รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ความไม่สงบจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิต โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจทำให้ราคาสินค้าประเภทอื่น เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป รวมถึง แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงและแนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ที่เพิ่มขึ้น อาจผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ที่เป็นแรงกดดันไปสู่เงินเฟ้อ ปี 57 โดย สศค.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 57 อยู่ที่ 2.5% จากช่วงคาดการณ์ 2-3% ตามแนวโน้มการทยอยปรับขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม ทั้งนี้ หากดูจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ผ่านมา ยังคงต่ำกว่า 50 อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากความไม่สงบจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ภาคครัวเรือนมีการบริโภคที่ลดลง รวมทั้งยังส่งผลต่อภาคการผลิตที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนในการผลิต เช่น ราคาก๊าซหุงต้มยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีธุรกิจด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและดัชนีธุรกิจด้านผลประกอบการปรับตัวลดลง “อัตราเงินเฟ้อไทย เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.22% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มี แอลกอฮอล์ ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.45% และดัชนีในหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.10% จากการสูงขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง” นอกจากนี้ หากปัญหาการเมืองที่มีความยืดเยื้อ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการมีความกังวล เนื่องจากส่งผลกระทบให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจและมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมทั้ง กำลังซื้อที่ลดลงของภาคเกษตรทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมียอดขายลดลงตามไปด้วย ขณะที่ราคาวัตถุดิบก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีความมั่นใจที่จะผลิตสินค้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ชี้การเมืองยืดเยื้อผลักต้นทุนการผลิตเพิ่ม
Blog
-

สศค.ชี้การเมืองยืดเยื้อผลักต้นทุนการผลิตเพิ่ม
Facebook Comments -

ไมโครซอฟท์บอกลาวินโดวส์ เอ็กซ์พี ย้ำไม่ได้ชัทดาวน์ซอฟต์แวร
วันนี้( 2เมษายน ) ที่เดอะมูส บาร์ เอกมัย ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย)จัดแถลงข่าว บอกลาระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ เอ็กซ์พีและชุดโปรแกรมสำนักงาน ออฟฟิศ 2003 ก่อนสิ้นสุดการสนับสนุนในวันที่ 8เมษายนนี้ โดยนายรชฏ อิศรางกูร ณ อยุธยาผู้จัดการกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์และเซอร์เฟซ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัววินโดวส์เอ็กซ์พี และ ออฟฟิศ 2003 ออกสู่ตลาดในปี 2544และ 2546 ตามลำดับ ซึ่งในยุคนั้นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องใหม่ ในขณะที่สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์มีความสามารถที่เทียบไม่ได้กับอุปกรณ์ในปัจจุบัน ดังนั้นซอฟต์แวร์ทั้งสองจึงไม่สามารถรับมือกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านระบบคลาวด์การใช้งานในรูปแบบทัชสกรีน หรือการใช้ดีไวซ์แบบพกพาในขณะที่ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ๆ ไม่อาจรองรับวินโดวส์ เอ็กซ์พีได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพยังอาจทำให้ผู้ใช้วินโดวส์เอ็กซ์พี ในภาคธุรกิจต้องประสบกับความเสียหายที่มีมูลค่ามหาศาล ทำให้การอัพเกรดระบบสู่วินโดวส์และออฟฟิศรุ่นใหม่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรให้พร้อมกับการแข่งขันโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจไทยต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ใช้วินโดวส์เอ็กซ์พี ในประเทศไทยประมาณ 2.5 ล้านราย และมีประมาณ 25.32 % ที่ยังคงใช้งานอย่างต่อเนื่อง แม้จะทราบล่วงหน้าแล้วว่าทางไมโครซอฟท์ได้ประกาศการหยุดให้การสนับสนุนระบบปฎิการดังกล่าวในวันที่8 เมษายนนี้นายรชฏ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 8เมษายนไปแล้ว ผู้ใช้ยังคงใช้งานระบบวินโดวส์ เอ็กซ์พีและออฟฟิศ2003ได้อย่างต่อนื่อง เพียงแต่จะไม่มีการอัพเดทซอฟต์แวร์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการโจมตีของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์แม้ว่าจะมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสก็ตามอย่างไรก็ดีแนะนำให้อัพเกรดมาใช้ดีไวซ์และซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากไมโครซอฟท์และเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการทั่วประเทศไทยพร้อมรับข้อเสนอพิเศษ คือ ส่วนลด 20%สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจที่อัพเกรดสู่วินโดวส์ 8.1 Pro หรือสมัครสมาชิกออฟฟิศ 365 เป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการติดตั้งวินโดวส์7 หรือ 8.1ลงบนดีไวซ์ที่ใช้งานอยู่สามารถใช้งานสองเครื่องมือฟรีจากไมโครซอฟท์เพื่ออำนวยความสะดวกได้โดยเริ่มจากตรวจสอบรุ่นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ที่เว็บไซต์ http://amirunningxp.com/ก่อนจะโอนย้ายข้อมูลจากวินโดวส์ เอ็กซ์พีไปสู่วินโดวส์เวอร์ชั่นใหม่ด้วยเครื่องมือ PCmover Express ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่http://bit.ly/1nmgL3c ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรก็สามารถค้นหาผู้ให้บริการด้านไอทีที่รับรองโดยไมโครซอฟท์ได้ด้วยบริการPinpoint ที่เว็บไซต์ http://bit.ly/1olsDX2
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์บอกลาวินโดวส์ เอ็กซ์พี ย้ำไม่ได้ชัทดาวน์ซอฟต์แวรFacebook Comments -

