นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือ ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ให้เกิดความร่วมมือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระหว่างกระทรวงอุตฯ ประเทศไทย และจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า จังหวัดไอจิ เป็นจังหวัดที่ 6 ของประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมลงนามความร่วมมือ พัฒนาผู้ประกอบการเอสนเอ็มอี ระหว่างกระทรวงอุตฯ และจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น โดยภายในสิ้นปีนี้จะมีอีก 4 จังหวัดที่ร่วมลงนาม เช่น จังหวัดคาวาซากิ , ฟุกุโอกะ , มินะมิโบโซ รวมเป็น 10 จังหวัด ซึ่งญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย เป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอุตฯชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วน , เครื่องจักรอุตสาหกรรม , ชิ้นส่วนอากาศยาน , เครื่องมือแพทย์นายฮิเดอากิ โอมุระ ผู้ว่าราชการจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ได้สอบถามนักลงทุนในจังหวัดไอจิ พบว่า มีความต้องการเข้ามาลงทุนในไทย เป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียน แม้บางส่วนจะไปลงทุนในอินโดนีเซีย และมาเลเซีย เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของอาเซียน โดยขณะนี้มีนักลงทุนจากจังหวัดไอจิ เข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 284 บริษัท มี 416 โรงงาน เป็นลงทุนขนาดใหญ่ ในอุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และเครื่องมือแพทย์ เช่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ อย่างไรก็ตามต้องการให้รัฐบาลไทยสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าลงทุน เช่น ต้องการให้ไทย ดูแลระบบสาณูปโภค รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน และที่สำคัญไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 อีก ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น นักลงทุนจากไอจิ ได้รับผลกระทบด้วย ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองไทย ในช่วงที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นห่วง แต่ขณะนี้ทราบว่า สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว และทางประเทศญี่ปุ่นมีความหวังว่า จะได้รับการรับรองรัฐบาลไทยในเร็วๆนี้ หลังจากเดือนก.ย. ทางผู้นำประเทศอินโดนีเซีย จะเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ “ จังหวัดไอจิ ถือเป็นจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น โดยการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ หวังว่า จะช่วยให้เอสเอ็มอีไทย และเอสเอ็มอีในจังหวัดไอจิ ร่วมมือกันได้มากขึ้น เพราะไทยนอกจากเป็นแหล่งลงทุนแล้ว ยังเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวของประชากรกำลังเพิ่ม ส่งผลให้ตลาดบริโภคในประเทศเติบโต ไทยจึงได้รับการคาดหวังจากนานาประเทศ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ญี่ปุ่นขน10จังหวัดลงทุนไทย
Blog
-

