เดือนตุลาคม ช่วงเวลาเริ่มของความสดชื่น สุขสันต์ ของเหมันต์เมืองไทยมาถึงแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่า ฤดูหนาวปีนี้ จะมาตามเวลาปกติ กลางเดือนตุลาคม สิ้นสุดกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสัมผัสก่อนใคร ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน แต่ปีนี้จะไม่หนาวเย็นมากอย่างที่อยาก อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่แล้ว มีเย็นเป็นบางช่วง ส่วนใหญ่อยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม แทนที่จะซื้อหาเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอชุดใหม่ เปลี่ยนไปซื้อเสื้อกล้าม บิกินีซะ แต่ในสัปดาห์นี้ ช่วงวันที่ 29 ก.ย. – 2 ต.ค. ความกดอากาศสูงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ความกดอากาศสูง คือลมเย็น แต่ระลอกแรกที่มา ไม่ได้ทำให้สัมผัสความสดชื่นทันที แต่จะเป็นฝนและลมกระโชกแรงนำ จุดแรกที่จะโดน คือภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ระวังฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ความกดอากาศสูงก้อนนี้ จะดันร่องมรสุม ให้เลื่อนมาทางภาคกลางและภาคตะวันออก พร้อมกับเสริมฤทธิให้มีกำลังแรงขึ้น ทำนายไว้ว่า ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ จะได้ฝนเยอะขึ้นในเกณฑ์กระจายหรือเกือบทั่วไป 60 – 80 เปอร์เซ็นต์ มีฝนตกหนักบางแห่ง ถัดจากนั้น ช่วงปลายสัปดาห์ วันที่ 3-4 ต.ค. ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนอีกระลอก จะแผ่ลงมาคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ดันให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาถึงผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก จังหวะนั้นจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนหนาแน่น และตกหนักบางแห่ง สรุปความของสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นตัวฉายภาพของลักษณะอากาศครึ่งแรกของเดือนตุลาคม ที่มีสภาพแปรปรวน ของช่วงเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ปริมาณและการกระจายของฝนจะลดลง แต่ก็มีฝนตกหนักได้เป็นบางวัน ส่วนมากบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก เริ่มมีอากาศเย็นตอนเช้า โดยเฉพาะตอนบนของทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศช่วงต่อจากนี้ คงเป็นที่พอใจของคนจำนวนมากเพราะฝนจะร้างฟ้าออกไป แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ คือน้ำที่จะได้จากธรรมชาติก็จะลดลง ในขณะที่ปริมาณกักเก็บตามอ่างเก็บน้ำหลักของประเทศมีน้อยอย่างใจหาย อย่าละเลยกับการเรียนรู้เรื่องการประหยัดและความพอเพียงในการใช้น้ำ เพื่อป้องกันการวิวาทแย่งชิงที่จะเกิดขึ้น หยาดน้ำฟ้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หน้า(ไม่)หนาว มาแล้ว!! – รู้หลบ
Blog
-

