Blog

  • ออมสินออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่

    ออมสินออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่

    นายธัชพล กาญจนกูล รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝาก เผื่อเรียกพิเศษเพิ่มสุข ระยะเวลารับฝาก 21 เดือน เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 ธ.ค.57 เท่านั้น เปิดรับฝากทั้งบุคคลทั่วไปอายุตั้ง 7 ปีขึ้นไป และนิติบุคคลทุกประเภท ต้องเปิดบัญชีขั้นต่ำ 50,000 บาท ฝากได้สูงสุดไม่เกินรายละ 10 ล้านบาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท โดยกำหนดดอกเบี้ยแบบขั้นบันได คิดเป็นดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.785% ต่อปี แบ่งเป็น เดือนที่ 1-6 เท่ากับ 1.50% ต่อปี เดือนที่ 7-12 เท่ากับ 2.25% ต่อปี เดือนที่ 13-18 เท่ากับ 3.25% ต่อปี เดือนที่ 19-21 เท่ากับ 5.50% ต่อปีทั้งนี้ ธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ฝาก โดยผู้ฝากโดยได้รับดอกเบี้ยทุกเดือน ด้วยการบัญชีเผื่อเรียก เพื่อใช้เป็นบัญชีคู่โอน ซึ่งผู้ฝากบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษี รวมทั้งได้ขยายเวลาการเปิดรับฝาก เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 5 เดือน และเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ เป็นเปิดรับฝากไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค.57 โดยมีดอกเบี้ย 2.10% ต่อปี เปิดรับฝากสำหรับบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนิติบุคคลทุกประเภท ผู้ฝากบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษี โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ฝากเพิ่ม ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ฝากขณะเดียวกัน ยังมี เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน กำหนดดอกเบี้ย 2.45% ต่อปี เปิดรับฝากสำหรับบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนิติบุคคลทุกประเภท แต่สำหรับผู้ฝากบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษี เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท คำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ฝาก“ออมสินในฐานะสถาบันที่ดำเนินภารกิจสำคัญ คือมุ่งมั่นทำหน้าที่ส่งเสริมการออม และกำหนดรูปแบบการออมผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากต่าง ๆ มากมายอย่างหลากหลาย เพื่อสนับสนุนภาคการออมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากอย่างต่อเนื่อง”สำหรับ เงินฝากที่เปิดรับฝากใหม่และส่วนที่รับฝากต่อเนื่องนี้ ธนาคารต้องการรักษาฐานลูกค้า ซึ่งออมสินในฐานะสถาบันเพื่อการออม พร้อมที่จะทำให้การออมเงินของคนไทย ภายใต้การส่งเสริมให้คนไทยมีแผนการออมเงินที่มีประสิทธิภาพและหลากหลาย โดยได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ผ่านการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ประชาชนผู้ออมเงินได้เลือกใช้บริการ ฝากเงินกับสถาบันการเงินที่มั่นคง แข็งแกร่ง และเป็นที่ไว้วางใจในทุก ๆ ครั้งเมื่อออมเงิน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่

