นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธพว.ได้ออก ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 9 เมนู คืนความสุขเอสเอ็มอี วงเงินรวมทั้งหมด 19,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้ 10,000 – 20,000 ราย โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลาย ตอบสนองผู้ประกอบการรายใหม่ และดูแลลูกค้าเดิมของธนาคาร ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ มีเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน ปรับปรุง พัฒนากิจการให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58“ธพว.ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหนุนนโยบายรัฐบาล ชูบทบาทสถาบันการเงินหลัก เพื่อการพัฒนาของประเทศ พลิกฟื้นธุรกิจรายย่อย โดยออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 9 เมนูดังกล่าว เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการในทุกภาคธุรกิจ เพื่อเริ่มต้น ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ ด้วยหลากหลายผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 28 หน่วยงาน เพื่อช่วยเหลือด้านเงินทุน”ทั้งนี้ ธพว.จะให้บริการปรึกษาแนะนำ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี ให้กู้เงินมาดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้ลูกค้าเดิมให้มากขึ้น โดยจะเดินสาย 4 ภาคทั่วประเทศ ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ ใช้บริการสินเชื่อทั้ง 9 เมนูคืนความสุข ได้โดยตรงสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีหลายรูปแบบที่ตอบสนองรายใหม่ และลูกค้าเดิมที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ เป็นทุนหมุนเวียน ปรับปรุงและพัฒนากิจการให้ดีขึ้น ได้แก่ สินเชื่อโอท็อป กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท ปลอดเงินต้นสูงสุด 1 ปี, สินเชื่อซื้อสถานประกอบการ กู้ได้สูงสุด 15 ล้านบาท นาน 15 ปี ปลอดเงินต้น 15 เดือน ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ -1% ต่อปีช่วง 3 ปีแรก, สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต ให้กู้ 5 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 1 ปี พิเศษรับคำปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญฟรีนอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อลงทุนโครงการที่ตามแผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม กู้ได้สูงสุด 15 ล้านบาท, สินเชื่อ สไมล์ แฟคเตอริง สำหรับลูกหนี้การค้าที่รับโอนสิทธิ์จากภาครัฐ, สินเชื่อ เอ็กซ์ตร้า เอสเอ็มอี ให้ลูกค้าเดิมกู้ รวมลูกค้าไม่มีหลักประกัน กู้เพิ่มได้สูงสุด 5 ล้านบาท ใช้เพียง บสย. ค้ำประกัน, สินเชื่อ แฮปปี้ โลน กู้ได้สูงสุด 120% ของมูลค่าหลักประกัน, สินเชื่อสำหรับลูกค้าชั้นดี และสินเชื่อแฟคเตอริง เปลี่ยนลูกหนี้การค้าภาคเอกชนให้เป็นเงินสด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธพว.ส่งสินเชื่อ 9 เมนูคืนความสุขเอสเอ็มอี
Blog
-

ธพว.ส่งสินเชื่อ 9 เมนูคืนความสุขเอสเอ็มอี
Facebook Comments -

เตรียมสรุป 10 กลุ่มเสี่ยงห้ามขับรถ
นายอัษฌไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯจะประชุมใหญ่ร่วมกับแพทยสภา เพื่อสรุปข้อกำหนด 10 กลุ่มเสี่ยงต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตขับขี่ วันที่ 29 ก.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะแถลงข่าว เพื่อระบุรายละเอียดระดับความรุนแรงของ 10 กลุ่มเสี่ยง ที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ก่อนขอทำใบขับขี่ทันที ถัดไป กรมฯจะพิจารณาออกเป็นกฎหมายเพื่อประกาศใช้โดยเร็ว"ยอมรับว่าแนวทางนี้อาจได้รับกระแสต่อต้านจากบางกลุ่ม ที่ไม่ได้รับใบขับขี่ เพราะเพิ่มความยุ่งยาก รวมถึงบางคน หากมีอาการรุนแรงมาก ก็ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ แต่เชื่อว่าระยะยาวจะเป็นผลดี ช่วยลดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนได้มากกว่า เพราะแนวทางเหล่านี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำใบขับขี่ให้สูงขึ้น ต่างจากเดิมที่กำหนดให้เฉพาะโรคที่น่ารังเกียจเท่านั้น”ด้าน พล.อ.ต. อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานสุขภาพสำหรับใบอนุญาตขับขี่ใหม่ กล่าวว่า เบื้องต้นเห็นตรงกันว่าใบตรวจสุขภาพเดิม ไม่เกิดประโยชน์ที่จะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ เพิ่ม 10 กลุ่มเสี่ยง คาดจะมีผลบังคับใช้ได้เร็วสุดในต้นปี 58 โดยจะออกประกาศให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่ต้องรับรองตัวเอง ว่าไม่มีโรคเสี่ยงก่อน ส่วนการเพิ่มบทลงโทษนั้น จะต้องทำผ่านการออกประกาศกฎกระทรวง หรือผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.การขนส่ง“ในการตรวจสุขภาพ ผู้ที่มีอาการปกติไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะไม่มีปัญหาในการทำใบขับขี่ แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะแบ่งระดับความรุนแรงว่าเป็นผู้ป่วยที่ขับรถได้หรือไม่ใน 3 ระดับ เช่น เคยป่วย และรักษาอาหารหายแล้ว หรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยไม่ปรากฏอาการ ผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคชมชัก แต่ไม่แสดงอาการนานกว่า 2 ปี หรือผู้ป่วยโรคหัวใจที่ผ่านการรักษาดูแล จนไม่แสดงอาการ และผู้ป่วยไม่ควรได้รับใบอนุญาตขับขี่ มีโรค หรือผู้อาการตามข้อห้ามทั้ง 10 กลุ่มเสี่ยง หรืออยู่ในระยะแสดงอาการเกิดความไม่ปลอดภัยในการขับรถได้ อาจต้องมีการห้าม เพราะถือว่ามีความเสี่ยงอยู่”ส่วนกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่ ปกปิดข้อมูล หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น จะต้องกำหนดบทลงโทษ เพื่อให้ไม่มีคนกล้ากระทำผิด รวมทั้งอาจขยายผลไปยังบริษัทประกัน ไม่ให้รับประกันผู้ขับขี่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดังนั้นในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ จะเชิญผู้ขับขี่รถที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมสรุป 10 กลุ่มเสี่ยงห้ามขับรถFacebook Comments -