หน้า(ไม่)หนาว มาแล้ว!! – รู้หลบ
Facebook Comments -

Traffy Transit : รถโดยสารของฉันอยู่ที่ไหน
ปัจจุบันอุปกรณ์จีพีเอส หรือการระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า รถโดยสาร รวมถึงการติดตั้งในรถยนต์ส่วนบุคคลที่ทุกวันนี้แทบจะกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เกือบทุกคัน …จะดีแค่ไหน! หากข้อมูลมหาศาลจากระบบจีพีเอสเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน…“ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม” หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ หรือไอทีเอสแล็บ หน่วยวิจัยสารสนเทศการสื่อสารและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บอกว่า ระบบจีพีเอสปัจจุบันมีเพียงเจ้าของและผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีการต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการให้บริการอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเสียค่าบริการทุกเดือนขณะเดียวกันผู้โดยสารที่จะต้องใช้พาหนะนั้น ๆ กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจีพีเอส ไม่รู้ว่ารถอยู่ที่ไหน และจะต้องคอยอีกนานเท่าใดทีมวิจัยจากไอทีเอสแล็บจึงพัฒนา “Traffy Transit” ขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ข้อมูลจีพีเอสที่มีอยู่เกิดประโยชน์มากที่สุดบริษัทผู้ให้บริการรถโดยสารที่ติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอสไว้แล้ว สามารถนำข้อมูลมาทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นทั้งกับผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ เนื่องจากระบบสามารถที่จะคำนวณค่าทางสถิติที่สำคัญต่าง ๆ โดยเป็นอัลกอริธึ่มเรียนรู้ข้อมูลเส้นทางและจุดจอด คัดแยกระหว่างการจอดรับผู้โดยสารและการจอดอื่น ๆ เช่น รถติด หรือติดไฟแดง คัดแยกเส้นทางเดินรถประจำทางและเส้นทางอื่น ๆ มีการส่งข้อมูลมาวิเคราะห์ ประมวลผล และจัดทำเว็บแอพพลิเคชั่น แสดงตำแหน่งและเวลาเข้าป้ายแก่ผู้เดินทางได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังช่วยในการบริหารต้นทุนด้านพลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วยดร.วสันต์ บอกว่า ระบบนี้จะเน้นข้อมูลจีพีเอสที่มีอยู่แล้ว จากรถจำนวนเป็นแสน ๆ คัน เพียงแค่ส่งข้อมูลให้กับระบบ ซึ่งอยู่บนคลาวด์ คอมพิวติ้ง ก็สามารถจะใช้งานได้ทันทีปัจจุบันมีการทดสอบการใช้งานระบบแล้วกับรถรับ-ส่งพนักงานของ สวทช. และรถตู้โดยสารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตระบบนี้สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น รถโดยสารประจำทาง รถรับพนักงานของบริษัทต่าง ๆ รวมถึงรถโรงเรียน ที่ผู้ปกครอง สามารถติดตามดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานได้อย่างใกล้ชิดเรียกว่า…ช่วยแก้ปัญหาไม่รู้ว่ารถอยู่ที่ไหน? หากใช้ Traffy Transit “รู้ตำแหน่ง รู้เวลาเข้าป้าย และลดเวลารอ”.นาตยา คชินทรnattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : Traffy Transit : รถโดยสารของฉันอยู่ที่ไหนFacebook Comments -

โยนไอซีทีตัดสินกรณี “ทีโอที-กสท.”
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรัฐวิสา หกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สคร.ได้หารือกับนายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แล้ว แต่การควบรวมนั้น จะใช้เป็นแนวทางสุดท้าย เพราะไอซีทีจะหาแนวทางอื่นแก้ปัญหาก่อน เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบฐานะที่แท้จริงออกมา ถึงจะกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาได้ชัดเจน“ขณะนี้ สคร.ยังไม่ได้กำหนดว่าการแก้ปัญหา ต้องควบรวม เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท มีกระทรวงที่ดูแลและกำหนดแนวทาง คาดว่าจะสามารถรายงานให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด รับทราบครั้งต่อไป”อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังกำหนดวันการประชุมซุปเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพราะอยู่ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งประธานคณะกรรมการใหม่ จากหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ (คสช.) มาเป็น นายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนจากปลัดกระทรวง มาเป็นรมว.ประจำกระทรวงแทน เพื่อให้การกำหนดนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน รวดเร็วมากขึ้นอย่างไรก็ตาม นายสมหมาย ได้สั่งให้ สคร. เปิดแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นจากฟากเอกชน ทั้งผู้รับเหมา นักกฎหมาย เกี่ยวกับกฎหมายร่วมทุนรัฐและเอกชนฉบับใหม่ (พีพีพี) ที่มีผลบังคับใช้มา 1 ปี แต่ยังไม่มีโครงการไหนของรัฐดำเนินการตามกฎหมายหมายพีพีพีได้ เพื่อนำความเห็นต่าง ๆ มาเขียนเป็นกฎหมายลูกที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้ามาร่วมลงทุนโครงการของรัฐมากขึ้นนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลให้ควบรวมบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม เข้าด้วยกัน เพิ่งเป็นการเริ่มต้นการศึกษาความเป็นไปได้ ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายจะต้องควบรวม หรือใช้วิธีการอื่นในการแก้ปัญหาฐานะการเนินงานของทั้ง 2 บริษัทก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเจ้าสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยจะพิจารณาแนวทางสนับสนุนการทำธุรกิจร่วมกัน เพราะการให้สัญญาสัมปทานกับเอกชนจะสิ้นสุดในปี 58 นี้ เช่นเดียวกับบริษัทมหาชนจำกัดอื่น ๆ กระทรวงการคลังจะต้องเร่งปรับปรุงรูปแบบการกำกับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น สามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โยนไอซีทีตัดสินกรณี “ทีโอที-กสท.”Facebook Comments