Blog

  • เมนทาแกรมเปิดตัวกล้องโกโปรฮีโร่ 3 พลัส

    เมนทาแกรมเปิดตัวกล้องโกโปรฮีโร่ 3 พลัส

    กล้องถ่ายรูปแบบสวมใส่ เพื่อบันทึกภาพในสถานการณ์ที่กล้องถ่ายรูปปกติทำไม่ได้ เหมาะสำหรับนักกีฬาทางบกและทางนํ้า เลนส์มุมกว้าง บันทึกภาพวิดีโอได้คมชัด พร้อมอัพและแชร์ผ่านไว-ไฟ นายณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานกล้องโกโปร แบ่งเป็นสองส่วน คือ กลุ่มที่เป็นแฟนของกล้องโกโปรอยู่แล้ว ได้แก่ นักกีฬาทั้งทางบกและทางนํ้า เช่น แข่งรถ แข่งจักรยาน กีฬาเอ็กซ์ตรีม เรือใบ ดำนํ้า ล่องแก่ง ทั้งระดับมืออาชีพและมือสมัครเล่น และกลุ่มผู้มีงานอดิเรกด้านการถ่ายภาพ แล้วใช้กล้องโกโปรเพื่อบันทึกภาพประสบการณ์ ในสถานการณ์ที่กล้องทั่วไปไม่สามารถทำได้ “ในปีหน้าเมนทาแกรมตั้งเป้าเจาะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ขึ้น แบ่งเป็น ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี ซึ่งเพิ่มขึ้นตามประชากรคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต และกลุ่มครอบครัว ซึ่งจะมองเห็นความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะกล้องโกโปรสามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ โดยที่ผ่านมาโกโปรมีการเติบโตในประเทศไทย 100% ทุกปี สำหรับกล้องโกโปร ฮีโร่ 3 พลัส หรือ GoPro HERO3+ Black Edition เป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุด กล่องกันนํ้า (Housing) แบบใหม่มากับนวัตกรรมที่ทำให้มีขนาดเล็กและนํ้าหนักโดยรวมเบากว่าเดิมถึง 20% เมื่อติดตั้งกล้องลงไป สามารถกันนํ้าได้ลึกถึง 40 เมตร แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น 30% เชื่อมต่อไว-ไฟ ได้เร็วขึ้น 4 เท่า เพื่อถ่ายโอนและเล่นวิดีโอ หรือดูภาพถ่ายจากกล้อง บนอุปกรณ์สื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่น GoPro ราคา 14,500 บาท นอกจากนี้ ยังมี โปรแกรม โกโปร สตูดิโอ (GoPro Studio 2.0) สำหรับตัดต่อวิดีโอแบบมืออาชีพด้วยตนเอง แค่เลือกวิดีโอที่ต้องการ แล้วใส่ไปยังเทมเพลท (Template) พร้อมเพลงประกอบที่เตรียมไว้ให้แล้ว ซึ่งวิดีโอจะตัดต่อพอดีกับจังหวะเพลง รายละเอียดเพิ่มเติม www.gopro.mentagram.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมนทาแกรมเปิดตัวกล้องโกโปรฮีโร่ 3 พลัส

  • โอกาสภาพยนตร์ไทยในเออีซี – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    โอกาสภาพยนตร์ไทยในเออีซี – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

    ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58 วงการธุรกิจแผ่นฟิล์มถือเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ถูกเปิดกว้างให้แข่งขันกันอย่างเสรี ซึ่งน่าสนใจว่า อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย จะได้รับผลดี หรือเสีย และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างไร หลังปี 58 ดร.อรดล แก้วประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของหนังไทยหรือภาพยนตร์ไทยภายใต้เออีซี ในรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า ปัจจุบันวงการภาพยนตร์ไทย มีการพัฒนาจากช่วง 10 กว่าปีก่อนมาก ทั้งตัวบทหนัง โปรดักชั่น รวมถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จได้โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ แต่หากถามว่าภาพยนตร์ไทยอยู่ในระดับใดในอาเซียน ต้องบอกว่ามีหลายส่วน เพราะถ้าเป็นเฉพาะตัวภาพยนตร์ ไทย…ยังอยู่ที่ 3 ตามหลังฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากภาพยนตร์ไทยมีข้อจำกัดด้านภาษา การสื่อสารทางวัฒนธรรม ทำให้มีตลาดจำกัดแค่คนไทย 60 ล้านคน แตกต่างกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่บทส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษทำให้สื่อสารไปต่างประเทศได้ง่าย แต่หากพูดในแง่การผลิต โปรดักชั่น หรือโรงภาพยนตร์ ของไทยถือว่าก้าวหน้าไปมาก สู้ได้ไม่เป็นสองรองใครในอาเซียน อย่างไรก็ตาม หลังเปิดเสรีอาเซียน การแข่งขันในธุรกิจภาพยนตร์คงมีมากขึ้น ทั้งตลาดในอาเซียน หรือภาพยนตร์จากอาเซียนที่ออกไปขายในต่างแดน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพราะแม้มีจุดเด่นจากบทที่หลากหลาย ทั้งภาพยนตร์รัก ผี หรือ ตลก และมีดาราโด่งดังแฟนคลับทั่วอาเซียน แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องภาษา และความสดใหม่ ที่เป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว ที่ทำให้น่าสนใจมากกว่า ดังนั้นคนทำภาพยนตร์ไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เช่น การหันมาทำหนังร่วมทุนกับชาติในอาเซียนเพิ่มขึ้น เช่น เรื่อง “สบายดีหลวงพระบาง” ที่ใช้พระเอกคนไทย นางเอกคนลาว ซึ่งทำให้ขายได้ 2 ประเทศ และในอนาคตหากร่วมมือกัน 3-4 ชาติ จับมือกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยิ่งทำให้น่าสนใจและเปิดตลาดได้กว้างขึ้น นอกจากนี้ควรปรับบทให้มี 2 ภาษาเพื่อให้ง่ายต่อการทำตลาด รวมถึงควรใส่มุมมองในแง่ของธุรกิจเข้าไปผสมด้วย เพราะภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ใช้ทุนสูง จะมองแค่ศิลปะอย่างเดียวคงไม่ได้ ตลอดจนควรหาช่องทางสร้างรายได้อื่น นอกจากขายตั๋ว เพราะระยะหลังรายได้จากส่วนนี้มีแต่ลดลงเรื่อย ๆ ส่วนในแง่การรวมตัวกับเอกชนของคนทำภาพยนตร์ในไทย ในนามสมาคม หรือสมาพันธ์ถือว่ามีความแข็งแกร่ง แต่ยังขาดเงินทุน และโอกาสการสนับสนุนไปโชว์ยังต่างแดนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือภาพยนตร์คุณภาพ ที่ยังมีโอกาสไปขายต่างแดนได้น้อย ทั้งที่ภาพยนตร์ไทยมีคุณภาพดีหลายเรื่อง เรื่องนี้…ถือว่าสำคัญที่ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้ขับเคลื่อนมากกว่าเพียงแค่ให้เงินสนับสนุนอย่างเดียว เช่น การนำภาพยนตร์ไทยทุกประเภทไปประชาสัมพันธ์ ไปเปิดตลาด ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่าง ๆ โดยไม่เลือกเฉพาะค่ายใหญ่ หรือการหาช่องทางฉายภาพยนตร์ให้มากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ในเวลานี้คือ…พอคนสร้างภาพยนตร์เสร็จกลับไม่มีเวทีให้ฉาย เนื่องจากระบบโรงภาพยนตร์ในไทย เหลือรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือประเภทอาร์ตไม่มีเวทีให้แสดง ขณะเดียวกันภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการหารายได้อื่นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เช่น การใช้สถานที่ในไทยเป็นฉากถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจโปรดักชั่นต่าง ๆ เพราะคนไทยมีศักยภาพมากแต่ยังขาดการสนับสนุน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ขออนุญาตถ่ายทำ ต้องผ่านหลายหน่วยงานมาก ทำให้ไม่สะดวก ผิดจากต่างประเทศที่รัฐอำนวยความสะดวกให้เต็มที่ เพราะข้อดีนอกจากจะช่วยโปรโมตประเทศ และนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคนทำภาพยนตร์ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ช่วยพัฒนาภาพยนตร์ไทยไปในตัวด้วย ธุรกิจภาพยนตร์ในวันนี้…ถือว่ามีความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การขายภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการเผยแพร่วัฒนธรรม ทำให้เกิดการยอมรับประเพณี ภาษา สินค้า การท่องเที่ยว เหมือนกับที่ประสบความสำเร็จในเกาหลี ภาครัฐจึงนิ่งเฉยไม่ได้และควรเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่!

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โอกาสภาพยนตร์ไทยในเออีซี – เออีซีกับม.หอการค้าไทย

  • ‘ไอซีที’จัดห้องเรียนชุมชนออนไลน์เตรียมพร้อมคนไทยเข้าสู่อาเซียน

    ‘ไอซีที’จัดห้องเรียนชุมชนออนไลน์เตรียมพร้อมคนไทยเข้าสู่อาเซียน

    กระทรวงไอซีทีอบรมผลิตสื่อและการใช้งานระบบห้องเรียนชุมชนออนไลน์สำหรับอาเซียน หลังใช้ประโยชน์จากห้องเรียนชุมชนออนไลน์ นายสมชาย ใบม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า การจัดอบรมการผลิตสื่อและการใช้งานระบบห้องเรียนชุมชนออนไลน์สำหรับอาเซียน (Community e-Classroom) เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างสังคมเมืองและชนบท รวมทั้งเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์หลักของประเทศ ตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ที่ว่า ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา (สมาร์ท ไทยแลนด์) และประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมสู่การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นแหล่งรวบรวมเนื้อหาบทเรียน ความรู้ ในรูปแบบของห้องเรียนออนไลน์ และพัฒนาศูนย์รวมในการเรียนการสอนให้สมบูรณ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถขยายวงกว้างเพื่อขยายโอกาสไปยังเครือข่ายกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในการผลิตหลักสูตรและการใช้ประโยชน์จากห้องเรียนชุมชนออนไลน์ สำหรับจัดกิจกรรมการสอนของครู นักเรียน ผู้นำชุมชน คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนต่าง ๆ กลุ่มคนเหล่านั้นได้มีโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมต่อไป การอบรมจะมีถึง 8 พ.ย. 56 ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไอซีที’จัดห้องเรียนชุมชนออนไลน์เตรียมพร้อมคนไทยเข้าสู่อาเซียน