Blog

  • นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (5) – โลกาภิวัตน์

    นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (5) – โลกาภิวัตน์

    เศรษฐกิจในโลกปัจจุบันมีการขับเคลื่อนตลอดเวลาในแต่ละยุคสมัย ซึ่งก็มีนวัตกรรมทั้ง 3 ประเภทคือ นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพ นวัตกรรมที่ทำให้ธุรกิจคงอยู่ได้ และนวัตกรรมใหญ่ที่เสริมสร้างงานและเศรษฐกิจ  บทความที่แล้วเราได้ทราบว่า นวัตกรรมที่เสริมสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้นสร้างให้ประชาชนมีงานทำจำนวนมาก ประชาชนสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมหาศาล และบริษัทเหล่านี้ต้องการคนจำนวนมากสำหรับการสร้างหรือผลิตสินค้า ส่งสินค้าออกจำหน่ายตามช่องทางต่าง ๆและการขายไปสู่ผู้บริโภคและการสนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือสินค้าหลังการขาย ซึ่งปรากฏการณ์ของนวัตกรรมข้างต้นทำให้เกิด “ผลคูณ” ในแง่เศรษฐกิจจริงคือ ความเจริญเติบโตของการจ้างงานหรือคนมีงานทำจำนวนมากและเกิดผลพวงเศรษฐกิจที่ดีต่อทั้งสายโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัท และผู้ร่วมหุ้นเพื่อทำธุรกิจและเสริมต่อนวัตกรรมให้กับธุรกิจนั้น ๆ เช่นวิธีการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า วิธีการขายที่หลากหลายที่ทำให้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภคได้รับประโยชน์ และคุณค่าของสินค้านั้นอย่างเต็มที่และสมดุล วิธีการทบทวนและปรับปรุงและพัฒนาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์หลังการขายทำให้ความสะดวกสบายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่คนอเมริกันชื่นชอบก็คือ เรื่องอุตสาหกรรมกลุ่มเหล็ก ซึ่งได้ถูกคิดค้นวิธีการผลิตเหล็กโดยใช้เตาหลอมที่เรียกว่า เบสเซม เมอร์ (Bessemer Converter) ที่ถูกคิดค้นและจดลิขสิทธิ์ไว้ในปี ค.