Blog

  • คอมเซเว่นฯคุยทำยอดขายแอปเปิลที่1 ในอาเซียน

    คอมเซเว่นฯคุยทำยอดขายแอปเปิลที่1 ในอาเซียน

    คอมเซเว่นฯ เผยยอดขายปีนี้ตั้งเป้า 15,600 ล้านบาท เติบโต 10-15% ปีนี้ทุ่มอีก 400 ล้านบาท ขยายเพิ่ม 67 สาขา พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปีหน้า ชี้ทำยอดขายสินค้าแอปเปิลเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนนายสุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอมเซเว่นอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมธุรกิจไอทีจะมีการเติบโตไม่มาก เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงครึ่งปีแรก แต่ถือว่าคอมเซเว่นฯ ยังมีอัตราเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวม 15,600 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยครึ่งปีแรกมียอดขาย 7,700 ล้านบาท เติบโต 6% ส่วนในไตรมาสสุดท้ายเชื่อว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายแน่นอน เนื่องจากเป็นช่วงที่คนนิยมซื้อสินค้ามากและมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดทั้งไอโฟน 6 และซัมซุง กาแลคซี่โน้ต 4 สำหรับกำไรของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะโตขึ้น 10-15% จากปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 202 ล้านบาทสำหรับสินค้าขายดีของบริษัทในปีนี้ คือ อุปกรณ์ไอทีพกพาและสวมใส่ (Wearable Product) เติบโตถึง 400% อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์เติบโต 350% และสมาร์ทโฟน เติบโต 80% ขณะที่กลุ่มแอปเปิลนั้น ทางแอปเปิล สำนักงานใหญ่ ยังได้ระบุด้วยว่า บริษัทสามารถทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยในปีที่แล้วบริษัทมีลูกค้าที่ซื้อสินค้า 2.57 ล้านคน ยอดซื้อเฉลี่ย 5,344 บาทต่อบิล ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.7 ล้านคน ยอดซื้อเฉลี่ย 5,438 บาทต่อบิล“ปีนี้บริษัทจะลงทุนจำนวน 400 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่จำนวน 67 สาขา แบ่งเป็นร้าน บานาน่าไอที จำนวน 15 สาขา ร้านบานาน่าโมบาย จำนวน 14 สาขา ไอสตูดิโอ และไอบีท บาย คอมเซเว่น จำนวน 21 สาขา ซัมซุง ช็อป จำนวน 5 สาขา และไอแคร์ จำนวน 12 สาขา ทำให้สิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 301 สาขาทั่วประเทศ และในอีก 3 ปีข้างหน้ามีเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 สาขา” นายสุระ กล่าวนายสุระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยขณะนี้กำลังดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และคาดว่าจะนำหุ้นทำการซื้อขายในตลาดฯ ได้ในปี 2558 ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในต่างประเทศเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 โดยประเทศที่เป็นเป้าหมาย คือ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันในเมียนมาร์ได้มีสาขาของคอมเซเว่นฯ แล้ว แต่เป็นในลักษณะให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นดำเนินการ หากตลาดตอบรับดี ก็จะเข้าไปลงทุนเองหลังจากได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียบร้อยแล้ว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คอมเซเว่นฯคุยทำยอดขายแอปเปิลที่1 ในอาเซียน

