Blog

  • กกร.ทำใจ ส่งออกปีนี้ติดลบ1%

    กกร.ทำใจ ส่งออกปีนี้ติดลบ1%

    นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยหลังการประชุม ว่า กกร.ได้หารือถึงทิศทางภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออก ในปี 57 ที่น่าเป็นห่วง อาจไม่โตหรืออาจติดลบ เนื่องจากตัวเลขส่งออกส.ค.ที่ผ่านมาติดลบถึง 7.4% เพราะทิศทางเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว ขณะที่สหรัฐอเมริกา และยุโรป ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับสินค้าภาคเกษตร แม้จะส่งออกในปริมาณที่มาก แต่ราคากลับลดลงเกือบทุกชนิดทั้งข้าว ยางพารา น้ำตาล“ขณะนี้ การส่งออกที่ดี ก็มีแค่การค้าชายแดน ที่จะยังโตได้ 10% ภาคท่องเที่ยว เริ่มกลับมาฟื้นตัวบ้าง แต่การบริโภคในประเทศแผ่วลง ไม่ดีเท่าที่ควร ก็ยังหวังว่าไตรมาส 4 การส่งออกจะมีเข้ามาบ้างจากจีน แต่ก็เหลือเวลาไม่มากนัก เพราะใกล้ปีใหม่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะได้มาดูเชิงลึกกันต่อไป เพื่อที่จะหามาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป”นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยให้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมองว่า ระบบราง จะช่วยลดต้นทุนด้านขนส่งของไทย และยังลดอุบัติเหตุ และพลังงาน โดยข้อสรุปดำเนินการคือควรปฏิรูป 4 เรื่องได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบรางที่มีองค์ประกอบหลักได้แก่ กระทรวงคมนาคม คลัง สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดกรอบให้ชัดภายใน 1 ปี , ปรับโครงสร้างองค์กรเป็นแบบกระจายอำนาจลดซ้ำซ้อน มีตัวชี้วัดการดำเนินงาน , ตั้งคณะทำงานการขนส่งทางราง และการสื่อสารที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และสร้างความเชื่อมั่นโดยผู้บริหารระดับสูง ในการเปลี่ยนแปลงองค์กรนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร.ได้วิเคราะห์การส่งออก คาดว่ามีโอกาสติดลบ โดยกรณีเลวร้ายสุดจะติดลบถึง 0.8-1% หาการส่งออกใน 3 เดือนสุดท้ายนี้ ขยายตัวต่ำกว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ คาดว่า จะโตได้ 1.5-2% เนื่องจากจะมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ หมุนเวียนในระบบช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ได้อีก 1 แสนล้านบาท จากงบประมาณที่วางไว้ 3.6 แสนล้านบาท“ส่วนเงินบาทที่อ่อนค่าขณะนี้นั้น ยังมองว่าเป็นไปตามภูมิภาค แต่ก็ยังอ่อนค่าน้อยกว่าในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม 3-6 เดือนข้างหน้ามองว่าค่าเงินบาทจะผันผวน เพราะมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ จะจบในเดือนต.ค.นี้แล้ว ดังนั้นขั้นตอนต่อไปสหรัฐอาจจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ขณะที่ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่มีข่าวว่าจะขึ้น ซึ่งไม่รู้เท่าใดแน่ ระหว่างนี้ ก็จะมีความผัวผวนสูงมาก จนกว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ ดังนั้นระยะนี้ผู้ส่งออกต้องมีแนวทางบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินไว้รองรับด้วย”นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าส่งออก เริ่มทยอยปิดแล้ว เนื่องจากเดือนธ.ค.สหรัฐและยุโรปจะเข้าสู่เทศกาลหยุดยาว ดังนั้นสิ่งที่จะต้องติดตามคือ ลุ้นการเพิ่มยอดส่งออก จะเป็นการค้าชายแดน และการค้าในประเทศแถบเอเชียเท่านั้น อย่างไรก็ตามก็คาดหวังว่าส่งออกปี 58 จะโต จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ขับเคลื่อนได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยคาดว่า จีดีพี ปี 58 จะโตได้ 3.5-4%นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา เลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่า กกร. เสนอภาครัฐแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคทำธุรกิจ 28 ฉบับ มี 4 ฉบับแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น ร่างพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ… เพื่อเพิ่มหลักประกันเงินกู้ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น , แก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 เพราะปัจจุบันขั้นตอนนำเข้าสินค้าบางชนิด ต้องได้รับใบอนุญาตจากหลายกระทรวง ทำให้ผู้ประกอบการบางรายทำผิดระเบียบโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ต้องถูกปรับสูงถึง 4 เท่า ของราคาสินค้า หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี ถือว่า สูงเกินไป , การแก้ไขภาษีสรรพากร เพราะขณะนี้มาตรการภาษียังไม่สนับสนุนภาคธุรกิจในตลาดทุน ทำให้มีต้นทุนในการระดมทุนและการลงทุนของประชาชนที่สูงกว่าประเทศอื่น และแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 21 ตั๋วเงิน เพื่อให้การเคลียริ่งเช็คให้สะดวกรวดเร็ว โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีการหมุนเวียนง่ายขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.ทำใจ ส่งออกปีนี้ติดลบ1%