ศ. 1856 ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่ถูกมากในสมัยนั้นเป็นครั้งแรก ต่อมาแอนดรู คาร์เนกี้ คนอเมริกา อพยพมาจากสกอตแลนด์ ได้ซื้อเทคโนโลยีนี้มาพร้อมด้วยปรับปรุงขบวนการผลิตอีกเพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อตั้งโรงงานผลิตคุณภาพดีราคาถูกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดบริษัททำรางรถไฟฟ้าที่ใช้เหล็กกล้าในราคาถูกลง เพื่อทำเส้นทางลำเลียงของรถไฟไปยังทั่วสหรัฐอเมริกา และก็สามารถทำให้เกิดอุตสาหกรรรมใหม่เรื่องการขนส่งในประเทศ เฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กในสมัยนั้นตอนปลายศตวรรษ ปี  ค.ศ.1990 หรือประมาณปี ค.ศ.1885-1900 นั้นสามารถจ้างคนทำงานได้ถึง 180,000 คน และคนที่ทำงานด้านรางรถไฟมีถึง 1.8 ล้านคนในสองทศวรรษต่อมา การผสมผสานด้านเทคโนโลยีซึ่งทำให้ต้นทุนต่ำลง เพื่อสร้างลูกค้าใหม่อย่างถอนรากถอนโคน ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมและสร้างความร่ำรวยทางเศรษฐกิจและในระหว่างนั้นก็มีนวัตกรรมและสร้างความร่ำรวยทางเศรษฐกิจมหาศาล ก็เกิดจากเทคโนโลยีที่มาก่อนหน้าคือ เตาหลอมเหล็กแบบเบสเซมเมอร์ ที่ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ  1855 และก็มีการสะสมเชิงนวัตกรรมด้านนี้มาก่อนในการถลุงเหล็กในลักษณะการผลิตแบบมวล หรือผลิตครั้งละจำนวนมาก ๆ การทำให้เกิดนวัตกรรมเช่นเดียวกับแอนดรู คาร์เนกี้ทำได้นั้นจะต้องใช้ทุนมหาศาล แต่ก็สามารถสร้างงานได้จำนวนมากทำให้เกิดเศรษฐกิจที่ดีต่อประชาชน และก่อให้เกิดความผาสุกตามมาและกรณีนี้นวัตกรรมที่เกิดประสิทธิภาพก็ตามมาในทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก็จะมีการทำงานแทบจะตลอดเวลา  7 วัน 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่เกิดขึ้น ประชาชนผู้บริโภคเข้าถึงได้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่แพงและสามารถสร้างงานได้ เพราะฉะนั้นนวัตกรรมอีก 2 แบบที่ตามมาจากกรณีนวัตกรรมขนาดใหญ่หรือนวัตกรรมเชิงเสริมสร้างนวัตกรรมย่อยในแบบแรกนั้น จะส่งเสริมซึ่งกันและกันและเกิดผลพวงทางเศรษฐกิจมหาศาล ประเภท “ผลคูณ” ที่ตามมาและช่วยสร้างเศรษฐกิจและสร้างชาติ  แต่ก็ยังมีคำถามอีกว่านวัตกรรมขนาดใหญ่แบบแรกที่เรียกว่า Disruptive Innovation ปัจจุบันนี้ยังไม่เกิด ผู้บริหารหรือผู้ลงทุนทั้งหลายทำไมไม่สามารถทำโอกาสเหล่านี้ให้เกิดเพื่อทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งอย่างจริงจัง  ติดตามฉบับหน้า. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (5) – โลกาภิวัตน์