เฟอร์นิเจอร์ไทยเนื้อหอม
นายไชยยงค์ พงษ์สุทธิมนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ปีนี้คาดว่า มีมูลค่า 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เนื่องจากสินค้าเฟอนิเจอร์ของไทย เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ที่ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากไทย เช่น จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่องจนติดอันดับต้น ๆ ของตลาดส่งออกไทย เพราะเชื่อมั่นว่า สินค้ามีคุณภาพดีที่สุดในอาเซียน ส่วนปี 58 คาดว่า จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% และหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไทยจะยิ่งได้เปรียบ เพราะมีวัตถุดิบ และการออกแบบที่ดีกว่า“ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์เติบโต 4.5% หรือคิดเป็นมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 21,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 5% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น”ส่วนตลาดภายในประเทศ เริ่มกลับมาขยายตัว 10% เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มขยายตัวดีขึ้น ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ขยายตัว จึงมีคำสั่งซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์เข้ามามากขึ้น ทำให้ปีหน้าตลาดภายในประเทศจะโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากมีมาตรการผลักดันงบลงทุนจากภาครัฐ เข้ามาในระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันยอดขายเฟอร์นิเจอร์ จะมาจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดใหม่ 70% ที่เหลือ 30% จะเป็นบ้านเรือนเก่า ที่ปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ให้ทันสมัย เนื่องจากประชากรไทยมีรายได้มากขึ้น ทำให้ยอดการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้านนายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กล่าวว่า ขณะนี้สินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยได้กระจายไปตลาดต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวเพียงบางตลาดเช่นเดียวกับอดีต ทำให้ลดกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก โดยตลาดหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น มีสัดส่วน 20.27% สหรัฐฯ 16.66% มาเลเซีย 6.31% ออสเตรเลีย 6.10% อังกฤษ 4.66% จีน 4.21% และอินโดนีเซีย 2.86%สำหรับการแข่งขันในตลาดอาเซียนนั้น มองว่า ไม่รุนแรงมากนัก เพราะแต่ละประเทศก็จะเน้นในสินค้าที่เป็นจุดเด่นของตัวเอง เช่น อินโดนีเซียเด่นเรื่องเฟอร์นิเจอร์ภายนอกบ้าน มาเลเซียเก่งเรื่องเฟอร์นิเจอร์ ที่ผลิตเป็นปริมาณมากมีราคาถูก ฟิลิปปินส์ จะเด่นในเรื่องออกแบบดีไซด์แต่มีการผลิตน้อย เวียดนามมีการผลิตใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด แต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ส่วนมาเลเซียเก่งเรื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตเป็นปริมาณมาก มีราคาถูก และยังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย ขณะที่ไทยมีสุดเด่นเรื่องดีไซด์ และความพร้อมของวัตถุดิบ โดยเฉพาะไม้ยางพารา และปาติเคิลบอร์ด ที่มีมากที่สุดในเอเชีย แต่ถ้ามองในเรื่องของมูลค่าการส่งออก อันดับ 1 จะเป็นมาเลเซีย เพราะผลิตสินค้าเพื่อตลาดทั่วไปที่เน้นปริมาณ อันดับ 2 ประเทศไทย ซึ่งจะเน้นสินค้าที่มี่ความหลากหลาย และมีดีไซด์โดดเด่น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เฟอร์นิเจอร์ไทยเนื้อหอมFacebook Comments