  • ธุรกิจกับไอที – 1001

    ธุรกิจกับไอที – 1001

    เราเห็นรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีไอทีสมัยใหม่ ทั้งมือถือ ทั้งเครื่องบินจิ๋ว ทั้งนาฬิกาคอมพิวเตอร์ ทั้งหุ่นยนต์ เครือข่ายมือถือสามจีสี่จี ดูแล้วก็ให้รู้สึกตื่นเต้นไปกับความก้าวหน้าเหล่านั้น แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่าเทคโนโลยีใด ๆ จะ “สำคัญ” ก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจได้เต็มที่เพราะภาคธุรกิจนั้นมีแรงทรัพย์และการลงทุนที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีได้ดีหากมองย้อนกลับไปในอดีต (ตามประสาคนมีอายุ) จะพบว่าไมโคร คอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือพีซีในยุคแรกเป็นเพียงของเล่นไฮเทค แต่เมื่อบริษัทไอบีเอ็มออกไอบีเอ็มพีซี (IBM PC) ออกมาให้ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้เป็นเรื่องเป็นราว ก็เป็นการเปิดศักราชของการใช้พีซีอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เป็นการใช้เพื่อให้มีการทำงานที่เหนือกว่าคู่แข่ง เป็นแรงผลักดันของวงการไอที แม้แต่ในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัววงการไอทีก็ยังเติบโตได้เพราะยิ่งต้องการไอทีเพื่อให้การดำเนินธุรกิจนั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มพูนขึ้นเพื่อลดต้นทุนดังนั้นแม้ว่าขณะนี้สตีฟ จ็อบส์ ผู้ล่วงลับแห่งบริษัทแอปเปิลจะจุดกระแสมือถือสมาร์ทโฟนอันยิ่งใหญ่ด้วย ไอโฟน 4 ของเขา กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนมาบุญครองทั้งชั้นสี่กลายเป็นอาณาจักรมือถือแห่งเอเชียภายในไม่กี่ปี และทำให้คนเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในสายตาของผมนั้นอยากจะเรียกว่านี่เป็นเพียง “น้ำจิ้ม” เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย เพราะเพิ่งไม่นานมานี้ที่แอปเปิลได้ตกลงร่วมมือกับไอบีเอ็มเพื่อผนวกให้ไอโฟนประสานทำงานกับระบบธุรกิจขององค์กรได้สนิทแนบแน่นขึ้นอาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ธุรกิจรับเอาสมาร์ทโฟนเข้าไปเต็มอ้อมอกแล้ว ก็ต้องรอดูกันต่อว่าจะออกมาเปรี้ยงปร้างไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้อย่างไร (ยังนึกไม่ออกเหมือนกันครับ)มาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่าที่ผมว่า “ธุรกิจ” นั้นหมายถึงอย่างไร เกี่ยวอะไรหรือมีอิทธิพลอย่างไรกับวงการไอที อันนี้ก็ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใครใช้คอมพ์หรือสมาร์ทโฟนย่อมต้องรู้จัก “กูเกิลเสิร์ช” และ “ไลน์” เวลาค้นหาอะไรในกูเกิลแล้วลองดูผลลัพธ์ที่ออกมา ตรงหัวจะบอกว่าค้นหาได้กี่ตัว และใช้เวลาเท่าไรในการค้นหา ซึ่งปกติจะต่ำกว่าครึ่งวินาทีลองคิดดูสิครับว่าครึ่งวินาทีเพื่อการบริการค้นหาคำหรือข้อความจากคลังความรู้ของมวลมนุษยชาติอันมหาศาล หลากหลายภาษา ท่ามกลางการขอค้นหาจากผู้คนมากหลายนับหลายร้อยหลายพันล้านคนในแต่ละวันแต่ละนาที ถ้าเป็นบริษัทคุณจะต้องใช้ระบบอุปกรณ์ไอทีขนาดไหน มีคนสักเท่าไร ต้องประดิษฐ์คิดค้นและออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง มากมายมหาศาลเพียงใดหรือการส่งข้อความในแอพอย่างไลน์นั้น จากผู้คนทั่วโลกเป็นหลายร้อยล้าน ถล่มส่งข้อความ สติกเกอร์ รูป วิดีโอ สารพัดสารพันเข้าไปทั้งกลางวันกลางคืน แล้วระบบไอทีของบริษัทที่ให้บริการเขารับกันไหวได้อย่างไร มีมนต์วิเศษอะไรอยู่เบื้องหลัง มีจอมขมังเวทร่ายคาถาอยู่ข้างในห้องคอมพ์หรืออย่างไรคำตอบเหล่านี้แหละที่เรียกว่า “ธุรกิจ” ของวงการไอทีที่เข้ามาเติมเต็มให้เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถใช้บริการสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กได้กันกระเจิงถ้วนทั่วหน้า เป็นศาสตร์ที่ต้องการการศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าทำความเข้าใจกันอย่างมาก ไม่ใช่เพียง “ฉันใช้คอมพ์เป็น” ก็จะรู้ไปเสียได้ยังดีที่สถาบันอุดมศึกษาในบ้านเราก็ไม่ย่อท้อ มีหลักสูตรใหม่ ๆ เกี่ยวเนื่องกับ “ไสยศาสตร์” เหล่านี้ไม่มากก็น้อย อย่างที่ภาควิชาวิศวคอมพ์ที่ผมเคยสังกัดอยู่ (ตอนนี้เกษียณแล้ว) ก็มีหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้รู้เกี่ยวกับระบบไอทีภายในของ Enterprise ที่ธุรกิจจำต้องสะสมต้องมีเพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างใจใครสนใจก็มานั่งคุยกันได้ครับ เผื่อบ้านเราจะได้มีอะไรไปฟัดกับกูเกิล ไลน์ หรือเฟซบุ๊ก กับเขาบ้าง.อ.ดร.ยรรยง เต็งอำนวย
    (อดีต) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
    คณะวิศวกรรมศาสตร์
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    อีเมล Yunyong.T@Chula.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจกับไอที – 1001

