Blog

  • ‘ราคูเท็นตลาดดอทคอม’ พร้อมรีแบรนด์สู่ระดับโลก – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    ‘ราคูเท็นตลาดดอทคอม’ พร้อมรีแบรนด์สู่ระดับโลก – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

    วินาทีนี้ ต้องยอมรับว่า ธุรกิจอีคอม เมิร์ซ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและร้อนแรงมากขึ้น เนื่องจากกระแสธุรกิจซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์ เริ่มเป็นที่ยอมรับของคนไทยมากยิ่งขึ้น และจะเพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้นในปีหน้า ซึ่ง “ภาวุธ พงษ์วิทยุภานุ” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการราคูเท็น ตลาด ดอทคอม ( Rakuten TARAD. Com) บอกว่า ปีพ.ศ. 2557 จะเป็นปีที่น่าจับตามองของวงการอีคอม เมิร์ซไทยอีกปีหนึ่ง เนื่องจากจำนวนตัวเลขของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น ทำให้การซื้อขายออนไลน์พัฒนาไปอย่างมาก ส่งผลให้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักดี หันเข้ามาทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น และจะมี ร้านค้าจำนวนมากที่ ทำยอดขายได้อย่างสวยงาม สำหรับราคูเท็นในปีที่ผ่านมา มีการทำตลาดอย่างเต็ม ที่ ทั้งปรับเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ให้มีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังอาศัยช่องทางสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก ที่สามารถล็อกอินเข้ามาชมสินค้า และการเพิ่มช่องทางส่งอีเมลไปกว่า 20 ล้านฉบับ โดยการย่อขนาดและปรับเปลี่ยนรูปภาพให้เหมาะสมกับมือถือ ทำให้ปัจจุบัน มีผู้เข้าชมเว็บจำนวนกว่า 30 ล้านคน เป็นสมาชิก 2.5 ล้านคน และมีผู้ประกอบการร้านค้าบนเว็บจำนวน 3 แสนร้านค้า และร้านค้าระดับพรีเมียมอีก 2,000 ร้านค้า ส่วนในปีพ.ศ. 2557 ราคูเท็น ตลาด ดอท คอม จะปรับเปลี่ยนอีกครั้ง และมุ่งสู่ระดับโลกมากขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “ราคูเท็น ดอทซีโอดอททีเอช ตลาดออนไลน์” (Rakuten.co.th TARAD online) ที่จะดึงผู้ประกอบการระดับพรีเมียมที่เป็นลูกค้าปัจจุบันเข้าสู่รูปแบบของธุรกิจราคูเท็น ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นช่วยให้ผู้ประกอบการคนไทยเปิดตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น งานนี้นอกจากผู้ประกอบการระดับพรีเมียมต้องปรับตัวแล้ว ผู้ประกอบการร้านค้าคนไทยที่อยู่ใน ราคูเท็น ตลาด ดอทคอม อีก 3 แสนร้านค้า ต้องรับมือกระแสคนไทยที่เบนทิศเข็มหันมาซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อแข่งขันกับต่างชาติที่ทำธุรกิจเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน นายภาวุธ ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตามองในวงการอีคอมเมิร์ซ คือตลาดขนส่งที่เป็นปัจจัยหลักของอีคอม เมิร์ซเพื่อใช้ในการส่งสินค้า ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างประเทศหันมาสนใจลงทุนเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นไปรษณีย์ไทย ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนต่อไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน คนไทยหันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ในต่างจังหวัดเริ่มซื้อสินค้าออนไลน์ ถึง 78% ถือว่าแซงหน้ากลุ่มลูกค้ากรุงเทพฯ และที่สำคัญการดูสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือ มียอดที่สูงกว่าดูผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสะท้อนให้เห็น ว่าการใช้งานอินเทอร์ เน็ต การมีเทคโนโลยี 3 จี หรือแม้กระทั่งตัวอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บแล็ต ราคาถูกลงทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงนับว่าตลาดอีคอม เมิร์ซไทยยังคงเติบโตไปได้อย่างแน่นอน หากผู้ประกอบการร้านค้าปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ราคูเท็นตลาดดอทคอม’ พร้อมรีแบรนด์สู่ระดับโลก – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ

