นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้เติบโตดีขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังหลังจากการเมืองนิ่ง คาดว่าจะมียอดขายใกล้เคียงกับปีก่อน คือ 310,000-320,000 ล้านบาท และปีหน้า ถือว่ายังเป็นปีทองของอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเติบโตดีที่สุดในรอบ 16-20 ปี โดยมีปัจจัยบวกมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้าหลายสาย ทำให้กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้น และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ไทยมีความต้องการมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ปีหน้า จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของจำนวนอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวล คือการขาดแคลนแรงงานภาคการก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้หลายโครงการต้องชะลอการส่งมอบที่อยู่อาศัยให้ลูกค้า และอาจถึงขั้นแย่งชิงแรงงานภาคการก่อสร้าง นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมภาคอสังหาริทรัพย์ทั้งปีนี้ยังคงติดลบ 10% เนื่องจากครึ่งปีแรกติดลบสูงถึง 21% เพราะเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองเป็นปัจจัยฉุดที่สำคัญ แต่มั่นใจว่า ปี 58 ภาคอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาสดใสมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศต่าง ๆ เริ่มส่งผลในเชิงบวกต่อความมั่นใจของผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งการลงทุนระบบรถไฟฟ้า จะส่งเสริมให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า “แต่ทั้งนี้ ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับขึ้นในปีหน้า เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะในด้านกำลังซื้อ หลังจากขณะนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำจึงส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์” ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมบ้านจัดสรร กล่าวว่า ช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มเข้าสู่สภาวะที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าไตรมาส 4 นี้ จะการเติบโตต่อเนื่อง จนทำให้ตลาดกลับมาเป็นบวกได้ และคาดว่าทั้งปีนี้ ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์จะติดลบเพียง 5% โดยคาดว่า การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดมิเนียม จะช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ และคาดว่าจะทำให้ภาพรวมดีขึ้น ก่อนจะเข้าสู่ภาวะปกติในปี 58 “ปีหน้า คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดอสังหา ริมทรัพย์ จะกลับมาฟื้นได้ดีเหมือนเดิม ตามสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตมากขึ้น ส่วนการเข้าสู่เออีซีนั้น จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุน ยิ่งทำให้ความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนฟันธงปีทองอสังหาฯ
Blog
-

