ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ รายได้จากการท่องเที่ยว…ถือเป็นเครื่องยนต์หลักเพียงเครื่องยนต์เดียว ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 56 เดินหน้าขยายตัวต่อไปได้โดยไม่ตกเหว เพราะลำพังจะพึ่งพิงเพียงแค่รายได้จากการส่งออกเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีก คงไม่ง่ายนัก! สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจโลกยังยักแย่ยักยัน…ไม่เห็นหนทางหรือแสงสว่างที่ชัดเจนนัก ตลาดหลักหลายแห่งยังไม่สดใส ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังโงหัวไม่ขึ้น ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดแรงกระตุ้นจากมาตรการของรัฐบาล ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยลดน้อยถอยลง ทำให้หลายสำนักวิจัยต่างประเมินว่าตลอดทั้งปี 56 นี้การส่งออกขยายตัวได้ 1-3% เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจที่ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้คงสามารถขยายตัวได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น ดังนั้นรายได้จากการท่องเที่ยว…จึงเข้ามามีบทบาทเข้ามามีส่วนสำคัญ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางพายุท่ามกลางขวากหนามสารพัด ด้วยเหตุที่ว่าไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ มีสินค้าท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว เพราะไม่ว่านักท่องเที่ยวจะต้องการสินค้าแบบใด เมืองไทย… สามารถตอบสนองความต้องการได้หมด ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เทศกาลท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร สินค้าพื้นเมือง สินค้าคุณภาพ ที่มีหลากหลายดีไซน์หรือจะเป็นการเข้ามาพักรักษาตัว เสริมความงาม ตีกอล์ฟ และอีกสารพัด นักท่องเที่ยวสามารถเลือกสรรได้ นอกจากนี้…โครงสร้างพื้นฐานทางด้านการท่องเที่ยวในไทย ยังมีอยู่อย่างครบครัน ทั้งการเดินทางที่สะดวกสบาย โรงแรมที่พัก อาหารการกิน รวมไปถึงอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นมิตร ได้สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แม้ในความเป็นจริงแล้วอาจจะยังมีอีกหลายตัวแปรที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงให้กับนักท่องเที่ยว… ทั้งเรื่องของความปลอดภัย เรื่องการหลอกลวง หรือเรื่องการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในสารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่ที่นิยม อย่างภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย หรือพัทยา แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถือเป็นเจ้าภาพได้พยายามดำเนินการและขอความร่วมมือจากหลาย ๆ หน่วยงานเพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะ…เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ 2.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 58 โดยล่าสุดในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย. 56) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.96 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 853,122 ล้านบาทแล้ว ส่วนทั้งปี 56 ได้ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 26 ล้านคน ไม่ต่ำกว่า 1.17 ล้านล้านบาท ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทุกฝ่ายจึงตั้งความหวังไว้กับการท่องเที่ยวไทย ว่าจะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยบูทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแม้แต่แผนพัฒนาชาติเองได้พยายามที่จะปรับโครงสร้างรายได้ของประเทศใหม่จากเดิมที่เน้นในเรื่องของการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว ก็หันมาให้ความสำคัญกับรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น แม้ว่ารายได้ท่องเที่ยวจะกลายเป็นความหวังเป็นความฝันของคนในชาติ แต่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์ทาง “การเมือง” ที่เวลานี้ทุกฝ่ายกำลังจับจ้องว่าสุดท้ายแล้วการชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยใช้นกหวีด เป็นสัญลักษณ์ครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร? ถ้า…ทุกอย่างจบลงได้อย่างรวดเร็ว การชุมนุมไม่ยืดเยื้อ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในประวัติศาสตร์ ก็เชื่อว่าจะไม่เสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ ไม่เสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ทำให้นักท่องเที่ยวหวาดกลัว