  • พพ. เตรียมติดโซลารูฟทอปให้อาชีวะแห่งทั่วประเทศ

    พพ. เตรียมติดโซลารูฟทอปให้อาชีวะแห่งทั่วประเทศ

    นายประมวล จันทร์พงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ในปี 57 กรมฯ เตรียมติดตั้งพลังแสงอาทิตย์ที่ติดบนหลังคา (โซล่า รูฟทอป) ให้วิทยาลัยอาชีวะ 400 แห่งทั่วประเทศ กำลังการผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่งประมาณ 40 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณแห่งละ 2 ล้านกว่าบาท เพื่อส่งเสริมให้วิทยาลัยอาชีวะ ใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งเป็นการฝึกให้นักศึกษาอาชีวะ เรียนรู้ศึกษาการบำรุงรักษา และซ่อมแซมแผ่นโซล่ารูฟทอปด้วย เนื่องจากในปัจจุบันภาครัฐมีการส่งเสริมให้ใช้โซล่ารูฟทอปอย่างแพร่หลาย แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษา หรือซ่อมแซมไม่มาก “หลัง จากที่พพ. ไปติดตามตามอาชีวะต่างๆแล้ว เราก็จะขอความร่วมมืออาชีวะแต่ละแห่งให้บรรจุการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแผ่นโซ ลารูฟทอปเข้าไปในการเรียนการสอน เป็นวิชาเสริมด้วย เพราะต่อไปบ้านเรือนต่างๆ จะมีคนติดโซลารูฟทอปกันมากขึ้น นักศึกษาอาชีวะต่างๆ จะได้มีส่วนช่วยตรงจุดนี้ได้ และพพ. ยังเตรียมไปติดตั้งโซลารูฟทอป ให้โรงพยาบาลตามต่างจังหวัดอีก 400 กว่าทั่วประเทศเช่นกัน กำลังการผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่ง 20 กิโลวัตต์ และจะเปลี่ยนหลอดประหยัดแอลอีดีให้อีกด้วย เพื่อช่วยโรงพยาบาลต่างๆ ลดต้นทุนในการใช้พลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย โดยแต่ละแห้งจะใช้งบประมาณ 2 ล้านกว่าบาทเช่นกัน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พพ. เตรียมติดโซลารูฟทอปให้อาชีวะแห่งทั่วประเทศ

  • ออมสินเล็งปล่อยสินเชื่อกลุ่มโอทอป

    ออมสินเล็งปล่อยสินเชื่อกลุ่มโอทอป

    นายบรรลือ พันธ์พงษ์เจริญ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มธุรกิจสินเชื่อ เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าที่ขายสินค้าภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อปมากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยเข้าไปทำตลาดมาก่อน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อย รองลงมาเป็นรายใหญ่ และกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี แต่ในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อย่างรุนแรงจึงต้องหากลุ่มลูกค้ากลุ่มอื่นมาทดแทน นอกจากนี้เห็นว่าสินค้าโอท็อปของไทยเริ่มที่แข็งแกร่ง สามารถทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจได้เป็นจำนวนมาก และบางรายมีการขยายตลาดไปต่างประเทศจึงเชื่อว่าจะเป็นช่องทางเพิ่มยอดสินเชื่อได้ สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อนั้น จะต้องดูว่าสินค้าโอท็อปได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาชุมนมหรือไม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นโอท็อปกี่ดาว แต่วงเงินการให้สินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจว่า แต่ละธุรกิจมีการทำตลาด มีรายได้ และผลกำไรมากน้อยแค่ไหน ส่วนปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลไม่ได้กังวลมากนัก เพราะในภาพรวมหนี้เสียเฉลี่ยอยู่ที่1.3% แต่สินเชื่อธุรกิจสัดส่วนอาจสูงเล็กน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 4%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินเล็งปล่อยสินเชื่อกลุ่มโอทอป