  • เล็งตั้งตลาดชุมชนขายของถูก

    เล็งตั้งตลาดชุมชนขายของถูก

    รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ กำลังเจรจาขอใช้ที่ดินของหน่วยงานราชการ เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โรงเรียน และ วัด ในการจัดตั้งตลาดชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถซื้อสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด10-20% ตามนโยบายการลดค่าครองชีพของรัฐบาล พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ค้าในท้องถิ่น ผู้ค้าส่ง ค้าปลีก ในจังหวัดมีช่องทางจำหน่ายสินค้ามากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มตลาดชุมชนไม่ต่ำกว่า 700 แห่ง ในปี 57 โดยจะนำร่อง 5 พื้นที่,ก่อนจะเพิ่มจำนวนเป็น 200 แห่งในปี ปี 58 และ 500 แห่งในปี 59สำหรับช่วงเวลาที่จะเปิดตลาดชุมชน เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันสำคัญทางศาสนา และ เทศกาลต่าง ๆ โดยกรมการค้าภายในจะสนับสนุนตราชั่งกลาง ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม ค่าประชาสัมพันธ์ กิจกรรมส่งเสริมการค้า สินค้าราคาธงฟ้า และค่าส่งเสริมการขาย ส่วนสินค้าที่จำหน่ายมีทั้งสินค้าบริโภค อุปโภค และปัจจัยการผลิตการเกษตรเช่น ข้าวสารถุง หมู ไก่ ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล ผัก ผลไม้ สบู่ ชุดนักเรียน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เคมีเกษตร เป็นต้น“เป็นแผนที่เร่งด่วนในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งกรมการค้าภายในได้นำเสนอแผนให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ แล้ว ซึ่งข้อดีในการจัดตั้งตลาดชุมชน คือทำให้ประชาชนในพื้นที่ ซื้อสินค้าในราคาถูก,ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีแหล่งจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนจนส่งผลให้มีอาชีพและรายได้เสริมแก่ครัวเรือนเป็นต้น”ขณะเดียวกันในปี งบประมาณ 58 กรมฯ มีแผนในการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด950 ครั้ง คาดว่าประชาชนได้รับประโยชน์ 6.5 ล้านคน สามารถลดภาระค่าครองชีพ 950 ล้านบาท รวมถึงช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี สินค้าเกษตร สินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนอกจากนี้จะช่วยชะลอการปรับราคาสินค้าในตลาดทั่วไปทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการจัดงาน จำหน่ายสินค้าธงฟ้า,สร้างรายได้แก่ผู้เกี่ยวข้องและธุรกิจต่อเนื่อง เช่น แรงงาน ผู้ผลิต วัตถุดิบ เป็นต้น และ คาดว่าการจัดงานธงฟ้าในปีงบประมาณ 58 จะช่วยให้มีรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3,800 ล้านบาทส่วนความคืบหน้าโครงการร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จเพื่อคืนความสุขทุกจานให้ประชาชน โดยการคัดเลือกร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จที่จำหน่ายอาหารไม่เกิน 25-35 บาทต่อจาน โดยตั้งเป้าหมายในกรุงเทพฯและปริมณฑล 1,000 ร้านและต่างจังหวัด 5,000 ร้าน พบว่า ล่าสุดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมีร้านอาหารมาสมัคร 1,240 ราย และต่างจังหวัด 397 รายใน 30 จังหวัดแล้วทั้งนี้ในส่วนของร้านที่เข้าร่วมโครงการการกรมฯได้สนับสนุนก๊าซหุงต้มราคาถูกแก่ร้านถูกกว่าราคาปัจจุบัน 7.5 บาทต่อ 1 ถัง (15 กก.) เดือนละ 10 ถังทำให้ร้านค้าประหยัดรายจ่ายได้ 675 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ก็จะสนับสนุนในการเชื่อมโยงวัตถุดิบเพื่อให้ต้นทุนการทำอาหารถูกลง เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งตั้งตลาดชุมชนขายของถูก

  • ศึกค้าปลีกไทยแข่งเดือด

    ศึกค้าปลีกไทยแข่งเดือด

    น.ส.ดวงตา พงษ์วิไลย์ ผู้จัดการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเร่งปรับปรุงศูนย์การค้าสาขาเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการปรับโซนพื้นที่การขายและเพิ่มร้านอาหาร รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ สร้างความหลากหลาย เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ดึงดูดลูกค้าครอบครัวยุคใหม่และวัยเริ่มต้นทำงานมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นครอบครัวและผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีด้วยสัดส่วนกว่า40% ของลูกค้าทั้งหมด และมั่นใจว่าเมื่อแล้วเสร็จจะกระตุ้นจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 20% อย่างแน่นอนล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเดอะมอลล์ บางแคและบางกะปิ โดยได้เพิ่มร้านอาหารชื่อดังที่มีสาขาอยู่ในย่านสยามสแควร์และแหล่งอื่นๆ รวมถึงร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าบริเวณกรุงเทพรอบนอก ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปีหน้า จากนั้นจึงเตรียมจะปรับปรุงเดอะมอลล์งามวงศ์วานและนครราชสีมาต่อไป“การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกเริ่มรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะย่านบางแคและบางกะปิ ที่มีศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์เข้ามาเปิดล้อมรอบมากมาย เพราะเป็นทำเลที่ดีมีคนพักอาศัยมากขึ้น จากการขยายตัวของกรุงเทพฯ เราจึงต้องเร่งปรับตัว หลังจากที่ไม่ได้ปรับเพิ่มร้านค้ามาเกือบ 10 ปี โดยเริ่มทยอยทำตั้งแต่ปีก่อนแล้วที่ปรับปรุงสวนน้ำและโซนเด็กต่าง ๆ”ด้านน.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ ออกแบบและก่อสร้าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้า กล่าวว่า บริษัมมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยจะพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งที่ในบริเวณกรุงเทพรอบนอกและปริมาณฑลเป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มรายได้และกำไรให้ได้ 10-15% ต่อปี โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสเกตส์ ย่านบางใหญ่ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จในปี 58 จะสร้างรายได้ใกล้เคียงกับรายได้จากศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว หรือเซ็นทรัลเวิลด์ได้อย่างแน่นอน“แนวโน้มความหนาแน่นของจำนวนประชากรในบริเวณบางใหญ่เริ่มเติบโตมากขึ้น จากการสำรวจพบว่าความต้องการที่พักอาศัยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 5 เท่า นอกจากนี้ยังเป็นทางผ่านของเส้นทางเดินทางหลายจุด รวมไปมอเตอร์เวย์เชื่อมต่อไปยังประเทศเมียนมาร์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีรถวิ่งผ่านประมาณ 85 ล้านคันต่อปี โดยบริษัทมั่นใจว่าเมื่อเปิดแล้วจะทำให้มีผู้มาใช้บริมาณมากพอๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์หรือประมาณ 100,000-120,000 คน ต่อวัน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศึกค้าปลีกไทยแข่งเดือด