แม้ว่านักท่องเที่ยวจะมองว่าเป็นเรื่องปกติของวิถีทางระบอบประชาธิปไตยก็ตามแต่ตราบใดที่เหตุการณ์ทางการเมืองบานปลาย…ทุกอย่างอยู่เหนือความคาดหมายขึ้นมา เชื่อได้ว่าความหวังความฝันจากการท่องเที่ยวคงจบเห่! หากจำกันได้ เหตุการณ์ชัดเจนที่สุด คงเป็นม็อบเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อปี 53 โดยขณะนั้นการชุมนุมยืดเยื้อนานหลายเดือน และมีการพัฒนาความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจุดนี้…ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกับชาวต่างชาติมากที่สุด จนทำให้สถานทูต 36 ประเทศทั่วโลก ต้องออกแถลงการณ์แนะนำการเดินทางเข้าไทยเริ่มตั้งแต่การเตือนให้ระมัดระวังตัวเองเมื่อมาเมืองไทยมากขึ้น ไปจนถึงเตือนให้ทบทวนการเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เหตุการณ์ม็อบ…ในครั้งนั้น แค่ระยะเวลาการชุมนุมเพียง 1 เดือนเศษ ปรากฏว่าภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเสียรายได้ไปไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ตัวเลขการเติบโตลดลงจากที่คาดการณ์กว่า 20% ไม่เพียงแต่เฉพาะการชุมนุมม็อบใหญ่ ๆ ระดับประเทศเท่านั้นที่สร้างปัญหาให้กับภาคการท่องเที่ยว ม็อบภูมิภาค อย่างการ ประท้วงของม็อบยางพาราในภาคใต้ ที่มีการปิดเส้นทางการเดินทางเชื่อมต่อในภาคใต้แบบข้ามภูมิภาค และเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ก็ได้สร้างความเสียหายกับภาคการท่องเที่ยวไปแล้วกว่า 515 ล้านบาท เพราะการชุมนุมของกลุ่มยางพาราได้ปิดด่านชายแดน รวมทั้งการปิดสนามบิน ทั้งนักท่องเที่ยวไทย และนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ จึงมีจำนวนลดลง แม้ว่าในขณะนี้ เหตุการณ์ยังไม่ได้รุนแรงเหมือนในครั้งนั้น แต่จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศก็พบว่า มีสถานทูตจาก 8 ประเทศ ได้แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาเมืองไทยแล้ว ทั้ง แคนาดา บราซิล อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย สวีเดน อิสราเอล ญี่ปุ่น และเขตเศรษฐกิจไต้หวัน ในจำนวนนี้หลายแห่งเป็นการแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นการเตือนเพียงแค่ระดับ 1 เท่านั้น ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่ต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไว้ 4 แนวทางคือแนวทางแรกหากการชุมนุมต่อเนื่องและเคลื่อนไหวถึงปีหน้า และมีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 200,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางที่ 2 การชุมนุมยังคงต่อเนื่องมีการเคลื่อนไหวถึงปลายปี และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง จนกระทบการท่องเที่ยวและการลงทุน ทำให้เกิดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ 150,000 ล้านบาท ส่วนแนวทางที่ 3 หากการชุมนุมต่อเนื่องแต่เป็นไป ด้วยความสงบเรียบร้อยจนถึงสิ้นปี และไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและลงทุนมากนักก็จะเกิดความเสียหาย 10,000– 20,000 ล้านบาท และสุดท้ายคือถ้าการชุมนุมสามารถคลี่คลายลงภายใน 1-2 สัปดาห์ด้วยความสงบ เช่น รัฐบาลยกเลิก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านสลายตัวลง ก็จะไม่เกิดความเสียหายของเศรษฐกิจ ดังนั้น…รัฐบาลจึงไม่สามารถที่จะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านเลยไปแล้วไปซ้ำรอยเหมือนในอดีตที่ผ่านมาได้อีก เพราะเวลานี้สังคมต้องการคำตอบ…ต้องการความชัดเจนที่ชัดเจนจริง ๆ ไม่เช่นนั้นในอนาคต เมืองที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งยิ้ม อาจจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ยิ้มแล้วแต่อาจกลายเป็นภาพแห่งการนองเลือดแทนก็ได้!!. เอวิกานต์ บัวคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหวั่นม็อบนกหวีดยืดเยื้อฉุดรายได้ท่องเที่ยว…หล่นวูบ
Blog
-

เอกชนหวั่นม็อบนกหวีดยืดเยื้อฉุดรายได้ท่องเที่ยว…หล่นวูบ
Facebook Comments -

ประธานกูเกิล แนะไทยควรเร่งประมูล4จี
