นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ธพว.ได้ส่งแผนฟื้นฟูให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว โดยมีแนวทางการแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กว่า 35,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38% ของสินเชื่อรวม ด้วยการเตรียมขายหนี้ลูกหนี้ที่ไม่ทำกิจการ แล้วคิดเป็นมูลหนี้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะขายหลักประกันออกไป ที่เหลือใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ และเตรียมเสนอให้ประชุมคณะกรรมการพิจารณาว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาตามทวงหนี้ลูกหนี้รายย่อยแทนสำหรับเอ็นพีแอลที่เตรียมขาย 20,000 ล้านบาทนั้น กำลังแยกสถานะลูกหนี้ถ้าลูกหนี้รายไหนที่มีหลักประกัน ต้องนำออกขายส่วนลูกหนี้ที่เป็นตามสินเชื่อนโยบายภาครัฐ (พีเอสเอ) ที่มีอยู่ 10,000 ล้านบาท หากอยู่ในโครงการที่แยกบัญชีพีเอสเอไว้ จะทำเรื่องขอเงินชดเชยจากกระทรวงการคลังต่อไปนอกจากนี้ ได้วางเป้าหมายที่จะปล่อยสินเชื่อในปี 58 ให้เพิ่มขึ้น 12% คิดเป็นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ 12,000 ล้านบาท และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เนื่องจากจะมีลูกหนี้ชำระคืนหรือรีไฟแนนซ์ไปที่อื่น รวมทั้งเตรียมจัดหน่วยงานติดตามการปล่อยกู้ (โลนโอเปอร์เรชั่น) เพื่อติดตามลูกหนี้ หลังธพว.อนุมัติสินเชื่อแล้ว เพื่อป้องกันหนี้เสียรวมทั้งได้ปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วมากขึ้น จากเดิมหากเป็นลูกหนี้ต่างจังหวัด มายื่นเรื่องขอสินเชื่อ จะใช้เวลา3 เดือน ก็จะปรับขั้นตอนให้เหลือ10-14วัน“นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อถือเป็นช่วงสุญญากาศเจ้าหน้าที่ระมัดระวัง ไม่กล้าปล่อยกู้แต่ขณะนี้ได้ปรับปรุงการกระบวนการแล้ว มั่นใจว่าถ้าปล่อยกู้และแก้หนี้เสียได้ตามเป้าหมายยอดเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) จะเพิ่มขึ้นจาก7%เป็นตัวเลข 2 หลักได้ในปีหน้าและไม่จำเป็นต้องของเงินเพิ่มทุนจากคลังให้เป็นภาระภาษีอีก"ด้าน น.ส.ปาริฉัตร เหล่าธีระศิริวงศ์รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่าเตรียมเข้าหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เรื่องการขายหนี้เอ็นพีแอล 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแผนฟื้นฟูได้เสนอว่าทยอยขายหนี้ก้อนแรกจำนวน 1หมื่นล้านบาทก่อนภายในสิ้นปีนี้“จากที่ดูหนี้เอ็นพีแอล 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะขายหนี้ได้ 10,000 ล้านบาทก่อน เพราะยังมีหนี้เอ็นพีแอล ที่มองว่าสามารถแก้ไขได้ เช่น หนี้บางส่วนยังดำเนินธุรกิจอยู่ ก็ขอให้เอาไว้ก่อน และบางส่วนมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ค้ำประกันอยู่ก็ให้เอาไว้ก่อน”สำหรับการเตรียมจ้างเอกชนเข้าติดตามทวงหนี้ลูกหนี้รายย่อย เนื่องจากมองว่าธุรกิจในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมากกว่าธุรกิจรายใหญ่ โดยจะเร่งจัดหาเอกชนเข้ามาดำเนินการได้อย่างเร็วที่สุดในทันสิ้นปีนี้ เพราะปัจจุบันธนาคารมีปัญหาความล่าช้าในการแก้ปัญหาเอ็นพีแอลมานานแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธพว.ลุ้นคลังรับแผนฟื้นฟูฯ
Blog
-

