Blog

  • รถร่วมทวงขอขึ้นค่าโดยสาร

    รถร่วมทวงขอขึ้นค่าโดยสาร

    นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน (รถร่วม ขสมก.) เปิดเผยว่า รถร่วมขสมก.ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก หลังรัฐบาลไม่ได้ให้ปรับขึ้นค่าโดยสารมา 10 ปี ทั้งที่ขณะนี้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มเป็นวันละ300 บาทแล้วเบื้องต้นต้องการให้กระทรวงคมนาคมช่วยเหลือจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ย ต่ำ 500 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการนำมาเสริมสภาพคล่อง ซ่อมแซมรถให้บริการต่อได้ รวมทั้งเสนอขอขึ้นค่าโดยสารในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย รถสองแถว ขอปรับจากคนละ 7 บาท เป็น 10 บาท รถโดยสารธรรมดา ปรับจาก 8 บาท เป็น 10 บาท และรถโดยสารปรับอากาศ ปรับจากค่าโดยสารตามระยะทาง 12-24 บาท เป็น 14-26 บาท“ขณะนี้ค่าโดยสารที่เก็บเป็นราคาที่ต่ำกว่าทุน เช่น รถร้อนต้นทุนอยู่ที่ 9.60 บาท แต่เก็บค่าโดยสารเพียง 8 บาท ซึ่งถูกที่สุดในโลก ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วม 30% จากทั้งหมด 3,800 คัน ต้องหยุดวิ่งไปแล้ว เพราะทนภาระขาดทุนไม่ไหว หากสิ้นปีนี้ไม่ได้รับอนุมัติให้รถร่วมขสมก.ปรับขึ้นราคา รถร่วมคงจำเป็นต้องหยุดวิ่งในบางเส้นทาง”นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังพบตัวแทนสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชนและชมรมผู้ประกอบการรถโดยสาร ประจำทางหมวด 4 เอกชนแห่งประเทศไทยว่า ภาคเอกชนได้ยื่นหนังสือขอให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาขึ้นค่าโดยสารรถสองแถวและ รถร่วมเอกชน 2-3 บาท เพื่อลดภาระขาดทุนสะสม หลังจากที่ผ่านมา ถูกรัฐบาลตรึงค่าโดยสารมาตั้งแต่ปี 55 ประกอบกับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงถูกผลกระทบจากนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้าง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำให้จำนวนรถฯ เข้าสู่ระบบมากขึ้น“เรายังตอบไม่ได้ว่าจะให้ปรับราคาหรือไม่ จะไปหารือกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงก่อน แต่ยอมรับว่าต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถตู้ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่วิ่งให้บริการเมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอให้ รมว.คมนาคมพิจารณาอีกครั้ง”ส่วนกรณีผู้ประกอบการเกรงว่าการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะเข้ามาซ้ำเติมการแข่งขันกับรถเอกชนนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนำเข้ารถเมล์มาเพิ่ม เพราะเป็นการนำรถใหม่เข้ามาทดแทนรถเก่า ที่จะปลดระวาง ซึ่งไม่ได้ทำให้จำนวนรถเมล์เพิ่มขึ้นตามที่กังวล

