น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้างบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมที่จะเข้าร่วมบริหารศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน หัวมุมถนนพระรามสี่ตัดกับถนนวิทยุ หรือที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิม พื้นที่กว่า 90 ไร่ หากบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัดในเครือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง จะเชิญชวนให้ร่วมการลงทุน เพราะเป็นธุรกิจที่มีความชำนาญอยู่แล้ว ซีพีเอ็นเปิดทางรอรับไม้บริหารศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานบนพื้นที่สวนลุมต่อหลังชวดโครงการให้เสี่ยเจริญ”นอกจากนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของที่ดินบริเวณนี้ ที่จะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งจะมีทั้งอาคารสำนักงานให้เช่า, โรงแรม, ศูนย์การค้าปลีก, ศูนย์การศึกษา, ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม และ ที่อยู่อาศัยซึ่งเชื่อว่าจะดึงดูดผู้คน และเงินจำนวนมหาศาลเข้ามา”นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด กล่าวถึงการขยายธุรกิจศูนย์การค้าว่า บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 3,500 ล้านบาท ปูพรมพื้นที่ภาคใต้ เพื่อพัฒนาเซ็นทรัลพลาซานครศรีธรรมราช รองรับลูกค้าภาคใต้ฝั่งล่าง ที่อาศัยในนครศรีธรรมราช,กระบี่,ชุมพรและพังงา จากก่อนหน้านี้ที่ขยายสาขาครอบคลุมลูกค้าภาคใต้ฝั่งเหนือไปแล้วที่สุราษฎร์ธานี, สมุย และหาดใหญ่”บริษัทเล็งเห็นถึงการเติบโตของสังคมเมืองที่ขยายไปสู่ภูมิภาค จากรายได้ของประชากรที่เพิ่มมากขึ้นโดยปัจจุบันชาวนครศรีธรรมราช มีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 29,970 บาทต่อเดือนและเศรษฐกิจเติบโตสูงเป็นที่ 5 ของประเทศ ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มขยายตัวดีตามลำดับแต่กลับยังไม่มีศูนย์การค้ามารองรับ อย่างไรก็ตามคาดว่าเมื่อศูนย์ฯ สร้างเสร็จในปี59 จะมีผู้ม้าบริการสูงถึง 20,000 คนต่อวัน แน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เซ็นทรัลแบไต๋พร้อมร่วมลงทุน
Blog
-

เซ็นทรัลแบไต๋พร้อมร่วมลงทุน
Facebook Comments -

จี้ออกกม.คุมมาตรฐานแฟรนไชส์
นายสวาสดิ์ มิตรอารี นายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ เปิดเผยในโอกาสร่วมงาน “4ทศวรรษแฟรนไชส์ไทย” ว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกกฎหมายแฟรนไชส์ เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ธุรกิจแฟรนไชส์ที่แฝงตัวในรูปแบบของแชร์ลูกโซ่เข้ามาหลอกลวงนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือแฟรนไชส์ที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ระบบ เนื่องจากจะส่งผลต่อภาพพจน์ธุรกิจแฟรนไชส์ เบื้องต้นควรออกกฎหมายให้มีผลบังคับก่อนจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงให้คนไทยจำนวนมากถูกหลอกลวงจากทุนต่างชาติที่เป็นแชร์ลูกโซ่แฝงตัวเข้ามาจนสร้างความเสียแก่ธุรกิจในภาพรวม “หากไม่มีมาตรการอะไรมาควบคุมดูแลธุรกิจแฟรนไซส์ทางสมาคมฯเป็นห่วงว่าหลังเปิดเออีซีจะง่ายต่อธุรกิจแชร์ลูกโซ่ซึ่งกลุ่มนี้จะมีเงินทุนจำนวนมากเข้ามาต้มตุ๋นคนไทยเข้ามาร่วมทุนในลักษณะมันนี่เกมส์หรือเอาเงินคนใหม่ไปให้หัวคิวคนเก่าเป็นลูกโซ่ จนเกิดความปั่นป่วนแก่ธุรกิจแฟรนไซส์” ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็ธุรกิจแชร์ลูกโซ่เข้ามาแฝงในรูปธุรกิจแฟรนไชส์หลายรายแล้ว โดยให้มีการซื้อแฟรนไชส์โดยไม่ต้องทำอะไรเพียง ซึ่งการลงทุนอยู่ในหลักหมื่นบาทขึ้นไป แล้วก็รอเงินปันผลในอัตราสูง และในที่สุดผู้ที่เข้ามาลงทุนต่อจากคนอื่นก็จะถูกหลอกเงินโดยไม่ได้ผลตอบแทนและไม่ได้เงินที่ลงทุนไปด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ภาครัฐก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้จำนวนมากแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้ออกกม.คุมมาตรฐานแฟรนไชส์Facebook Comments -

สคบ.ลุยตรวจสินค้าและบริการภาคใต้
ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสินค้าและบริการในพื้นที่ภาคใต้ 3 จังหวัด คือ จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต และตรัง โดยภาพรวมได้ตรวจพบปัญหาหลายอย่าง ทั้ง เรื่องการทำสัญญาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมถึงปัญหาการออกหลักฐานการรับเงินจากธุรกิจหอพักไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เบื้องต้นได้แจ้งเตือนให้ผู้ประกอบธุรกิจเร่งแก้ไขแล้ว และจากนี้จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกสุมตรวจอีกครั้ง หากพบว่า ยังทำผิดอยุ่ต้องถูกดำเนินคดีต่อไปทั้งนี้สคบ.ยังได้ออกตรวจสอบธุรกิจขายตรงภายในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเรื่องของสินค้าและบริการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ไม่ได้ระบุวันหมดอายุ และไม่มีภาษาไทยแสดงไว้ให้ผู้บริโภครับทราบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว อาจจะทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องมาตามมาหากใช้สินค้าดังกล่าว ไม่ถูกต้องและไม่มีคุณภาพ เบื้องต้นได้สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ส่วนปัญหาการประกอบธุรกิจขายตรงที่อาจแฝงธุรกิจเครือข่ายลูกโซ่นั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบปัญหาดังกล่าว จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าจะไม่ถูกหลอกลวง“หลายธุรกิจที่ออกตรวจ ก็พบปัญหาหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก และได้สั่งให้ผู้ประกอบการแก้ไขแล้ว ซึ่งนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสคบ. ก็แสดงความเป็นห่วงว่า การประกอบธุรกิจบางอย่างอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้จะไม่พบการกระทำผิด แต่เลขาฯก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้มงวด ออกสุ่มตรวจสอบโดยร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดช่วยดูแล ขณะที่ปัญหาด้านการท่องเที่ยวเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แต่ก็เชื่อว่า ภาพรวมไม่น่าหนักใจอะไร”นอกจากนี้สคบ.ยังได้จัดประชุมให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคกับเครือข่ายประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เป็นตัวกลางส่งต่อข้อร้องเรียนจากชาวบ้านเข้ามายังส่วนกลาง รับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมประยุกต์ หรือแอพพลิเคชั่น สคบง ที่สามารถรับเรื่องราวร้องทุกข์ออนไลน์และส่งข้อมูลให้กับสคบ. ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และถูกเอาเปรียบในระดับรากหญ้าให้สามารถเข้าถึงการส่งเรื่องราวร้องทุกข์มายังภาครัฐได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ลุยตรวจสินค้าและบริการภาคใต้Facebook Comments