Blog

  • หลักคิดทางการเงิน ทุนนิยมอเมริกัน (6) – โลกาภิวัตน์

    หลักคิดทางการเงิน ทุนนิยมอเมริกัน (6) – โลกาภิวัตน์

    จากประวัติศาสตร์ด้านนวัตกรรมการลงทุนของสหรัฐอเมริกา และผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมบริษัทและนักลงทุนอเมริกันจึงสนใจแต่นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้เกิดผลกำไรให้ดูดีในตลาดหลักทรัพย์ และสะสมเงินสดจนเงินเหลือมากทำไมนักลงทุนหรือบริษัทต่าง ๆ ไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมชุดใหญ่ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งด้านนวัตกรรมใหญ่ และเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งตรงนี้เป็นเรื่องหลักคิดหรือหลักความเชื่อทางด้านการเงินที่เป็นอยู่ ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นคำกล่าวของ ดร.คริสเตียนเซ่นเรามาดูข้อสมมุติฐานหรือหลักความเชื่อทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่ในปัจุบันซึ่งมีแนวคิดว่าวัตถุดิบนำเข้าเพื่อสร้างผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ผู้บริโภคได้ใช้นั้น ส่วนใหญ่ถือว่ามีอยู่อย่างเหลือเฟือและราคาถูก เช่นทราย เป็นต้น ทรายมีอยู่มากมายดาษดื่นแทบไม่มีราคา แต่เวลาผลิตออกมาเป็นซิลิคอนเพื่อทำเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ชิพมีราคาแพงลิบลิ่ว เพราะชิพนั้นเป็นต้นกำเนิดของอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้กันทั่วโลก เพราะฉะนั้นหลักคิดทางการเงินนั้นเห็นว่าวัตถุดิบนำเข้าไม่มีราคา แต่เมื่อนำมาสร้างเป็นรายได้ก้อนเงินแล้ว ก้อนเงินนี้แหละหายากมากกว่าจะได้เป็นเงินสดออกมา เงินก้อนนี้แหละต้องแยกออกมาและมีราคาแพงเพราะฉะนั้นเหล่านักลงทุนและซีอีโอของบริษัททั้งหลายจึงถูกสอนให้คิดว่าจะต้องสร้างรายได้และกำไรจากเงินลงทุนให้ได้มากที่สุด ทุกดอลลาร์ที่ลงไปจะต้องมีรายได้และกำไรจากเงินลงทุนให้ได้มากที่สุด แข่งกันไปโชว์ผลกำไรในตลาดหุ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นถ้าหากมาดูเรื่องนี้ก็คงจริงเพราะหลักเศรษฐศาสตร์ความเชื่อคนอเมริกัน เชื่อว่าเงินลงทุนนี่แหละคือทรัพยากรที่หายาก จะต้องเก็บรักษาไว้และจัดการอย่างใกล้ชิดแต่มาดูเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล่าสุดจากการวิเคราะห์ของบริษัทเบนแอนด์คอมพานี ซึ่งได้วิเคราะห์ลักษณะการลงทุนของสหรัฐอเมริกา และได้สรุปว่า สหรัฐอเมริกาได้เริ่มเข้าสู่สภาวะแวดล้อมที่มี “เงินลงทุนอย่างอุดมสมบูรณ์” เบนได้วิเคราะห์ตัวเลขเอาไว้ว่า สินทรัพย์ทางการเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีประมาณ 10 เท่าของมูลค่าผลิตภาพของสินค้าและการบริการทั่วโลก และถ้าหากมีการพัฒนาด้านการเงินในเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ จะทำให้เงินลงทุนทั่วโลกเติบโตขึ้นอีก 50% ในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งก็หมายความว่าสหรัฐอเมริกาปล่อยให้ก้อนเงินทุนจมอยู่ใต้น้ำ โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไรนักลงทุนอเมริกันถูกสอนให้เชื่อว่าประสิทธิภาพของเงินทุนนั้นคือคุณงามความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เหมือนความเชื่อในหลักศาสนา และนักลงทุนอเมริกันหลงเชื่อว่า เงินคือพระเจ้า เพราะฉะนั้นนักการเงินจึงมักเริ่มวัดความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น แต่ไม่ใช้เงินกำไรต่อดอลลาร์ เยนหรือหยวน แต่มีอัตราส่วนเป็นเงินคืนกำไรต่อทรัพย์สิน (Return on Net Asset -RONA) เงินคืนกำไรต่อเงินลงทุน (Return on Invested Capital-ROIC) และอัตราคืนกำไร (Internal Rate of Return-IRR) อัตราส่วนเหล่านี้เศษหรือตัวบนที่ถูกหารก็มาจากเงินคืนกำไร ซึ่งก็เป็นอัตราส่วนธรรมดาที่นักลงทุนจะใช้กันในธุรกิจและกิจการ และก็เป็นสูตรคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ตัวบนหารด้วยตัวล่างคือ เศษหารส่วน แค่เศษส่วนง่าย ๆ สองสามตัวเหล่านี้นักลงทุนหรือซีอีโอจะต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ คิดแล้วคิดอีกจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาด้านการวัดผลการดำเนินการให้ดีขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้ค่าเงินเดือนคืนกำไรต่อสินทรัพย์และเงินคืนกำไรที่มากขึ้นบวกไปยังที่เศษแน่นอน แต่อีกวิธีมักจะเกิดและคนไม่ชอบกันคือ ปรับลดตัวส่วนเพื่อหารแล้วยังคงได้ผลคืนกำไรมากขึ้น เช่น การตัดตอนจ้างให้ข้างนอกทำเพื่อลดค่าใช้จ่าย (Outsourcing) หรือการลดสินทรัพย์ออกจากบัญชีงบดุล ซึ่งก็อาจจะหมายถึงการปรับลดการจ้างคนไปด้วย เพื่อลดต้นทุนการดำเนินการเพื่อให้ได้อัตราการคืนกำไรที่สูงขึ้น ใช้สูตรคณิตศาสตร์เศษส่วนง่าย ๆ เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด และแน่นอน การลงทุนจึงมักจะเป็นโครงการที่ได้กำไรเร็ว ซึ่งจะได้อัตราการคืนกำไร หรือไออาร์อาร์สูงสุดนั่นเองถ้าพิจารณาเรื่องหลักคิดด้านการเงินเพื่อการลงทุนเพื่อเกิดอัตราคืนกำไรเร็วที่สุด เศรษฐกิจจะเกิดแต่ปัญหา.รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
    อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
    boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หลักคิดทางการเงิน ทุนนิยมอเมริกัน (6) – โลกาภิวัตน์

