นายรังสรรค์ ศรีวรศาสาตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการฯ ได้ตั้งคณะทำงานเก็บข้อมูลจำนำข้าว ที่มีรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหรกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เป็นประธาน ซึ่งได้ตกลงหลักเกณฑ์การปิดบัญชีจำนำข้าวโดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ส่งข้อมูลการจำนำข้าวให้คณะทำงานทั้งหมดภายในวันที่15 ก.ย.57 หลังจากนั้น คณะทำงานจะทำการปิดบัญชีเสนอให้คณะอนุกรรมการภายในสิ้นเดือนก.ย.56ทั้งนี้ การปิดบัญชีในส่วนของการตีมูลค่าที่ยังเหลืออยู่ให้ใช้ราคาที่คาดว่าจะขายได้จริง ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดและต่ำกว่าราคาที่ใช้ปิดบัญชีล่าสุดที่ผ่านมา 31 พ.ค.56 ที่ใช้ราคารับจำนำเข้าคิดมูลค่าข้าวที่เหลืออยู่ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะสมาคมนักบัญชีที่ทางอนุกรรมการเชิญให้เข้ามาอยู่ในขณะทำงานด้วย ระบุว่าการใช้ราคารับจำนำข้าวตีมูลค่าข้าวที่เหลืออยู่ไม่ถูกต้อง ส่วนผลการขาดทุนจะเพิ่มสูงขึ้นจากที่ปิดบัญชีล่าสุด330,000 ล้านบาทเป็นกว่า 500,000 ล้านบาทหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้ อย่างไรก็ตาม การปิดบัญชีจำนำข้าวครั้งนี้จะปิดทั้งหมด15 โครงการตั้งแต่ปี 47 ถึงปี57 โดยจำนวนนี้เป็นโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา7 โครงการ ซึ่งการปิดบัญชีจะดำเนินการเป็นช่วงๆจากที่ปิดล่าสุดวันที่ 31 พ.ค.56ก็จะปิดช่วงวันที่1 ต.ค.56 ถึง 30 ก.ย.56 เพื่อให้รวมความเสียหายทั้งปีงบประมาณ56 หลังจากนั้นจะปิดบัญชีโครงการตั้งแต่1 ต.ค.56 ถึง 22 พ.ค.57 ที่มีการเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และปิดบัญชีช่วงสุดท้ายหลังวันที่ 22 พ.ค.57 ถึง30 ก.ย.57 เพื่อดูผลเสียหายทั้งปีงบประมาณ 57 "การปิดบัญชีจำนำข่าวเป็นช่วงเพื่อให้เห็นความเสียหายก่อนและหลังที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งทาง คสช. ได้เร่งให้มีการบัญชีจำนำข้าวให้เร็วที่สุดและให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอผลการปิดบัญชีจำนำข้าวให้คสช. ได้ก่อนสิ้นเดือนก.ย. นี้"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จำนำข้าวส่อขาดทุนเพิ่ม
Blog
-