ชงแนวทางแก้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยหลังประชุมมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาตลาดข้าวภายในประเทศและการช่วยเหลือเกษตรกรว่าในสัปดาห์หน้ากรมฯ จะเสนอแนวทางให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์เป็นประธานแก้ไขปัญหาราคาข้าวในตลาดตกต่ำโดยการชะลอระบายข้าวผ่านวิธีขายตรงให้กับผู้ส่งออกข้าว เนื่องจากภาคเอกชนมองว่าวิธีการดังกล่าวทำให้ไม่ทราบปริมาณข้าวจะเข้าสู่ตลาดมากเท่าไหร่ และยิ่งทำให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำดังนั้นจึงใช้วิธีระบายข้าวผ่านการประมูลทั่วไปและการประมูลผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(เอเฟต) แทน“ประเด็นที่คุยในการแก้ปัญหาข้าวราคาตกต่ำครั้งนี้ซึ่งมีตัวแทนจากโรงสีข้าว ผู้ส่งออกข้าวพ่อค้าคนกลาง เสนอมาหลายแนวทาง แต่แนวทางที่เป็นไปได้มากสุดและไม่ขัดกฎหมายคือชะลอการขายข้าวทางตรงไว้ก่อน และให้ใช้การประมูลทั่วไปกับเอเฟตโดยขอให้ผู้ส่งออกมาเข้าร่วมประมูลในวิธีดังกล่าวมากกว่าการเข้าไปซื้อข้าวตรงกับรัฐบาล” สำหรับแนวทางอื่นๆที่มีการเสนอคือให้โรงสีและผู้ส่งออกสำรองข้าวในสต๊อกเพิ่มมากขึ้น และให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยชดเชยนั้นเป็นแนวทางที่ทำไม่ได้เพราะอาจผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลรักษาการณ์ไม่สามารถใช้งบประมาณเพิ่มเติมได้อีกจึงตัดประเด็นนี้ออกไปและเชื่อว่าหากมีการชะลอการขายข้าวทางตรงก็จะไม่กระทบแผนการส่งเงินคืนคลังเพื่อใช้คืนงบกลาง 20,000 ล้านบาทที่ยืมมาจ่ายชาวนาเพราะยังสามารถระบายข้าวผ่านประมูลและเอเฟตได้อยู่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ราคาข้าวสารในตลาดปัจจุบันได้ปรับขึ้นมาเล็กน้อย 30-40 สตางค์ต่อกก.โดยราคาข้าวขาว 5%อยู่ที่ 11.40-11.70 บาทต่อกก.และราคาข้าวเปลือกในตลาดปรับขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 7,400-7,800 บาท จากช่วงเดือนมี.ค.ที่ราคาข้าวเปลือดลดลงไปอยู่ที่ตันละ 6,700-6,800 บาทเนื่องจากมีกระแสข่าวว่าประเทศไนจีเรียจะลดภาษีนำเข้าข้าวทำให้ราคาข้าวในตลาดจึงกระเตื้องขึ้นมา และหากชะลอการระบายข้าวทางตรงได้ก็เชื่อว่าราคาข้าวจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงแนวทางแก้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำFacebook Comments