ส.ค.57 คาดว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีกปรับเพิ่มสูงขึ้นหลังจากงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2557ที่ปรับขึ้นไปแล้ว5สตางค์ต่อหน่วยจากงวดที่ผ่านมาปรับขึ้นราคาไปแล้ว5สตางค์ต่อหน่วยแต่จะมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์)ซึ่งจะมีการพิจารณาต้นทุนในเดือนเม.ย.นี้สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับงวดที่ผ่านมาเพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง1บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะกระทบต่อค่าเอฟทีประมาณ5- 6 สตางค์ต่อหน่วย,การใช้ไฟฟ้าที่ต่ำกว่าประมาณการณ์ที่คาดไว้โดย 3เดือนที่ผ่านมาลดลง3.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้นและการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนแนวโน้มลดลงซึ่งเป็นช่วงที่ต้องกักเก็บน้ำไว้สำรองในช่วงฤดูฝน”ช่วง4เดือนแรกมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อการเกษตร ทำให้สามารถผลิตไฟจากน้ำซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำนำมาเฉลี่ยต้นทุน รวมได้ระดับหนึ่งแต่ยอมรับว่า ช่วง พ.ค.นี้เป็นปกติของฤดูฝนที่เราจะต้องกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้การผลิตไฟจากน้ำก็จะลดต่ำลง โดยกฟผ.กำลังคิดว่าจะรับซื้อไฟพลังน้ำจากสปป.ลาวเข้ามาเสริมจะช่วยทำให้ค่าไฟถูกลง”อย่างไรก็ตามปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงการผลิตสูงถึง70%ซึ่งแนวโน้มก๊าซธรรมชาติที่ใช้จะต้องพึ่งพิงการนำเข้าในรูปของเหลวหรือแอลเอ็นจีซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซฯในแหล่งอ่าวไทยโดยการผลิตไฟ จากก๊าซฯผสมกับแอลเอ็นจี ต้นทุนอยู่ที่4.20บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลจากการใช้แอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นและอนาคตหากใช้มากขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นอีกขณะที่การผลิตไฟจากถ่านหินราคาที่รับซื้ออยู่ที่2.50บาทต่อหน่วยดังนั้นหากต้องการรักษาระดับค่าไฟไม่ให้สูงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะเป็นทางเลือกที่จำเป็นของไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งขึ้นค่าไฟฟ้า

  • รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก

    รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ วงเงินงบประมาณปี 57 ที่ตั้งไว้จ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรก 40,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเงิน เพื่อใช้จ่ายให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ที่ครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้ส่งข้อมูลผู้ที่ได้รับสิทธิ์และกรมบัญชีกลางได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีล่าสุดอยู่ที่ 30,783 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือจ่ายเพียง 9,217 ล้านบาท ส่งผลให้หลังจากนี้วงเงินดังกล่าวจะสามารถใช้จ่ายคืนภาษีได้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น หรือไม่เกินเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการอาจได้รับเงินคืนล่าช้าออกไปอีก เพราะต้องรอการจัดสรรเงินรอบใหม่ “วงเงินที่ต้องใช้จ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกเหลือเพียง 9,217 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะหมดลงในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากการคืนภาษีที่ผ่านมาจะเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 4,000-5,000 ล้านบาท และหากงบประมาณดังกล่าวหมดลง คงต้องรอการจัดสรรเงินรอบใหม่ โดยเฉพาะขณะนี้อยู่ในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การจัดสรรเงินเกิดความล่าช้าและขั้นตอนที่ใช้เวลานาน เพราะหากเป็นงบประมาณผูกพันเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหน้า ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับเงินคืนภาษีล่าช้าออกไปอีกด้วย” ทั้งนี้ แนวทางการจัดสรรเงินเพื่อนำมาจ่ายคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์นั้น จะเป็นส่วนของกรมสรรพสามิตที่ต้องตั้งงบประมาณใหม่เสนอให้กับกระทรวงการคลังพิจารณาและจัดหาวงเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะมีอยู่ 2 แนวทาง แบ่งเป็น การนำเงินจากการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมาใช้ก่อน หรือจะใช้วิธีดึงเงินจากเงินคงคลัง เหมือนกับปีงบประมาณ 56 โดยใช้อำนาจของรมว.คลัง ลงนามเพื่อใช้เงินดังกล่าว แต่จะต้องใช้คืนในปีงบประมาณถัดไปตามกฎหมาย สำหรับการคืนเงินภาษี กรมบัญชีกลางได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกที่ครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมี.ค. 57 อยู่ที่ 901,731 ราย คิดเป็นเงิน 63,348 ล้านบาท จากยอดที่เข้าโครงการทั้งหมด 1.25 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 92,178 ล้านบาท ขณะเดียวกัน วันที่ 9 เม.ย.นี้ จะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์อีก 53,700 ราย คิดเป็นเงิน 4,082 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐถังแตกไร้เงินจ่ายรถคันแรก