  • ศูนย์ข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ฯ แห่งแรกในเอเชีย – ฉลาดคิด

    ศูนย์ข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ฯ แห่งแรกในเอเชีย – ฉลาดคิด

    แม้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จะผ่านไปแล้วหลายปี แต่การดำเนินการในการจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ยังคงมีอย่างต่อเนื่องเพราะ..ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ต่างให้ความสำคัญกับแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ และยอมรับว่าข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และครอบคลุม ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจ…ล่าสุด…สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคลังข้อมูลน้ำฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ปฏิบัติภารกิจแล้วเสร็จไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว “ศูนย์บริการข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ในภาวะฉุกเฉิน” แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชีย“ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า  ที่ผ่านมาการประมวลสถานการณ์และให้บริการข้อมูลน้ำต้องอาศัยระบบสื่อสาร เพื่อรับ-ส่งข้อมูล แต่เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน การสื่อสารจะถูกตัดขาดจากส่วนกลาง  ทำให้การแก้ไขปัญหาในภาวะฉุกเฉินทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สสนก. จึงพัฒนาศูนย์บริการข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ในภาวะฉุกเฉินขึ้น  เพื่อบริหารความเสี่ยงดังกล่าวโดยเป็นส่วนหนึ่งของ “คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ” ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจในผลงานของคนไทย ที่สามารถพัฒนาเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำไปพร้อม ๆ กับการบริหารจัดการเพื่อการเกษตร และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับความสามารถของศูนย์บริการข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ในภาวะฉุกเฉินนี้ “ดร.รอยล จิตรดอน” ผู้อำนวยการ สสนก. บอกว่า  เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ปฏิบัติงานได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมตัวศูนย์เคลื่อนที่ฯ  ประกอบด้วยรถพ่วง 4  ส่วน  ส่วนแรกคือ รถหัวลากขนาดใหญ่ ส่วนที่สองคือ ห้องปฏิบัติการระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่รองรับข้อมูลได้มากกว่า 30 เทอราไบต์ หรือเท่ากับ ดีวีดี 6,500 แผ่นส่วนที่สามคือ ตู้ระบบหล่อเย็นของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง  และสุดท้ายคือตู้ระบบไฟสำรองที่ทันสมัย เทียบเท่าระบบของสนามบินสุวรรณภูมิ  โดยใช้เครื่องกำเนิด ควบคู่กับเทคโนโลยีไฟล์วีล (Flywheel technology) ที่มีน้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ และประหยัดพลังงาน ในกรณีที่ไฟฟ้าดับสามารถทำงานได้ต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมงนอกจากนี้ยังมีระบบกล้องวงจรปิดรอบตู้ 15 ตัว มีระบบควบคุมการเข้า-ออก และระบบดับเพลิงอัตโนมัติและเมื่อต้องปฏิบัติภารกิจ ในพื้นที่บัญชาการ เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างเช่น เกิดเหตุการณ์อุทกภัยในระดับ 3  (เกือบรุนแรง) ขึ้นไป ศูนย์แห่งนี้ยังมีหน่วยสนับสนุน   อย่างชุดสำรวจเคลื่อนที่เร็วทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ที่จะสำรวจข้อมูลภาคสนามเพิ่มเติมเพื่อให้การประมวลผลแม่นยำและรวดเร็วขึ้นโดยชุดเคลื่อนที่เร็วนั้น จะมีทั้งรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ลุยน้ำได้สูงถึง 80 เซนติเมตร และติดตั้งระบบทำแผนที่ระดับความสูงภูมิประเทศแบบเคลื่อนที่หรือ MMS เพื่อวัดความสูงของระดับถนน คันกั้นน้ำ แบบอัตโนมัติขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรือตรวจการณ์  ติดตั้งอุปกรณ์วัดความลึกท้องน้ำด้วยคลื่นเสียงพร้อมระบบจีพีเอส  ประมวลผลอัตโนมัติ  และเครื่องบินสำรวจอัตโนมัติขนาดเล็ก ติดตั้งกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งดร.รอยล บอกว่า หากอยู่ในภาวะปกติ ศูนย์นี้จะใช้เป็นระบบสำเนาข้อมูล สำหรับฐานข้อมูลน้ำระดับชาติ สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ  โดยประจำการอยู่บริเวณอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยา ศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานีการพัฒนาศูนย์เคลื่อนที่แห่งนี้ รวมทั้งชุดสนับสนุนการสำรวจเคลื่อนที่เร็วทั้งหมด  ดร.รอยล บอกว่า ใช้งบไปประมาณ 110 ล้านบาทส่วนการพัฒนาคลังข้อมูลน้ำฯ ในระยะต่อไป ก็คือการนำเข้าข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลน้ำในเขตเมือง ที่นอกเหนือไปจากกรุงเทพมหานครคาดว่าอีก 2 ปี ประเทศไทยจะมีคลังข้อมูลน้ำฯ ที่สมบูรณ์ !!!. นาตยา คชินทรnattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์ข้อมูลน้ำเคลื่อนที่ฯ แห่งแรกในเอเชีย – ฉลาดคิด

