Blog

  • ประชุมรมว.คมนาคมอาเซียน

    ประชุมรมว.คมนาคมอาเซียน

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีคมนาคมเอเชีย ครั้งที่ 2 ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยประเด็นประชุมจะหารือเกี่ยวกับการพัฒนา และบูรณาการการขนส่ง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในระดับชาติและภูมิภาค โดยเฉพาะการประชุมคณะทำงานว่าด้วยโครงข่ายทางรถไฟสายเอเชีย รวมถึงมีพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยท่าเรือบก ส่วนในเวทีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส มีประเด็นพิจารณาด้านการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ ได้แก่ การทบทวนการดำเนินการตามปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระยะที่ 2 การเสริมสร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งในระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคให้เข้มแข็ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ให้ทางเลือกด้านการเงินสำหรับการพัฒนาและซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ทั้งนี้การประชุมรัฐมนตรีคมนาคมเอเชีย ครั้งที่ 2 เป็นการประชุมรัฐมนตรีคมนาคมระดับภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือ คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (แอสแคป)ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างถนนสายเอเชีย เพื่อใช้เป็นกลไกระดับภูมิภาคสำหรับการหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบายของประเทศสมาชิก และสมาชิกสมทบเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการอำนวยความสะดวกในการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก “กระทรวงคมนาคมได้กำหนดองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร การรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ โดยมี รมว.คมนาคม เป็นหัวหน้าคณะ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประชุมรมว.คมนาคมอาเซียน

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจระบุ เศรษฐกิจซบ ความเชื่อมั่นทรุด

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจระบุ เศรษฐกิจซบ ความเชื่อมั่นทรุด

    นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. 56 อยู่ระดับ 76.6 ต่ำสุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 55 เนื่องจากประชาชนชะลอการใช้จ่ายลงจากปัญหาการซบเซาของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ, ผลกระทบจากน้ำท่วม และกังวลความขัดแย้งทางการเมืองที่มีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มขึ้น เป็นต้นทั้งนี้คาดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวลงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 56 เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว แต่หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองให้มีเสถียรภาพโดยเร็วและเร่งรัดการใช้นโยบายการคลังผ่านการใช้งบประมาณ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ เชื่อว่าจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว “ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไม่ถึงระดับ 100 แสดงว่าผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในอนาคตมากนัก โดยเฉพาะเรื่องรายได้ที่จะเข้ากระเป๋าและสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกที่ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงอยู่”ผลกระทบจากการบริโภคชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอี อยู่ในระดับ 72.6 เป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 88 เดือนหรือในรอบ 7 ปี 4 เดือน ตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมาในเดือน ก.ค. 48 เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีประสบปัญหาในการจำหน่ายสินค้าที่ลำบากจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูง เช่น นโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศส่วนผลสำรวจรายจ่ายของผู้บริโภคพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ในปัจจุบันอยู่ระดับ 102.3 ซึ่งปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และเป็นอัตราที่ต่ำสัดในรอบ 13 เดือน, ความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ในระดับ 96 ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 23 เดือน และความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ระดับ 86.1 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 23 เดือนสำหรับการสำรวจภาวการณ์การทางสังคมของผู้บริโภค ในด้านความสุขในการดำรงชีวิต พบว่าดัชนีลดลงจาก 82 เหลือ 80 ต่ำสุดในรอบ 16 เดือน ดัชนี ภาวะค่าครองชีพ ลดลงจาก 56.7 เหลือ 54 ต่ำสุดในรอบ 1 2 เดือน ดัชนีเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ลดลง จาก63.5 เหลือ 62.3 ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ดัชนีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ลดลงจาก 61.5 เป็น 58.6 ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในปี 56 อยู่ที่ 3.5% หากปัญหาเรื่องความขัดแย้งของร่างพ.ร.บ. ไม่รุนแรงก็จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยภาพรวมแต่หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงก็จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยลดลงเหลือระดับ 3.2-3.2% ขณะที่ในปี 57 ได้ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5.1% ซึ่งหากเหตการณ์ไม่รุนแรงตัวเลขเศรษฐกิจก็อยู่ในระดับเดิม แต่หากเหตุการณ์รุนแรงตัวเลขเศรษฐกิจจะลดลงเหลือ 4.5-4.7%“สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในภาพรวมปีนี้อยู่ในภาวะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลกระทบจากภาคบริโภคในประเทศและการส่งออกก็อยู่ในภาวะซบเซาเช่นกัน เมื่อผสมกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็จะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งซบเซาเพิ่มเข้าไปอีก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจระบุ เศรษฐกิจซบ ความเชื่อมั่นทรุด

  • ศึกชิงเก้าอี้ประธานส.อ.ท.