เอกชนฟันธงปีทองอสังหาฯ
Facebook Comments -

ค่าโดยสารเตรียมพาเหรดขึ้นสิ้นปี
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ จะเร่งพิจารณาการปรับอัตราขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ ทั้งแท็กซี่ รถเมล์ร่วม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) รถสองแถว และค่าเรือโดยสาร ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยเบื้องต้นราคารถแท็กซี่จะมีการปรับขึ้นราคาแน่นอน 8-11% ส่วนรถเมล์ร่วม ขสมก.และรถสองแถว ได้รับข้อเรียกร้องแล้ว และมอบหมายให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และผู้ช่วยรัฐมนตรีศึกษาหาข้อมูลการขึ้นราคาแล้ว “หลักการพิจารณาค่าโดยสารรถทุกชนิด จะต้องให้แล้วเสร็จให้ได้ภายในปี 57 และเร่งคลี่คลายความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ” สำหรับการกำหนดค่าโดยสารแท็กซี่อัตราใหม่ จะคงค่าโดยสารระยะเริ่มต้นไว้ที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่จะมีการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารตามระยะเดินทางทุกๆ 10 กม. ซึ่งหลังจากนี้นายอาคม รมช.คมนาคม จะเชิญผู้ประกอบการแท็กซี่มาหารือ ทำความเข้าใจกับค่าโดยสารที่ปรับขึ้น รวมถึงรับทราบถึงเงื่อนไขการปรับปรุงคุณภาพบริการให้ดีขึ้น เบื้องต้นจะให้เวลาแท็กซี่ปรับปรุงสภาพรถภายใน 45 วัน หลังจากนั้นจะมอบสติ๊กเกอร์ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพให้รถแท็กซี่นำไปติดที่ตัวรถ คาดจะเริ่มปรับขึ้นราคาได้ภายในสิ้นเดือนพ.ย. หรือต้นเดือนธ.ค.นี้ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ข้อเรียกร้องขอขึ้นค่าโดยสารรถร่วมบริการ ขสมก.และรถสองแถวนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดก่อน เนื่องจากขณะนี้มีรถโดยสารหลายชนิดทยอยยื่นข้อเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าโดยสารมาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมอบหมายให้นายอาคมไปจัดลำดับความสำคัญว่า ควรจะต้องมีการพิจารณาอัตราค่าโดยสารของรถชนิดใดก่อนและหลัง นายอาคม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้จัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราการปรับขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เสร็จ 8-11% แล้ว และจะเสนอให้รมว.คมนาคม พิจารณาในสัปดาห์นี้ โดยเชื่อว่าการปรับค่าโดยสารจะไม่กระทบผู้ใช้บริการนัก เพราะเป็นการปรับตามระยะทางใกล้และไกล ขณะที่แท็กซี่ก็จะมีรายได้ที่เพียงพอคือไมต่ำกว่าวันละ 300 บาท “หลังจากอนุมัติให้แท็กซี่ขึ้นราคาแล้ว จะจัดทำระบบประเมินคุณภาพแท็กซี่โดยเปิดให้ประชาชนสามารถร้องเรียน ติชมได้ส่วนค่าเช่ารถแท็กซี่ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากคนขับแท็กซี่นั้น ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อน แต่เบื้องต้นเจ้าของอู่รถแท็กซี่ จะต้องคำนวณให้เป็นธรรมกับสภาพและอายุรถ หากรถมีสภาพเก่าก็ต้องถูกลง โดยในอนาคตกระทรวงคมนาคมจะต้องมีการออกสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับรถแท็กซี่ทุกคันที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งอาจใช้สติ๊กเกอร์เป็นตัวชี้วัดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่าโดยสารเตรียมพาเหรดขึ้นสิ้นปีFacebook Comments -

หวั่นสารพัดปัญหาฉุดศก.ไทย
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จุดเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 58 มาจากการลงทุนของภาครัฐถ้าเดินหน้าไม่เต็มที่จะทำให้เอกชนไม่กล้าขยายลงทุน เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะปกติเอกชนจะลงทุนมากกว่ารัฐบาล 10 เท่าดังนั้นเห็นว่าการเบิกจ่ายโครงการของรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนด้านแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐต้องวางแนวทางแก้ปัญหาไม่เช่นนั้นอาจส่งผลให้นักลงทุนย้ายการลงทุนไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้อำนาจการใช้จ่ายของประชาชนลดลง เพราะรายได้ที่ได้รับส่วนหนึ่งต้องจ่ายหนี้ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศลดลง ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย บ้าง แต่เชื่อว่าการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้นจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวถึง 5-6% ขณะที่จีดีพีจะเติบโตที่ 4.5% โดยตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการลงทุนภาครัฐ จากปีนี้จีดีพีอยู่ที่ 1.5% และส่งออกไม่เติบโต ทั้งนี้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนในประเทศมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการขยายตัวเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว โดยตลาดที่น่าสนใจลงทุนคือกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีไอ ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย รวมทั้งตลาดใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียกลาง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวสูง สำหรับธุรกิจที่ควรขยายการลงทุนต่างประเทศ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงพยาบาล สินค้าเกษตร เนื่องจากไทยมีความแข็งแกร่ง ส่วนธุรกิจที่เป็นจุดด้อยที่ยังอาศัยแรงงานเป็นจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ รองเท้า อาหารบางประเภทควรต้องออกไปหาตลาดแรงงานราคาถูกลง ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความสำคัญในเรื่องนี้น้อยมาก เพื่อรองรับการแข่งขันการค้าโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น “ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีนี้หากธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี และธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจอัดฉีดสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นสารพัดปัญหาฉุดศก.ไทยFacebook Comments