จำนำข้าวส่อขาดทุนเพิ่ม
Facebook Comments -

ค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์คึกคัก
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์มีอัตราเติบโตสูงถึง20 % โดยด่านแม่สอด จ.ตาก มีมูลค่าการค้าถึง 50,000 ล้านบาทหลังจากที่เมียนมาร์เปิดประเทศส่งผลให้การค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ เริ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าภายในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้าจะสามารถแซงการค้าระหว่างไทยและมาเลเซีย ที่มีมูลค่าซื้อขายอันดับ 1 อยู่ที่ 300,000 ล้านบาทได้ “ที่ผ่านมาไทยขาดดุลทางการค้ากับเมียนมาร์เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากเมียนมาร์ปีละ 100,000 ล้านบาทส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าก๊าชธรรมชาติ แต่ขณะนี้การส่งออกสินค้าจากไทยไปเมียนมาร์โตแบบก้าวกระโดดทำให้ตัวเลขขาดดุลดลงจากปี 55 อยู่ที่ 70,000 ล้านบาทลดลงมาเหลือ 40,000 ล้านบาทในปี 56 และปี 57 จะเหลือเพียง 20,000ล้านบาท แต่หากนับรวมสินค้าไทยที่นำไปขายแบบกองทัพมดถือว่าไทยไม่ได้ขาดดุลการค้า” นอกจากนี้มองว่าประเทศเมียนมาร์จะเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญเนื่องจากเมียนมาร์ติดอันดับ 1 ในการปลูกข้าวและส่งออกไปขายในตลาดโลกดังนั้นการกลับขึ้นเป็นอันดับ 1 เหมือนเดิมเชื่อว่าทำได้แน่นอน นอกจากนี้เมียนมาร์ยังมีแหล่งทรัพย์กรธรรมชาติเป็นจำนวนมากทั้งในเรื่องของป่าไม้ แร่ธาตุต่างๆ และในภาคใต้ยังเป็นแหล่งในการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ทำให้นักธุรกิจไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์เพิ่มขึ้น “จุดเด่นของเมียนมาร์ คือจำนวนประชากรที่มีอยู่60 ล้านคน มีอายุเฉลี่ยที่ 25 ปี และสัดส่วน 70 % เป็นคนหนุ่มสาวถือว่าเป็นวัยของการทำงานจึงทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเริ่มย้ายฐานการผลิตไปเมียนมาร์เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ส่วนเศรษฐกิจเมียนมาร์เติบโตปีละ 8 % และอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการเติบโตปีละ 10 %ซึ่งเหมือนกับไทยในอดีตที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างมาก จากการส่งออกที่โตแบบก้าวกระโดด” สำหรับการช่วยเหลือลูกค้าที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อ เทรดไฟแนนซ์ เงินหมุนเวียน การให้บริการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และบริการรับเงินโอนซึ่งยอมรับว่าการที่ลูกค้าจะไปทำตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะรายเล็ก ซึ่งหากจะสำเร็จต้องเข้าใจตลาด วัฒนธรรม หาผู้ร่วมทุนในท้องถิ่นเพราะถ้าลูกค้าเติบโตธนาคารก็เติบโตไปด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์คึกคักFacebook Comments -

เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต
วันนี้(27สค.57)นายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี ที่บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี โดยมีส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงาน นายรอยล กล่าวว่า มูลนิธิอุทกพัฒน์ ฯร่วมกับอ.หนองเสือ และองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ฯ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชนที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ กรอบคิด กรอบงาน มาพัฒนาการจัดการน้ำชุมชนจนประสบผลสำเร็จเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นมาศึกษาเรียนรู้ได้ โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชนอธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลง ให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้ ทั้งนี้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี แสดงผลสำเร็จของการจัดการน้ำของชุมชนคลองรังสิตซึ่งได้ดำเนินงานพัฒนาโครงสร้างน้ำ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและกักเก็บน้ำในพื้นที่ร่องสวนปาล์มน้ำมัน พัฒนาเป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้อนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ริมคลองสาธารณะด้วยพื้นที่ตัวอย่างการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ชุมชนคลองรังสิตมีสภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ทำเกษตรกรรมร่องสวนเป็นอาชีพหลักวิถีชีวิตพึ่งพาแหล่งน้ำจากคลองรังสิต เพื่อการเพาะปลูก คมนาคม อุปโภค และบริโภคแต่เดิมเกษตรกรทำสวนส้ม แต่ประสบปัญหาโรคส้มระบาด และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นดินเปรี้ยวเกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งสามารถทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและน้ำท่วมขังได้นานกว่า 1 เดือน ประกอบกับในปี 2554ที่เกิดมหาอุทกภัย พบว่าพื้นที่คลอง 8,9 ,10สามารถเก็บกักน้ำและหน่วงน้ำไว้ตามคลองหลัก คลองซอย และร่องสวนปาล์มน้ำมันจึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุทกภัยครั้งนี้แต่ด้วยโครงสร้างควบคุมระดับน้ำที่มีในพื้นที่ชำรุดและไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพทำให้ชุมชนหันมาบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการปรับวิถีเกษตรให้สอดคล้องกับและเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของพื้นที่และในปี2555 ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาที่ทรงสนับสนุนแนวทางบริหารจัดการน้ำโดยพระราชทานเงินบริจาคของวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)ใช้ดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและพัฒนาพื้นที่คลองรังสิตเป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้ขยายผลการดำเนินงานโดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโคคา-โคลาประเทศไทย ปัจจุบันขยายผลรวม 8 ตำบล 2 อำเภอ (ต.บึงชำอ้อ, ต.บึงกาสาม,ต.บึงบอน, ต.บึงบา, ต.หนองสามวังและ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ / ต.คลองหก และ ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง)ครอบคลุมพื้นที่กว่า 226,997 ไร่ เป็นตัวอย่างความสำเร็จให้กับชุมชนอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ จึงเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” ให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้การน้อมนำแนวพระราชดำริและแนวทางการทำงาน ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในท้องถิ่นต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิตFacebook Comments