ธพว.ลุ้นคลังรับแผนฟื้นฟูฯ
Facebook Comments -

นายแบงก์แนะรัฐบาลต้องทำทุกมิติ
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า โจทย์การบริหารงานของครม.ชุดใหม่ คือการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเฉพาะการดูแลคุณภาพชีวิต สร้างการอยู่ดีกินดีให้ประชาชนในระดับฐานราก เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ และมีความสามารถในการทำมาหากิน มากกว่าการใช้นโยบายประชานิยม และสิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือ การเดินหน้าตามนโยบายต่าง ๆ เพื่อภาคเอกชนทำธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งเดินหน้าปฏิรูปภาคต่าง ๆ ตามที่ประกาศไว้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนด“รัฐบาลใหม่ มีคนเก่งเข้าไปหลายคน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ และประชาชน แต่นโนบายการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ต้องทำทุกมิติ โดยเฉพาะคนระดับล่างที่เดือดร้อนจริง ๆ ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ไม่จมน้ำตาย ซึ่งตื่นขึ้นมาแล้วมีความหวัง และถึงเวลาที่ต้องแจก ก็ต้องแจก แต่ต้องให้คนเหล่านี้ทำมาหากิน ไม่ใช่รอรับอย่างเดียว อย่างนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์”สำหรับกรณีที่บริษัทมูดี้ส์อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จัดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ไทยมีเสถียรภาพนั้น แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีความมั่นคง และทิศทางเศรษฐกิจเป็นบวกมากขึ้น หลังการเมืองสงบ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารปีนี้เติบโตได้ 8 % ตามจีดีพีที่ขยายตัว 1.5 2 % เพราะหลังจากที่มีรัฐบาล จะทำให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนและขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น ในช่วงที่เหลือของปีขณะที่ปี 58สินเชื่อน่าจะเติบโต 7-9 % สอดคล้องกับจีดีพีที่ประเมินว่าจะโต 5%“อย่างไรก็ดี การแข่งขันของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังรุนแรง เห็นได้จากช่วงเกิดวิกฤติ 15-16 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น โดยมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้น เพิ่มการแข่งขัน ยังสู้กันเต็มที่ แต่ที่ไม่เปลี่ยน คือการบริหารจัดการคนไทยยังให้คนไทยเป็นผู้ดำเนินการแสดง ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการบริหารจัดการของไทย และต้องอยู่ภายใต้กฏกติกาของสากล เช่น ความโปร่งใส การแข่งขัน การพัฒนาบุคลากร ซึ่งยอมรับว่า ปัจจุบันธุรกิจการเงินต้องการบุคลากรที่มีความรู้ภาษา ญี่ปุ่น ภาษาจีนเพิ่มขึ้น”ทั้งนี้ธนาคารได้ลงนามกับศูนย์สนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอี โตเกียว เมโทร โพลิแทน ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่สนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจเอเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 30,000 บริษัท จากบริษัทในโตเกียวทั้งหมด 440,000 แห่ง โดยธนาคารจะให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การลงทุนในไทย และในอาเซียน เพราะนักลงทุนจากโตเกียวสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทเครื่องจักร และอุปกรณ์หนัก คาดว่าจะมีบริษัทเข้ามาลงทุนในไทย 50-70 บริษัท คิดเป็นมูลค่า 3,500 ล้านบาท และปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าบริษัทญี่ปุ่น 3,000 ราย มีส่วนแบ่งการตลาด13%และตั้งเป้าหมายอีก 2 ปีข้างหน้ามีส่วนแบ่งตลาด 16%“การจะให้เอสเอ็มอีไทยอยู่รอด จะต้องสร้างความแตกต่างของสินค้าเหมือนญี่ปุ่น เพราะไม่เช่นนั้น ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ และหาช่องทางการทำตลาดใหม่ ซึ่งในส่วนของธนาคาร พร้อมที่จะสนับสนุนการให้สินเชื่อ และให้ข้อมูลความรู้ด้านการตลาด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาลงทุนให้สามารถประกอบธุรกิจอยู่รอดได้”ด้านยนายยูจิ อิซาว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์สนับสนุนลูกค้าเอสเอ็มอี โตเกียว เมโทร โพลิแทน กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง เนื่องจากประชากรวัยทำงานและวัยเด็กมีจำนวนที่ลดลง ขณะที่ผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นต้องขยายตลาดในต่างประเทศ และไทยเป็นเป้าหมายที่ญีปุ่นสนับสนุนเข้ามาลงทุน เพื่อขยายศูนย์กลางในการทำธุรกิจในอาเซียน เนื่องจากมีความพร้อมด้านปัจจัยพื้นฐาน และมีทำเลที่ตั้งได้เปรียบประเทศอื่นในภูมิภาคนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นายแบงก์แนะรัฐบาลต้องทำทุกมิติFacebook Comments -

“ทีเส็ป” จัด “มีทติ้ง โบนัส”
นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็ป) เปิดเผยว่า ทีเส็ปได้ออกแคมเปญการตลาด ชื่อโครงการ มีทติ้ง โบนัส เพื่อกระตุ้นการเดินทางในกลุ่มการประชุม และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ให้เดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2 เท่า รวมยังมีสัดส่วนในการสร้างรายได้ในกลุ่มการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ถึง 82% จากปี 56 ที่ผ่านมาในแคมเปญดังกล่าว จะกำหนดเงื่อนไข คือ นักเดินทางจากต่างประเทศ ต้องเดินทางมาตั้งแต่ 200-1,000 คนขึ้นไป โดยต้องพำนักในไทยอย่างน้อย 3 คืนขึ้นไป ต้องมีนักเดินทางเข้าไทยตั้งแต่ 200-1,000 คน ซึ่งทีเส็ปจะสนับสนุนการเงินมูลค่า ตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านบาท โดยเงินสนับสนุน 1 ล้านบาท ต้องมีนักเดินทางตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้-เดือน มิ.ย.58 นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้กลุ่มผู้ร่วมประชุม ตั้งแต่ 30-300 คนขึ้นไป ได้รับของที่ระลึกจาก ทีเส็ป ,รับบริการ ฟาสต์ แทร็ค และ การสนับสนุนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ในด้านงบประมาณด้วย“ต้องยอมรับว่า กลุ่มการจัดประชุมพร้อมการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่นิยมเดินทางมาไทยมาก โดยเฉพาะจากจีน และ มาเลเซีย ในแผนปี 58 จึงต้องเน้นการดึงตลาดนำลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาในไทยให้ได้มากที่สุด โดยหลังจากนี้ จะเดินหน้าเข้าร่วมงานเทรดโชว์ด้านการประชุมและการท่องเที่ยว ในต่างประเทศ 7 งาน เตรียมนำผู้ประกอบการไมซ์เดินสายโรดโชว์ใน 7 ประเทศด้วยเช่นกัน”อย่างไรก็ดี ในปี 58 ทีเส็ป จะเน้นการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งโรงแรม สายการบิน สมาคมต่างๆ เพื่อให้การจัดทำแผนการตลาดและส่งเสริมการขาย มีความสะดวก และ ได้รับผลตอบรับมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทีเส็ป” จัด “มีทติ้ง โบนัส”Facebook Comments