ประธาน กูเกิล ฝากรัฐบาลไทยเร่งผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต พร้อมลุ้นให้มีการประมูล 4 จี โดยเร็วหลังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย นายเอริค อี. ชมิดท์ ประธานบริหาร กูเกิล อิงค์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอนาคตและมีโอกาสเติบโต ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองก็ตาม แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ได้ฝากไปถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ถึงการเร่งให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้แพร่หลายครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว เพราะที่ผ่านมาการประมูล 3 จี ของประเทศไทยถือว่ามีความล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้บริการ 3 จี ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเทคโนโลยีขึ้นมาก ดังนั้น ประเทศไทยควรที่จะเร่งให้เกิดการประมูล 4 จี เพราะเทคโนโลยี 4 จี ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่า และถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรรีบดำเนินการ คือการผลักดันให้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแพร่หลาย และครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว เพราะหากช้าประเทศไทยจะเสียโอกาสมากขึ้น ส่วนนโยบายแจกแท็บ เล็ตในไทยถือว่าเป็นนโยบายที่ดี “ใน 10 ประ เทศอาเซียนไทยตามหลังมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทยถือเป็นอันดับ 3 โดยสิงคโปร์ มีสิ่งแวดล้อมในการลงทุนที่ดีกว่า ไทยควรมีอีโคซิสเต็มส์ที่ดี โดยเริ่มจากผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพออกมาก่อน อีกทั้งประเทศไทยกำลังมีปัญหาทางการเมือง แต่ตลาดเมืองไทยก็มีขนาดใหญ่มาก มีความทันสมัย และผู้คนให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ โฆษณา และแฟชั่น” นายชมิดท์ กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประธานกูเกิล แนะไทยควรเร่งประมูล4จีFacebook Comments -

เก็ดเจ็ทคอมมาร์ต 2013
เก็บตกสีสันของเล่นไฮเทคหรือเก็ดเจ็ทของคนไอที จากงาน “คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2013” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นประจำกับงานแสดงสินค้าไอทีในช่วงปลายปีงานนี้ที่ผู้จัดอย่างบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) จะต้องไปเสาะหาเก็ดเจ็ทไอที มาให้บรรดาผู้ที่ชื่นชอบเทคโน โลยีแบบล้ำ ๆ ได้แข่งขันกันเป็นเจ้าของ ด้วยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 1 บาท โดยปีนี้ไฮไลต์ เก็ดเจ็ทที่นำมาให้ประมูลอยู่ที่ 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ชิ้นแรก คือ ลีฟ โมชั่น คอนโทลเลอร์ (Leap Motion Controller) หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เราสามารถบังคับการทำงานต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับหน้าจอ แต่ใช้ “มือ” หรือสิ่งของอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอก บังคับแทน คล้าย ๆ กับไคเน็กซ์ (Kinect) ของไมโครซอฟท์ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อุปกรณ์ ลีฟ โมชั่น จะมีขนาดเล็ก และราคาถูกกว่ามาก เซ็นเซอร์ มีความละเอียดในการตรวจจับมากกว่า 100 เท่า สามารถตรวจจับได้ทุกข้อนิ้วและข้อมือ มีความแม่นยำในระดับ 0.01 มิลลิเมตร การเชื่อมต่อทำแค่เพียงเสียบสายยูเอสบี อนาคตอุปกรณ์นี้มีแผนพัฒนาให้สามารถใช้งานแบบไร้สายได้อีกด้วย ส่วนชิ้นที่สอง คือ ไซเบอร์ ช็อต คิวเอ็กซ์ 10 หรือเลนซ์กล้องของโซนี่ ที่มีน้ำหนักเพียง 105 กรัม แต่ความละเอียดสูงถึง 18.2 ล้านพิกเซล และมีกำลังขยายแบบ ออพติคัล 10 เท่า สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับสมาร์ทโฟน โดยใช้จอของสมาร์ทโฟนเป็นหน้าจอแสดงผลได้ ภาพที่ได้จะมีคุณภาพเทียบเท่ากับกล้องคอมแพ็คระดับ ไฮเอนด์ ใช้ได้ทั้งกับระบบปฏิบัติการทั้งแอนดรอยด์และไอโอเอส ทำให้ทั้งการลั่น ชัตเตอร์ ถ่ายวิดีโอ และสามารถแชร์ภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และชิ้นสุดท้าย คือ ไอแพดแอร์ (iPad Air) มีขอบหน้าจอที่บางเพียง 0.7 มม. บางลงกว่ารุ่นก่อนถึง 45% ส่งผลให้ตัวเครื่องบางลงเหลือ 7.5 มม. และมีน้ำหนักเพียง 469 กรัมเท่านั้น หน้าจอขนาดเท่าเดิม 9.7 นิ้ว ความละเอียด 2048×1536 พิกเซล ใช้ซีพียู Apple A7 แบบ 64-Bit และชิปประมวลผล M7 motion ถือว่าเป็นแท็บเล็ตตัวแรกของโลกที่ใช้ซีพียูประมวลผลแบบ 64-Bit ส่วนกล้องถ่ายภาพด้านหลังเท่าเดิมที่ 5 เมกะพิกเซล กล้องด้านหน้า 1.2 เมกะพิกเซล และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง เห็นแล้วอยากได้…งานนี้ไม่มีขาย ต้องประมูลอย่างเดียว หากพลาดแนะนำท่องเว็บหาเอาตามร้านค้าในโลกออนไลน์ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เก็ดเจ็ทคอมมาร์ต 2013Facebook Comments