  • ปิ๊งไอเดียดึงเงินนอกงบประมาณเข้าคลัง

    ปิ๊งไอเดียดึงเงินนอกงบประมาณเข้าคลัง

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มีแนวคิดนำเงินนอกงบประมาณจากกองทุนของส่วนราชการ ที่มีอยู่กว่าหลายร้อยแห่ง และเงินจากมูลนิธิ องค์กรที่ฝั่งอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ให้เข้าระบบเงินคงคลัง โดยขณะนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กำลังเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีการบริหารจนเกิดผลกำไรจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำรายได้ส่วนนั้นส่งเข้าคลังให้เป็นรายได้แผ่นดิน รวมถึง แนวคิดบริหารเงินคงคลังที่ยังเหลืออีก 400,000 ล้านบาท ว่านำไปใช้บริหารอย่างไรให้มีรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบบไม่มีผลตอบแทน ให้สามารถบริหารเหมือนกับต่างประเทศที่นำเงินส่วนนี้ไปบริหารให้เกิดดอกผล ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทย ปี 58 ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อชดเชยภาคการส่งออก การนำเข้า และการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง จากปี 57 ซึ่งจากการหารือร่วมกับกรมบัญชีกลาง ยืนยันว่ากระทรวงการคลัง ยังมีเงินงบประมาณ เหลือเพียงพอที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ บางส่วนอยู่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่นการเร่งเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี 80,000 ล้านบาท และการใช้งบจากโครงการไทยเข้มแข็งอีกกว่า 15,000 ล้านบาท ช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 58 สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ปี 57 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7% ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 2% เนื่องจากภาคการส่งออกไม่ฟื้นตัว โดยเดือน ส.ค.ขยายตัวติดลบ 7% ขณะที่ภาคการนำเข้า ขยายตัวติดลบ 12% เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3 เดือน เช่น การจ่ายเงินชาวนา 1,000 บาทต่อไร่ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 300,000 ล้านบาท จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง ที่จะต้องมาพิจารณาว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวในช่วงที่เหลือเพิ่มขึ้นอย่างไร นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อนำรายได้มาชดเชยรายได้นั้น ซึ่งได้ศึกษาไว้แล้ว แต่ต้องรอนโยบายรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% นั้น ยืนยันว่าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ามีความจำเป็นต้องปรับขึ้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ เบื้องต้นมองว่าหากรัฐหารายได้ไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งงบประมาณ และอาจต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นงบประมาณขาดดุลทุกปี ส่งผลต่อหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มสูงขึ้น ก็คงต้องปรับขึ้นอัตราภาษีอย่างแน่นอน ซึ่งประเมินว่าทุก 1% ที่ปรับขึ้น จะมีได้รายได้เพิ่มขึ้น 50,000-60,000 ล้านบาท แต่จะไม่ได้ส่งผลต่อประชาชนมากนัก 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปิ๊งไอเดียดึงเงินนอกงบประมาณเข้าคลัง