  • ทุ่ม154ล้านผุดพัทยาแลนด์มาร์คสีเขียว

    ทุ่ม154ล้านผุดพัทยาแลนด์มาร์คสีเขียว

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา และพื้นที่เชื่อมโยง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เปิดเผยว่า ในปี 58 อพท. ได้รับจัดสรรงบประมาณ กว่า 154 ล้านบาท พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพัทยา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ภายใต้ชื่อ แลนด์มาร์คสีเขียว เพื่อปรับภาพลักษณ์ของเมืองพัทยา จากเมืองท่องเที่ยวกลางคืน (ไนท์ ไลฟ์) ให้เป็นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มทั่วไป หรือกลุ่มครอบครัวให้มากขึ้นสำหรับการปรับรูปแบบนั้น จะเน้นพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ในพัทยา ทั้ง เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลหนองปลาไหล เทศบาลตำบลเขาชีจรรย์ และ อบต.เขาไม้แก้ว โดยจะส่งเสริมให้เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตร และการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ เช่น ส่งเสริมการปั่นจักรยานในชุมชน ที่ตำบลเขาชีจรรย์ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองพัทยา หากแผนต่าง ๆ ของอพท.โดยเฉพาะการฟื้นภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวได้ภายในปี 62 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพัทยา 15.24 ล้านคน พำนักเฉลี่ย 3.45 วัน มีค่าใช้จ่าย3,292 บาทต่อคน และมีรายได้ในพื้นที่รวมเฉลี่ย 169,000 ล้านบาท“ปัจจุบันเมืองพัทยา ยังมีพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีภาพลักษณ์ในเชิงไนท์ไลฟ์อยู่ แต่ อพท. ก็มีแผนว่า หากพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้ขึ้นมาได้ และปรับเปลี่ยนให้เป็นกิจกรรมเกษตร ท่องเที่ยวแบบประเพณีต่าง ๆ หากดำเนินการแล้วเสร็จได้ 50% จะเห็นภาพลักษณ์ของเมืองพัทยา เป็นแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมชายหายมากขึ้น ส่วนพื้นที่ไนท์ไลฟ์นั้น ก็ให้อยู่ที่เฉพาะโซนถนน วอล์กกิ้ง สตรีทเท่านั้น”อย่างไรก็ดี ด้านการรองรับนักท่องเที่ยวในพัทยานั้น พบว่า ขณะนี้พัทยามีห้องพัก 126,000 ห้องพัก จากโรงแรม คอนโดมิเนียม เกสต์เฮ้าส์ 2,000 แห่ง ซึ่งมากเพียงพอรองรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ระบบสาธารณูปโภค อาทิ น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน และ ระบบขนส่ง โดยอพท.ได้เตรียมพัฒนาแลนด์มาร์คสีเขียวที่กำลังจะเกิดขึ้น ให้รองรับสภาพแวดล้อม ที่มีความงดงามตามธรรมชาติ และไม่เดือดร้อน หรือส่งผลกระทบต่อสาธารณูปโภคเดิมที่มีอยู่ด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุ่ม154ล้านผุดพัทยาแลนด์มาร์คสีเขียว

  • “สุรินทร์”แนะปฎิรูปการศึกษาไทย

    “สุรินทร์”แนะปฎิรูปการศึกษาไทย

    นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “บริบทเศรษฐกิจไทยในอาเซียน” ว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งปฎิรูปการศึกษา เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันความสามารถการแข่งขันของไทยต่ำลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับพัฒนาการของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการคอร์รัปชัน และขาดแคลนฝีมือแรงงานที่นักลงทุนรายใหญ่ ๆ จากยุโรปสหรัฐ ญี่ปุ่น อ้างว่าไทยผลิตแรงงานออกมา ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เช่น ค่านิยมที่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานจบปริญญาตรี เพื่อเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลทั้ง ๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการแรงงานในกลุ่มช่างฝีมือ จนกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต“สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วง คือไทยยังเป็นสังคมเชิงอุปถัมภ์มากเกินไป ทั้งด้านการศึกษา และการทำงาน ซึ่งบางครั้ง ก็ต้องส่งสารถึงผู้ปกครองที่ผ่านมาบางรายนอกจากขายที่ดินให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ แต่เมื่อจบออกมา ก็ต้องขายที่ดินอีกแปลง เพื่อฝากให้ลูกหลานได้เข้าไปทำงานในที่ดี ๆ หากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ เชื่อว่าหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะทำให้ความสามารถการแข่งขันของไทย จะสู้ประเทศเพื่อนบ้านลำบาก”ทั้งนี้การปฎิรูปการศึกษา ต้องส่งเสริมผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการตลาด,ส่งเสริมให้เถ้าแก่รุ่นใหม่ ออกไปทำตลาดการค้าในประเทศอาเซียน, ส่งเสริมภาษาอังกฤษในวิชาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์ รองรับการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ของต่างชาติ หรือการออกไปค้าขายกับเพื่อนบ้าน และส่งเสริมการต่อต้านการทุจริต หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เป็นต้น เบื้องต้นหากผลักดันได้ เชื่อว่าในอนาคต คนรุ่นใหม่จะเป็นความหวังของประเทศอยู่รอดต่อไปขณะเดียวกัน ต้องการให้นักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาควบรวมกิจการ (เทคโอเวอร์) กิจการต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจไทย สามารถเข้าไปทำตลาดในอาเซียนมากขึ้น เพราะจะอาศัยคนรุ่นเก่า คงลำบาก เนื่องจากจำนวนมาก ไม่พร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการแข่งขันที่รุนแรงนายสุรินทร์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมไทยควรส่งเสริม คือการผลักดันให้อาชีพช่าง และแรงงานฝีมือ เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องปรับเพดานเงินเดือนให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาด้านช่างต่าง ๆ มีความภูมิใจในอาชีพเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างประปา ช่างเชื่อม หรือแม้แต่อาชีพเด็กเสิร์ฟ คนขับรถสาธารณะ เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สุรินทร์”แนะปฎิรูปการศึกษาไทย