ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 35 ที่เมืองทองธานี ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย. 57พบว่าในวันที่ 6 เม.ย. มีประชาชนเข้ามาชมงานกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานโดยตลอดทั้งงานมียอดจองประมาณ3.5 หมื่นคัน และมีเงินสะพัดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยรถยนต์ค่ายโตโยต้ามียอดจองสูงสุดรองลงมาเป็นค่ายฮอนด้า อีซูซุ มาสด้า มิตซูบิชินิสสัน เป็นต้นทั้งนี้รถยนต์ที่ผู้เข้าชมงานให้ความสนใจมากๆส่วนใหญ่จะเป็นรถที่มีราคาระดับ 800,000 บาท -1 ล้านบาทขึ้นไป จนไปถึงรถหรูๆหลายล้านบาทอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู รถมินิ วอลโว่ โรลสรอยซ์ แอสตัน มาร์ติน เลกซัสปอร์ช และ เบนทลีย์ เป็นก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเช่นกันส่วนรถยนต์ที่มีราคาคันละ300,000 -400,000 บาทค่อนข้างมียอดจองน้อยและได้รับความสนใจจากผู้ชมในงานน้อยส่วนหนึ่งมาจากในช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้ซื้อรถยนต์อีโคคาร์และซื้อรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน1,500 ซีซี ที่อยู่ในโครงการรถยนต์คันแรกไปแล้ว สำหรับรถยนต์ที่มีมูลแพงสุดและมีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมมากคือ รถยนต์โรลสรอยซ์ แฟนทอม อีดับปลิวบี 2 ( Rolls-RoycePhantom EWB II ) ราคา 42.5 ล้านบาทส่วนรถถูก เช่น ซูซูกิ แครี่ราคา 369,800 บาทและ อีโคคาร์ มิตซูบิชิ มิราจ ราคาเกียร์ธรรมดาเริ่มต้นที่ 430,000 บาทนายปราจินเอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าในช่วงก่อนการจัดงานมีความวิตกกังวลจากปัญหาทางการเมืองไทยที่เริ่มร้อนแรงขึ้น แต่ระหว่างช่วงการจัดงานสถานการณ์ไม่น่าจะมีความรุนแรงทำให้ประชาชนที่เป็นแฟนพันธ์แท้ของงานเข้ามาชมงานถึง 1.6-1.7 ล้านคน และยอดจองรถยนต์ก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเกินความคาดหมายแสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้แต่อย่างใด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : งานมอเตอร์โชว์คึกคนแห่เข้าชม 1.7 ล้านคน
Blog
-