  • ปิดบ่อน้ำมันบ่อก๊าซในประเทศ ให้หมดเลยดีไหม! – พลังงานรอบทิศ

    ปิดบ่อน้ำมันบ่อก๊าซในประเทศ ให้หมดเลยดีไหม! – พลังงานรอบทิศ

    ระยะนี้มีผู้ส่งข้อความรวมทั้งรูปภาพเป็นแบบ info graphic ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เรียกร้องให้ปิดบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซในประเทศให้หมดเพื่อเก็บทรัพยากรปิโตรเลียมอันมีค่าเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต แล้วให้ไปนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศมาใช้แทน โดยบอกว่าคนไทยคงไม่กระทบอะไรเท่าไร เพราะถึงจะใช้น้ำมันและก๊าซที่ผลิตได้ในประเทศก็ต้องอิงราคาในตลาดโลกอยู่แล้ว  ความคิดนี้ยังได้ถูกขยายความไปถึงการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 อีกด้วยว่า ไม่ต้องรีบร้อนเปิดสัมปทานไปหรอกเพราะถ้าพบน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ คนไทยก็ต้องใช้ในราคาตลาดอยู่ดีสู้เก็บเอาไว้ดีกว่า อีก 20-30 ปีค่อยขุดขึ้นมาใช้ถึงตอนนั้นมูลค่าจะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกมาก ตอนนี้ก็ซื้อเขามาใช้ไปก่อนผมไม่ทราบว่าคนที่เริ่มต้นเผยแพร่ความคิดอย่างนี้เป็นใครและเขาคิดอย่างนี้จริง ๆ หรือไม่ หรือเพียงแค่อยากจะประชดว่าทำไมของที่เราผลิตได้เองในประเทศต้องขายให้คนไทยในราคาตลาดโลกด้วย (ซึ่งถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ต้องตอบกันยาว) เลยเสนอให้ปิดบ่อน้ำมันบ่อก๊าซกันเสียเลย แต่ถ้าเขาคิดอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็อยากจะบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ จริงอยู่ที่เราใช้ราคาตลาดเป็นตัวกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศไทย (เพื่อเก็บค่าภาคหลวงและภาษีจากกำไรของผู้ประกอบการ ถ้ากำหนดราคาซื้อขายต่ำรายได้ของรัฐก็จะต่ำไปด้วยและผู้ประกอบการก็จะไม่มีแรงจูงใจในการมาลงทุนสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย)  แต่น้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศนั้นมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้โดยเราผลิตได้เองเพียง 149,000 บาร์เรล/วัน (ใช้วันละ 898,000 บาร์เรล) ดังนั้นถึงแม้เราจะปิดหลุมน้ำมันทั้งหมดในประเทศก็คงไม่กระทบอะไรสักเท่าไร เพราะคงทำให้ต้องนำเข้ามากขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นหมายความว่าเรา จะต้องหันไปนำเข้าก๊าซปริมาณมากมายมหาศาลจากต่างประเทศและการนำเข้าก๊าซในปริมาณมากมายขนาดนั้นไม่มีประเทศเพื่อนบ้านรายไหนเขามีศักยภาพที่จะมาต่อท่อก๊าซมาขายให้คุณหรอกนั่นหมายความว่าคุณจะต้องนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว หรือที่เรียกว่าก๊าซแอลเอ็นจีที่ขนส่งกันทางเรือเท่านั้น ผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยมันจะเกิดขึ้นก็ตรงนี้แหละครับ คุณรู้ไหมว่าราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เราต่อท่อไปที่โรงไฟฟ้าใช้ผลิตไฟฟ้านั้นราคามันแค่ 9-10 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู (310 บาท/ล้านบีทียู) แต่ราคานำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีทุกวันนี้มันอยู่ที่ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู (550 บาท/ล้านบีทียู) แพงกว่ากันเกือบเท่าตัว นั่นย่อมหมายความว่าถ้าเราปิดบ่อก๊าซบ่อน้ำมันกันหมดประเทศจริง ๆ สิ่งที่จะต้องขึ้นไปและกระทบประชาชนทันทีคือค่าไฟฟ้าครับ  ทุกวันนี้เราใช้ไฟกันหน่วยละ 3.91 บาท เราก็ร้องกันจะแย่อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาปั่นไฟทั้งหมดคิดดูแล้วกันว่าค่าไฟจะขึ้นไปหน่วยละเท่าไร ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่าหน่วยละ 6 บาทแน่นอน แล้วค่าครองชีพจะเป็นอย่างไร ธุรกิจอุตสาหกรรมจะอยู่ได้ไหม เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาพูดกันเล่น ๆ หรือมาตีโวหารให้ตัวเองเป็นพระเอกดูดีแค่นั้นนะครับ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตและความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น ก่อนพูดต้องคิดให้มากครับ ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่ควรพูด ไม่ใช่มีปากก็พูดปลุกระดมไปวัน ๆ ให้คนเข้าใจผิดตัวเองจะได้เป็นฮีโร่ตลอดกาล!!! 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปิดบ่อน้ำมันบ่อก๊าซในประเทศ ให้หมดเลยดีไหม! – พลังงานรอบทิศ