Blog

  • 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดส่งออกไทยฝันสลาย

    3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดส่งออกไทยฝันสลาย

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำรายงานภาพรวมของการส่งออกของประเทศไทยในปี 58 เสนอให้ที่ประชุมครม.รับทราบ โดยคาดว่า ในปี 57 การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเรื่องของสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศที่กระทบต่อความเชื่อมั่นผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ไม่เชื่อมั่นว่า จะส่งมอบสินค้าได้ทันเวลาและอาจกระทบต่อภาพรวมของระบบการผลิตและการขนส่งและโลจิสติกส์ได้ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยประสบปัญหา โดยเฉพาะการผลิตสินค้าประเภทพืชและปศุสัตว์ ซึ่งกระทบต่อผลผลิตสินค้า รวมทั้งยังทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบถึงความสามารถในการแข่งขัดทางด้านราคา นอกจากนี้ในด้านการขยายการลงทุน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่ม จะส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไปทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้คาดการณ์ว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 57 จะสามารถขยายตัวที่ 5% ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐาน 3 ประการ คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ต้องขยายตัวที่ 3.7% ซึ่งเป็นไปตามคาดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกต้องสูงขึ้น 1.3% และอัตราแลกเปลี่ยนต้องอยู่ที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจุบันอัตราค่าเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินงานให้การส่งออกไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไรก็ตามภาพรวมของการส่งออกไทยในเดือนม.ค.57 ที่ผ่านมา พบว่า ยังชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ก็มีสัญญาณการฟื้นตัวจากสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม และตลาดหลัก โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 20,428.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 15.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ามูลค่า 2,520.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าหลัก (เรียลเซคเตอร์) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 92% ของมูลค่าการส่งออกรวม ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรมหนักซึ่งไม่รวมสินแร่และเชื้อเพลิง และทองคำ ได้ปรับลดลงถึง 4.24% 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดส่งออกไทยฝันสลาย

  • ไทยคึกแห่ผลิตชุดบอลโลก

    ไทยคึกแห่ผลิตชุดบอลโลก

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกไทยในปี 57 ได้รับอานิสงค์จากการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพในเดือน 12 มิ.ย.-13 ก.ค. 57 ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีเจ้าของแบรนด์ดังๆ หลายเจ้าได้ว่าจ้างให้ไทยผลิตเสื้อกีฬาสำหรับใส่แข่งขันฟุตบอล ชุดฝึกซ้อมของนักกีฬา และเสื้อทีมที่จะนำไปขายให้กับแฟนบอลทั่วโลก รองรับการแข่งขันฟุตบอล ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีแบรนด์ดัง คือ ไนกี้ อาดิดาส ที่ได้ว่าจ้างผู้ผลิตคนไทยให้ทำการผลิตเสื้อผ้าที่จะใช้สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ โดยมีทีมที่เข้ารอบการแข่งขัน 32 ทีม แต่ไทยได้ออเดอร์มาผลิตประมาณ 10 ทีม ซึ่งแสดงว่าเจ้าของแบรนด์มั่นใจในคุณภาพและการผลิตของไทย และจากการสอบถามไปยังผู้ผลิตทราบว่าได้มีการผลิตและได้ทยอยส่งมอบไปแล้ว “การได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเสื้อผ้าของไทย เพราะแบรนด์ดังๆ ยังคงให้ไทยผลิตสินค้าให้ แทนที่จะหันไปว่าจ้างให้ประเทศคู่แข่งแทน” อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบไปยังสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย พบว่า มีบริษัทไทย 4 ราย ที่ได้รับคำสั่งให้ผลิตเสื้อผ้าป้อนการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ คือ ไฮเทคกรุ๊ป ไนซ์กรุ๊ป ฮงเล็งกรุ๊ป และลิเบอร์ตี้กรุ๊ป ที่มีฐานการผลิตในเวียดนาม ที่จะผลิตภายใต้แบรนด์พูม่า โดยได้รับคำสั่งให้ผลิตเสื้อผ้าประมาณ 3 ล้านตัวสำหรับทีมฟุตบอล 10 ทีม และเจ้าของแบรนด์ยังได้กระจายการผลิตไปยังประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีนด้วยนายวัลลภ วิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเสื้อผ้าไทยเริ่มทะยอยส่งมอบชุดกีฬาทีมชาติที่ได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิลแก่เจ้าของลิขสิทธิ์แล้วคาดว่าเดือนหน้าก็จะส่งมอบได้ทั้งหมด โดยเป็นทั้งชุดแข่ง ชุดซ้อม และ ชุดของแฟนบอล เบื้องต้นคาดว่าผู้ผลิตเสื้อผ้าไทยได้รับออเดอร์จากเสื้อผ้าฟุตบอลโลกประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น ชุดอังกฤษ เยอรมัน ฮอลแลนด์ โปรตุเกส ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น“ชุดกีฬาบอลโลกที่ผลิตในเมืองไทยคาดว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะนำไปจำหน่ายในอัตรา 49-59 เหรียญสหรัฐต่อตัวสำหรับเสื้อ และกางเกงเฉลี่ยตัวละ 28 เหรียญฯ ซึ่งราคาก็จะขึ้นแบรนด์ เนื้อผ้า และทีมต่างๆ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคึกแห่ผลิตชุดบอลโลก

  • นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียเที่ยวไทยน้อยลง

    นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียเที่ยวไทยน้อยลง

    นางวีณา โบลีน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสต็อกโฮลม์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียจากประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลน์(สแกนดิเนเวีย) เริ่มมาเที่ยวไทยน้อยลง และหันเดินทางไปหมู่เกาะแคริบเบียน รวมถึงหมู่เกาะคานารี ของประเทศสเปนแทน เนื่องจากการเดินทางใกล้กว่าไทย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามสงบ ตรงตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวีย จึงทำให้เที่ยวบินเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟล์ต) เริ่มเปลี่ยนจุดหมายจากแหล่งท่องเที่ยวทะเลอันดามันของไทย“ต้องถือว่า กระแสความนิยมของการเปลี่ยนจุดหมายไปแคริบเบียนเริ่มมีมากขึ้น ซึ่งถือว่าจุดหมายนี้เป็นคู่แข่งกับไทยโดยตรง เพราะฤดูกาลท่องเที่ยวตรงกับช่วงต้นปีและปลายปีของไทยพอดี อีกทั้งการจะดึงตลาดช่วงกลางปีก็เป็นไปได้ยาก เพราะชาวสแกนฯนิยมไปเที่ยวทางยุโรปภาคใต้กันมากกว่า”ทั้งนี้ ททท.มีแผนรักษาฐานตลาดนักท่องเที่ยวสแกนดิเนเวียไว้ โดยตั้งเป้าหมายให้ตลาดฟินแลนด์เติบโต 2.82%, เดนมาร์ก 3.03%, นอร์เวย์ 3.29%, สวีเดน 2.62% โดยนำเสนอจุดหมายอื่นแทนภูเก็ตซึ่งเริ่มมีความแออัด เช่น เขาหลัก จ.พังงา เกาะลันตา จ.กระบี่ ที่มีความสงบและทะเลสวยงาม เหมาะกับพฤติกรรมของตลาดสแกนดิเนเวีย ขณะเดียวกันจะเน้นทำตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง(เอฟไอที) เพราะมีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงในเมืองต่างๆ ทั้งการบินไทย และสายการบินหลายบริษัทจากตะวันออกกลางทั้งนี้แม้ประชากรในกลุ่มสแกนดิเนเวียจะมีรวมกันเพียง 20 ล้านคน สวีเดนมี 9 ล้านคน นอร์เวย์ 5 ล้านคน และที่เหลือเป็นฟินแลนด์ เดนมาร์ก แต่ก็เดินทางมาไทยรวมกันถึงปีละ 6.5 แสนคน หรือคิดค่าเฉลี่ยของคนที่เดินทางต่างประเทศ จะมีการเดินทางไปถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้เศรษฐกิจยังมีความมั่นคง และกำลังฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 48 โดยสถิติล่าสุดตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ.57 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดเดนมาร์กเข้ามาไทยลดลง 8.38% เหลือ 48,300 คน, นอร์เวย์ ลดลง 5.3% เหลือ 34,000 คน และสวีเดน ลด 6.65% เหลือ 110,000 คน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวียเที่ยวไทยน้อยลง