    ศึกชิงเก้าอี้ประธานส.อ.ท.

    รายงานข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสมาชิก ส.อ.ท. จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายเจน นำชัยศิริ รองประธานส.อ.ท., นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธาน ส.อ.ท. และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธาน ส.อ.ท. ได้ประกาศจุดยืนที่จะลงสมัครตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. แทนนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ซึ่งจะหมดวาระในเดือน มี.ค. 57 โดยทั้ง 3 รายเริ่มมีการลงพื้นที่ในการหาเสียงกับผู้ประกอบการที่เปฌนสมาชิกประมาณ 7,000-8,000 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้สมาชิกส่วนใหญ่ มีการประเมินว่าผู้ที่มีสิทธิ์ลุ้นที่จะได้เป็นประธานคนต่อไปคือนายวิศิษฎ์ และ นายเจน เนื่องจากทั้งคู่เป็นที่รู้จักของวงการธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี และที่สำคัญทั้ง 2 คนก็มีผู้สนับสนุนจำนวนมาก โดยเฉพาะนายวิศิษฎ์ ที่ล่าสุดได้มีการไปพูดคุยกับกลุ่มเอสเอ็มอีต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มส่วนใหญ่ของสมาชิก ส.อ.ท. และต่างจังหวัดก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และหากไม่มีอะไรผิดพลาดก็มีโอกาสสูงที่สุดที่จะได้เป็นประธานคนต่อไป ขณะที่นายเจน ได้รับการสนับสนุนจากนายพยุงศักดิ์ ซึ่งเป็นประธานคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นวางทายาทให้ดำรงตำแหน่งประธานคนต่อไป โดยคาดว่า จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ แต่หากวัดปริมาณจำนวนสมาชิกจริงๆ น่าจะแพ้จำนวนมากสมาชิกเอสเอ็มอีที่อยู่ต่างจังหวัด แต่หากคนในรัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนกลุ่มนายพยุงศักดิ์ต่อเนื่อง ก็อาจทำให้นายเจนมีโอกาสชนะได้เช่นเดียวกัน “ก่อนหน้านี้กลุ่มเอสเอ็มอีต่างจังหวัดมีปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มนายพยุงศักดิ์ ที่ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของการต่อสู้เรื่องผลกระทบจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ ที่เอสเอ็มอีต่างจังหวัดมองว่าประธานพยุงศักดิ์ไม่แสดงการต่อสู้มากเท่าที่ควร รวมถึงเรื่องของอำนาจการบริหารด้านอื่นๆ สุดท้ายทำให้ ส.อ.ท. แตกแยกเป็น 2 กลุ่ม แม้ว่ากลุ่มเอสเอ็มอีต่างจังหวัดจะมีคณะกรรมการ ส.อ.ท.มากกว่า แต่กลุ่มนายพยุงศักดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จนทำให้ส.อ.ท. กลุ่มต่างจังหวัดก็ค่อยๆลดบทบาทลงเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งใหม่” ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดใจมากที่นายวิศิษฎ์ เข้ามาเจรจากับกลุ่มเอสเอ็มอีต่างจังหวัด เพราะก่อนหน้านี้เป็นผู้ที่สนับสนุนนายพยุงศักดิ์ ในช่วงที่ ส.อ.ท. มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง แต่เท่าที่มีการสอบถามเอสเอ็มอีต่างจังหวัดพบว่า นายวิศิษฎ์ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆฝ่าย และที่สำคัญสมาชิกทั้งสองกลุ่มก็ให้การยอมรับ เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่าหากนายวิศิษฎ์ได้เป็นประธานก็จะทำให้สมาชิกทั้งสองกลุ่มสามารถกลับเข้ามาทำงานในสภาได้เหมือนเดิมโดยไม่แตกแยกเหมือนในอดีต

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศึกชิงเก้าอี้ประธานส.อ.ท.