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถร่วมทวงขอขึ้นค่าโดยสาร

  • นายกฯ สั่งธ.ก.ส.ตรวจเงินช่วยชาวนา

    นายกฯ สั่งธ.ก.ส.ตรวจเงินช่วยชาวนา

    พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วมครม. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้มอบหมายให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ไปหารือ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อตรวจสอบข้อมูลเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตกับชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ว่า วงเงินที่ธ.ก.ส.จ่ายไปนั้น ถึงมือเกษตรกรจริงหรือไม่ หลังจากได้รับข้อมูลว่า อาจมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาสวมสิทธิ์ และได้ประโยชน์จากเงินดังกล่าว จึงให้สรุปเรื่องมาอีกครั้ง จากนั้นจะให้ธ.ก.ส.ชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนทราบทันที“นายกฯแสดงความเป็นห่วงว่า เงินที่จ่ายไปนั้น อาจไม่ถึงมือชาวนาจริง เพราะได้รับข้อมูลมาเบื้องต้มว่า อาจมีการสวมสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งนายกฯ ไม่อยากให้เกิดขึ้น และเห็นว่า การจ่ายเงินจะเริ่มวันที่ 20 ต.ค.นี้ จึงยังพอมีเวลาที่จะไปตรวจสอบข้อมูล โดยรองนายกฯ ก็รับเรื่องดังกล่าวไป หารือกับธ.ก.ส. และจะชี้แจ้งข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความสบายใจ”ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมร่วมครม.-คสช. ได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน3 เดือนสุดท้ายของปี 57 เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% ตามเป้าหมาย ทั้งมาตรการการสร้างงาน ส่วนใหญ่เป็นการใช้งบประมาณ ทั้งงบประมาณปี 57 ที่ค้างอยู่ และงบประมาณปี 58 ในไตรมาสแรก รวมทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาทขณะเดียวกันในรายงานดังกล่าว ยังได้ชี้แจงถึงการดำเนินมาตรการแก้ปัญหายางพารา ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะการพิจารณาขายสต๊อก ที่มีอยู่ไปตลาดต่างประเทศ แต่ต้องระวังไม่ให้ราคาต่ำ จนกระทบราคาตลาด ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร แจ้งว่า ใน 1-2 วันนี้ จะมีข่าวดีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดังกล่าวแน่นอนเช่นเดียวกับเรื่องการระบายข้าว กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าเดือนส.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ระบายข้าวไปแล้วกว่า 879,918 ตัน ทั้งการขายแบบรัฐต่อรัฐไปประเทศจีน อินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งขายข้าวให้เอกชนที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และขายข้าวด้วยการประมูลทั่วไปนอกจากนี้ ในด้านของการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจดิจิทัล จำเป็นต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม และปรับปรุงกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวม 13 ฉบับ ล่าสุดได้ยกร่างแรกเสร็จแล้ว ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้รับร่างดังกล่าวไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขเป็นร่างสุดท้ายก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา รวมทั้งร่างกฎหมายเรื่องภาษีมรดก และภาษีการให้ ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้สนช.ภายในเดือนต.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นายกฯ สั่งธ.ก.ส.ตรวจเงินช่วยชาวนา

  • “คอมเซเว่นฯ”ทุ่ม 400 ล้าน ขยายสาขาปั๊มยอดขายสินค้าไอที

    “คอมเซเว่นฯ”ทุ่ม 400 ล้าน ขยายสาขาปั๊มยอดขายสินค้าไอที

     วันนี้(7 ต.ค.) นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอมเซเว่นอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทยังจะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายสาขาใหม่จำนวน 67  สาขา ด้วยงบลงทุนจำนวน 400 ล้านบาท แบ่งเป็นร้าน บานาน่าไอที จำนวน  15 สาขา ร้านบานาน่าโมบาย จำนวน 14 สาขา ไอสตูดิโอ และไอบีท บาย คอมเซเว่น จำนวน  21 สาขา ซัมซุง ชอป จำนวน  5 สาขา และไอแคร์ จำนวน 12 สาขา ทำให้เมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 301  สาขาทั่วประเทศ และคาดว่าในอีก  3 ปีข้างหน้ามีเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 สาขา “แม้ภาพรวมธุรกิจไอทีจะมีการเติบโตไม่มาก เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการ์ทางการเมืองในช่วงครึ่งปีแรก แต่ถือว่าคอมเซเว่น ยังมีอัตราเติบโตเป็นที่น่าพอใจโดยตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวม 15,600 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปี 13 โดยครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 7,700 ล้านบาท เติบโต 6% ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายเชื่อว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายแน่นอนเนื่องจากเป็นช่วงที่คนนิยามซื้อสินค้ามากและมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดทั้งไอโฟน 6 และซัมซุง กาแลคซี่โน๊ต 4 สำหรับกำไรของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะโตขึ้น 10-15% จากปี 13 ที่มีกำไรสุทธิ 202 ล้านบาท” นายสุระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยขณะนี้กำลังดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและคาดว่าจำนำหุ้นทำการซื้อขายในตลาดฯได้ในปี  2558 ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในต่างประเทศเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 58 โดยประเทศที่เป็นเป้าหมาย คือ พม่า ลาว กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันมนพม่าได้มีสาขาของคอมเซเว่นแล้ว แต่เป็นในลักษณะให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นดำเนินการ หากตลาดตอบรับดี ก็จะเข้าไปลงทุนเองหลังจากได้เเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเรียบร้อยแล้ว สำหรับสินค้าขายดีของบริษัทในปีนี้นั้น คือ อุปกรณ์ไอทีพกพาและสวมใส่(Wearable Product) เติบโตถึง 400 % แอคเซสเซอรรี่โทรศัพท์เติบโต 350% และสมาร์ทโฟน เติบโต 80% ขนาดที่สินค้าในกลุ่มแอปเปิลนั้น ทางแอปเปิล สำนักงานใหญ่ ยังได้ระบุด้วยว่า บริษัทสามารถทำยอดขายได้เป็นอันดับ  1  ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “คอมเซเว่นฯ”ทุ่ม 400 ล้าน ขยายสาขาปั๊มยอดขายสินค้าไอที