งานมอเตอร์โชว์คึกคนแห่เข้าชม 1.7 ล้านคน
Facebook Comments -

ยอดตั้งโรงงานใหม่หดตัว 9.02%
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ยอดการตั้งโรงงานระหว่างเดือน ม.ค. – มี.ค. 57 พบว่า มีโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ 938 แห่ง ลดลง 9.02 %เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการจ้างงาน 19,847 คน ลดลง10.26 % มูลค่าการลงทุน 47,474 ล้านบาท ลดลง 25.45 % เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ อาจชะลอการลงทุนออกไป รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศมีความสามารถในการซื้อที่ลดลง งดซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เฟอร์นิเจอร์ โทรทัศน์ รถยนต์ เครื่องประดับ การบริการ การท่องเที่ยว เครื่องนุ่งห่มนอกจากนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ล่าช้า ได้ส่งผลกระทบต่อการเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ครึ่งปีหลังหากการเมืองมีข้อยุติ จะส่งผลให้จำนวนการตั้งโรงงานใหม่ และขยายกิจการมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดแน่นอน แต่หากการเมืองยืดเยื้อ ก็ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อไปถึงแม้จะได้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่แล้วก็ตามสำหรับอุต ฯ ที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งโรงงานสูงสุด คือ อุต ฯ ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 87 แห่ง มีการจ้างงาน 2,471 คน มูลค่าการลงทุน 7,387 ล้านบาท อุตฯ รองลงมา อุต ฯ ผลิตภัณฑ์จากพืช 71 แห่ง จ้างงาน 1,091 คน มูลค่าการลงทุน 2,551 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตภัณฑ์โลหะ 85 แห่ง จ้างงาน 1,623 คน มูลค่าการลงทุน 2,530 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตภัณฑ์อโลหะ111 แห่ง จ้างงาน 1,566 คน มูลค่าการลงทุน 2,435 ล้านบาท อุต ฯ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 29 แห่ง มีการจ้างงาน 1,548 คน มูลค่าการลงทุน 2,275 ล้านบาท อุต ฯ อาหาร 68 แห่ง มีการจ้างงาน 1,488 คน มูลค่าการลงทุน 2,095 ล้านบาททั้งนี้เมื่อพิจารณาพื้นที่ตั้งโรงงานใหม่พบว่าส่วนใหญ่ อยู่ในภาคกลาง ไม่รวมกรุงเทพฯ 54 แห่ง มูลค่าการลงทุน 6,779 ล้านบาท รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 22 แห่ง มูลค่าการลงทุน 2,079 ล้านบาท ภาคใต้ 12 แห่ง มูลค่าการลงทุน 303 ล้านบาท ส่วนการอนุญาตขยายกิจการมี 124 แห่ง ลดลง 19.48 % มีการจ้างงาน 10,2078 ลดลง 40 % มีการลงทุน 12,541 ล้านบาท ลดลง 51 % โดยเป็นอุต ฯ ผลิตภัณฑ์พลาสติกมากที่สุด จำนวน 24 แห่ง จ้างงาน2,328 คน ลงทุน 1,796 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 15 แห่ง มีการจ้างงาน 1,450 คน ลงทุน 2,756 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์อโลหะ14 แห่ง จ้างงาน542 คน ลงทุนเพิ่ม 403 ล้านบาทส่วนการเลิกกิจการโรงงานในช่วงม.ค. – มี.ค. มี 178 แห่ง ลดลง 49 % การจ้างงานของกิจการที่ยกเลิก 8,725 คน ลดลง 41 % มูลค่าการลงทุนของกิจการที่เลิก 2,315 ล้านบาท ลดลง 64 % โดยอุต ฯ ที่มีมูลค่าการเลิกกิจการมากที่สุด คือ อุต ฯ แปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 21 แห่ง มีการจ้างงาน 626 คน มูลค่าการลงทุน 703 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุต ฯ ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล 11 แห่ง มีการจ้างงาน 263 แห่ง มูลค่าการลงทุน 203 ล้านบาท ขณะที่การปิดกิจการของโรงงาน ที่มีการจ้างงานมากที่สุด คือ อุต ฯ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 2 แห่ง มีการจ้างงาน 3,344 คน มูลค่าการลงทุน 140 ล้านบาทอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายยกเว้นรองเท้า 5 แห่ง จ้างงาน 1,748 คน มูลค่าการลงทุน 261 ล้านบาท“ผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินธุรกิจได้ในขณะนี้ต้องพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เน้นตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมุ่งหันไปหาตลาดจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย เพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่หายไป โดยกลุ่มอุต ฯ ขนาดกลางและขนาดย่อม น่าจะต้องจับตามองเป็นพิเศษว่าจะสามารถปรับตัวได้หรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดตั้งโรงงานใหม่หดตัว 9.02%Facebook Comments -

ปตท.เตือนอย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดี
นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บมจ.ปตท. เปิดเผยถึงกรณีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ เตือนให้ระวังพนักงาน ปตท. หลอกตรวจถังก๊าซหุงต้มและเรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ตามบ้านเรือนประชาชนทั่วไปว่า ปตท. ไม่มีนโยบายตรวจสอบถังก๊าซหุงต้ม หรือการส่งเสริมการตลาดใดๆ ในการจำหน่ายอุปกรณ์ถังก๊าซหุงต้มโดยตรงตามบ้านเรือนประชาชนแต่อย่างใด หากพบว่ามีคนแอบอ้างเป็นพนักงาน ปตท. มาที่บ้านของท่าน อย่าอนุญาตให้เข้าบ้านเด็ดขาด”ข้อความเตือนดังกล่าวเป็นเพียงการกล่าวอ้าง สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและลดทอนความเชื่อถือของ ปตท. ไม่ได้มีมูลความจริงหรือการแจ้งความความเสียหายต่อทรัพย์สินแต่อย่างใด ซึ่งขอวิงวอนให้มีการพิจารณาไตร่ตรองข้อความที่ได้รับทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างถี่ถ้วนก่อนเผยแพร่ต่อไป หากมีข้อข้อสงสัยในการให้บริการของ ปตท. สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1365″นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ.ปตท. กล่าวภายหลังร่วมกับนายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์กลางการผลิต และกระจายแก๊สโซฮอล์ อี 85 ตรงจากโรงงานเอทานอล อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิว่า การให้ความร่วมมือดำเนินโครงการนี้เป็นการรองรับการขยายตลาดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี ของ ปตท.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วน เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศของภาครัฐ” โครงการนี้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 10 ปีของกระทรวงพลังงาน ซึ่งตั้งเป้าการใช้เอทานอล 9 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 64 โดยศูนย์กลางดังกล่าวจะสามารถรองรับกลยุทธ์การขยายสถานีบริการน้ำมัน อี 85 ของ ปตท. ให้ได้กว่า 300 สถานีทั่วประเทศภายในสิ้นปี 57 สอดรับกับคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันอี 85 ของไทยในปี 57 ว่ ามีโอกาสเติบโตไม่ต่ำกว่า 100% เทียบกับปี 56″
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.เตือนอย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดีFacebook Comments