ญี่ปุ่นขน10จังหวัดลงทุนไทย
Facebook Comments -

ธปท.จับตานโยบายภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่มีครม.แล้ว จากนี้ไปต้องติดตามดูว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำงานตามนโยบายที่วางไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ว่าได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากทำได้ถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้ อย่างไรก็ดี มองว่าในช่วงวัฎจักรเศรษฐกิจขณะนี้ต้องใช้นโยบายภาครัฐเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าการใช้นโยบายการเงินธปท.เห็นว่า ขณะนี้ ต้องจับตาดูการลงทุนภาครัฐเป็นหลักว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะหากภาครัฐเดินหน้าการลงทุน จะเป็นตัวช่วยให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดย ธปท.จะติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ เพราะมองว่าจะเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในปีหน้าส่วนการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี และเอ็นจีวีตามแผนงานที่กำหนดไว้นั้น ธปท.ประเมินว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อพื้นฐานเพียง0.01% เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบดังกล่าวต่อไปยังหมวดอาหารปรุงสำเร็จ แต่ทั้งนี้จะต้องดูสิ่งที่ตามมาคือการอุดหนุนราคาพลังงานที่ยังเหลืออยู่ ทำให้คาดว่าหากขึ้นราคาอีกก็คงไม่กระทบมากนัก แต่หากขึ้นไปจนถึงราคาในตลาดโลกนั้น คงต้องติดตามว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อหรือไม่นายจิรเทพ กล่าวว่า ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาคจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวที่ออกมาดีส่งผลให้ช่วงนี้ตลาดจึงยังรอดูนโยบายทางการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกกว่าที่คาดการณ์หรือไม่“ค่าเงินบาทในปัจจุบันนั้น ผันผวนน้อยลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังย่อมมีความเสี่ยง เนื่องจากส่งผลให้ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์กล้าที่จะเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเพราะเชื่อว่าหากเกิดสถานการณ์ไม่แน่นอน หรือวิกฤติ ทางการจะเข้ามาช่วยได้ ซึ่งในส่วนของธปท.ก็มีมาตรการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสมไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่”นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวว่า ได้แนะนำให้ธนาคารใดที่จะขายตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาวตามเกณฑ์บาเซิล 3 ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักลงทุนให้ดูความพร้อมในการรับความเสี่ยงด้วยเนื่องจากตราสารดังกล่าวนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ทั่ว ๆ ไป หรือค่อนข้างคล้ายกับตราสารทุนเพียงแต่มีข้อดีต่อธนาคารพาณิชย์คือ สามารถรองรับความเสียหายของสถาบันการเงินได้รวมทั้งช่วยลดภาระทางการเงินของทางการในการให้ความช่วยเหลือ และดีต่อนักลงทุนคือเพิ่มทางเลือกให้ ซึ่งขณะนี้มีธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย นำร่องเสนอขายแล้วรวมมูลค่า 62,000 ล้านบาท จากตราสารหนี้ในเงินกองทุนขั้นที่ 2 (เทีย 2) 260,000ล้านบาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.จับตานโยบายภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจFacebook Comments -

กสท ผนึก บช.น.หนุน “มิราเคิล อายส์” ระวังภัยให้ชาวบ้าน
วันนี้ (10ก.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลนายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รักษาการกรรมการในตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กสท ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินโครงการนวัตกรรมศูนย์สั่งการกล้องทีวีวงจรปิดเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแบบเบ็ดเสร็จ (Miracle Eyes) กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)สำหรับความร่วมมือครั้งนี้กสทและ บช.น.จะร่วมพิจารณาแนวทางการพัฒนาระบบซีซีทีวี(CCTV)รวมถึงระบบอื่นๆที่เหมาะสมในการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ของ บช.น.ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยรวมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ บช.น. อีกทั้งเป็นการสานต่อเป้าหมายสำคัญของโครงการฯคือการติดตั้งกล้อง 100,000 จุดนำร่องภายในปี 2557 และเพิ่มเป็น 1,000,000 ตัวภายในปี 2558 โดยสถานที่ติดตั้งจะแบ่งเป็น2กลุ่ม คือกลุ่มสถานที่ราชการสำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านพักบุคคลสำคัญและกลุ่มภาคประชาชน เช่น สถานประกอบการของภาคธุรกิจเอกชนและบ้านพักอาศัยของประชาชน และจะขยายในพื้นที่ภูมิภาคต่อไปทั้งนี้โครงการมิราเคิล อายส์ได้เปิดตัวระบบแจ้งเหตุด้วยกล้องทีวีวงจรปิดครั้งแรกในปี 2555 เพื่อดูแลความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสังคมในเขตตำรวจนครบาลโดยใช้ระบบกล้องวงจรปิดผสานกับเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกัน ปราบปราม และสืบค้นของตำรวจประชาชนสามารถร่วมลงทะเบียนติดตั้งกล้องหน้าบ้านหรือร้านค้าของตนเองเพื่อเชื่อมโยงภาพไปยังศูนย์สั่งการควบคุมของ บช.น. และ สน.ทุก สน.ในพื้นที่เพื่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที (RealTime)ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมhttp://www.miracle-eyes.net
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท ผนึก บช.น.หนุน “มิราเคิล อายส์” ระวังภัยให้ชาวบ้านFacebook Comments