  • เจิร์มการ์ด : สุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสังคม – ฉลาดคิด

    เจิร์มการ์ด : สุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสังคม – ฉลาดคิด

    คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคมประจำปีนี้ กับผลงาน “เจิร์มการ์ด” (GermGuard) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เคลือบด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุดของบริษัท อินโนเวทีฟ ฟิลเทรชั่น เทคโนโลยี (ไอเอฟที) จำกัด“ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล” ผู้บริหารอินโนเวทีฟฯ และนักวิจัยจากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เป็นการต่อยอดผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ด้วยฝีมือนักวิจัยไทยเริ่มจากทีมวิจัยได้ทำการศึกษาและสกัดสาร “แซนโทน” (Xanthone) จากเปลือกมังคุด สิ่งที่เหลือทิ้งจากภาคการเกษตรอนุพันธ์ของสารแซนโทน มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย รวมถึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ รวมถึงเชื้อไวรัสและเชื้อราบางชนิด จึงมีการนำมาต่อยอด พัฒนาวิธีการนำไปประยุกต์ใช้งานกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีกักเก็บสารในระดับนาโนหรือ encapsulation ก่อนที่นำไปเคลือบบนผลิตภัณฑ์ ทั้งหน้ากากอนามัย แผ่นกรองอากาศ วัสดุปิดแผล และแผ่นปิดสิวจุดเด่นคือสามารถคงฤทธิ์ได้นานถึง 3 ปี ก่อนการใช้งานผู้วิจัยบอกว่า ปัจจุบันมีการนำไปทำเป็นแผ่นปิดแผลสำหรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก เบาหวาน และแผลติดเชื้อ ซึ่งแผ่นปิดแผลเหล่านี้ ไม่ใช่ก๊อซที่ทำจากผ้าธรรมดา แต่ต้องป้องกันการติดแผลด้วย ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ถึง 90% และมีราคาแพง คนเป็นเบาหวานหรือผู้ป่วยไฟไหม้-น้ำร้อนลวก ต้องใช้แผ่นปิดแผลจำนวนมาก กว่าแผลจะหาย บางคนต้องเสียค่าวัสดุเหล่านี้ นับล้านบาททีเดียวแผ่นปิดแผลเคลือบสารสกัดจากเปลือกมังคุด จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้งาน โดยมีราคาถูกกว่านำเข้า 3-9 เท่า นอกจากจะมีคุณสมบัติการฆ่าเชื้อโรคลดอาการติดเชื้อแล้ว แผ่นปิดแผลนี้ยังสามารถลดอาการบาดเจ็บ และมีฤทธิ์สมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นอีกด้วยโดยผ่านการทดสอบใช้งานจริงในโรงพยาบาลต่าง ๆ มาแล้ว อย่างเช่น ที่แผนกตรวจโรคศัลยกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า แผ่นก๊อซปิดแผลที่พัฒนานี้ สามารถช่วยทำให้คนไข้ที่เป็นแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้นภายใน 10 วันทั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้าเชื่อ…งานวิจัยแบบนี้ ใช้ได้จริง ๆ !!!.นาตยา คชินทร
    nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจิร์มการ์ด : สุดยอดนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสังคม – ฉลาดคิด

  • ทำไมราคาน้ำมันส่งออก จึงถูกกว่าราคาขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ

    ทำไมราคาน้ำมันส่งออก จึงถูกกว่าราคาขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ

    ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอยู่เรื่อย ๆ ในโซเชียลมีเดีย ว่าทำไมเราต้องส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขายประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูกกว่าขายคนในประเทศ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ ดีมานด์ซัพพลาย คือเมื่อเราผลิตของได้เหลือใช้และต้องการส่งออกไปขายต่างประเทศ ก็ต้องขายในราคาที่ผู้ซื้อเขาพอใจจะซื้อ เพราะมีทางเลือกที่จะซื้อได้จากหลายแหล่ง ก็ต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่ถูกที่สุด ส่วนผู้ขายก็ต้องดูว่ามีทางเลือกหรือไม่ ว่าไม่ขาย หรือเก็บเอาไว้ในสต๊อก หรือลดการผลิตลง อะไรจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ได้กำไรสูงสุด แต่เป็นทางเลือกที่ขาดทุนน้อยที่สุดก็ได้ อย่างเช่นกรณีจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้วที่เก็บสต๊อกไว้สูงถึง 18 ล้านตัน ต้องระบายออกในราคาต่ำกว่าราคาขายในประเทศเป็นต้น การส่งออกผลิตภัณฑ์ส่วนเกินความต้องการในประเทศออกไปขายต่างประเทศนั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการสร้างโรง กลั่นฯในประเทศไทย เพราะเราสร้างโรง กลั่นฯมาเพื่อทดแทนการนำเข้า ไม่ได้สร้างมาเพื่อการส่งออกเหมือนอย่างโรงกลั่นฯในประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นเราก็ต้องไปแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีความได้เปรียบเราในทุกด้าน และเป็นผู้ครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเราต้องการขายให้ได้ เราก็ต้องลดราคาลงมาเพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะขายถูกกว่าราคาในประเทศไปเสียทั้งหมด ในบางตลาดที่เรามีความได้เปรียบด้านการขนส่ง เช่น ลาว กัมพูชา เราก็ขายราคาแพงกว่าราคาหน้าโรงกลั่น ยกเว้นบางตลาดที่เราเสียเปรียบด้านการขนส่งทางเรือเท่านั้น ที่เราต้องตัดราคาลงมาเพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการค้าระหว่างประเทศที่ราคาส่งออกนั้นมีทั้งถูกและแพง มีทั้งราคาที่สูงกว่าราคาในประเทศ หรือบางกรณีก็ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีสินค้าส่วนเกินเหลือมาก ๆ และต้องระบายออกอย่างรวดเร็ว ว่าที่จริงแล้วก็มีสินค้าอีกหลายชนิดที่ราคาส่งออกถูกกว่าราคาขายในประเทศ อย่างเช่น มันสำปะหลัง น้ำตาล เป็นต้น แต่ก็ไม่เห็นมีใครออกมาโวยวายเหมือนน้ำมันเลย นอกจากเหตุผลในเรื่องของการผลิตเกินความต้องการจนต้องส่งออก และต้องไปแข่งขันราคากับคู่แข่งแล้ว ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีกที่ทำให้บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมีราคาถูกกว่าราคาที่ขายในประเทศ คือ 1. น้ำมันที่ส่งออกมีคุณภาพไม่เหมือนกับน้ำมันที่ขายภายในประเทศ โดยน้ำมันที่ขายในประเทศไทยมีคุณภาพสูงกว่า เพราะรัฐบาลกำหนดมาตรฐานเอาไว้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น น้ำมันเบนซินและดีเซลต้องได้มาตรฐานยูโร 4 และมีเปอร์เซ็นต์ซัลเฟอร์ต่ำเป็นพิเศษ ในประเทศเพื่อนบ้านของเราบางแห่งไม่ได้มีมาตรฐานสูงขนาดนั้น เพราะตัดค่าใช้จ่ายบางอย่างลงได้ เช่น ไม่ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเหมือนกับการขายในประเทศ ทำให้ลดราคาลงมาได้ 2.การส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศมีต้นทุนที่ถูกกว่าขายในประเทศ 3. ตลาดส่งออกถือเป็นตลาดซื้อขายที่ไม่มีความแน่นอน (Spot Market) ไม่มีสัญญาซื้อขายกันเป็นระยะยาว โรงกลั่นฯไม่ถูกผูกมัดจะต้องขายให้ตลอดเวลา ราคาที่ซื้อขายกันก็เป็นราคาตลาดจร (spot price) ตกลงกันเป็นครั้ง ๆ ไป มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ราคาในประเทศกับราคาส่งออกจึงอาจมีความลักลั่นกันได้บ้าง แล้วแต่สถานการณ์ของตลาดน้ำมันในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป และขึ้นอยู่กับการแข่งขันในแต่ละตลาดว่าจะมีความเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน การที่ราคาน้ำมันส่งออกจะถูกกว่าราคาในประเทศบ้างในบางครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรในเชิงธุรกิจครับ ดังนั้นโปรดอย่าได้นำไปเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิดเลยครับ !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทำไมราคาน้ำมันส่งออก จึงถูกกว่าราคาขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