Blog

  • ผุดคอนโดเกาะบีทีเอสแบริ่ง

    ผุดคอนโดเกาะบีทีเอสแบริ่ง

    นายวรเทพ ศรีคุรุวาฬ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อพอลโล่ แอสเส็ท จำกัด และบริษัท โว้ค พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรท์ 8 ชั้น โว้ค เพลส สุขุมวิท 107 มูลค่าโครงการ 460 ล้านบาท 1 อาคาร บนพื้นที่ 2 ไร่ รวม 168 ยูนิต ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2.03 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50 % เนื่องจากทำเลอยู่ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีแบริ่งมากที่สุด เมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ในย่านดังกล่าว และมีราคาเริ่มต้นขายที่ตารางเมตรละ 60,000 บาท หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ บริษัทจึงได้พัฒนาคอนโดมิเนียม ซึ่งในย่านดังกล่าว เห็นว่าเป็นที่อยู่อาศัยของคนวัยทำงานจำนวนมาก อีกทั้งใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวนมากด้วยเช่นกัน ขณะที่นโยบายของบริษัทคือจะพัฒนาคอนโดฯ ปีละ 1 โครงการ ที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการโว้ค สุขุมวิท 16 และโว้ค สุขุมวิท 31 แต่เป็นคอนโดฯ ระดับบน (ไฮเอ็นด์) ส่วนแบรนด์โว้ค เพลส นั้น ได้พัฒนาโครงการที่สุขุมวิท 107 เป็นโครงการแรก โดยหันมาจับกลุ่มตลาดคนทำงานระดับกลางขึ้นบน คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดที่ดี พร้อมกันนี้ คาดว่าภายใน 3-5 ปีนี้ จะนำที่ดินที่มีอยู่ในย่านต่าง ๆ มาพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง หลังเห็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น เช่น ที่ดินย่านเพชรเกษม จะพัฒนาทาวน์โฮม ย่านอ่อนนุชพัฒนาเป็นทาวน์เฮาส์กับคอนโดฯ ย่านสีลมขนาด 200 ตร.ว.มาพัฒนาเป็นออฟฟิศ 8 ชั้น และสุขุมวิท 51 พัฒนาเป็นเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผุดคอนโดเกาะบีทีเอสแบริ่ง

  • อิชิตันลุยตลาดอินโดนีเซียต้นปีหน้า

    อิชิตันลุยตลาดอินโดนีเซียต้นปีหน้า

    นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตันกรุ๊ป จำกัด (มหาชน ) ผู้ผลิตและจำหน่ายชาพร้อมดื่มอิชิตัน เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจะจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวน้ำผึ้งมะนาวและชาดำมะนาวพร้อมดื่มที่ประเทศอินโดนีเซีย ในไตรมาสแรกของปี 58 ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจออกสู่กลุ่มประเทศอาเซียนเป็นครั้งแรก เพราะเห็นโอกาสทั้งในด้านจำนวนประชากรที่มีมากถึง 250 ล้านคน ประกอบกับภูมิอากาศที่ร้อนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบดื่มชาและเครื่องดื่มหวานเย็นดับกระหาย ส่งผลให้ตลาดรวมชาพร้อมดื่มมูลค่ากว่า 73 ,000 ล้านบาท เติบโตดีอย่างต่อเนื่องถึง 15% ขณะที่ชาเขียวพร้อมดื่มเติบโตได้ถึง 20% บริษัทจึงมั่นใจที่จะเข้ามาทำตลาด พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายรายได้ในปีแรกที่ 1,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 35% จากขณะนี้ที่ประมาณ 1% ของรายได้ทั้งบริษัท ”ตอนนี้ตลาดเครื่องดื่มที่อินโดนีเซียเติบโตดีมากประกอบกับยังไม่มีเจ้าตลาดที่ชัดเจน บริษัทจึงรีบเข้ามาลงทุนและเตรียมส่งเครื่องดื่มอื่นๆเข้ามาขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้เราน่าจะเป็นบริษัทที่สองของคนไทยที่เห็นโอกาสแล้วมาลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ที่ บริษัท เซ็ ปเป้บิวตี้ดริง ค์ เข้ามาจำหน่ายเครื่องดื่มในระยะหนึ่งและได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งนี้บริษัทจะสร้างตลาดอินโดนีเซียให้แข็งแกร่งก่อนจึงจะเริ่มไปประเทศอื่น โดยมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจอันดับต้นๆ ” ทั้งนี้ในระยะแรกสินค้าที่จำหน่ายเป็นการจ้างบริษัทพันทมิตรในอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและนำเข้าจากไทยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในปีหน้าเมื่อยอดขายสูงถึง 1 ,000 ล้านบาท บริษัทเตรียมจะพัฒนาโรงงานผลิตเองที่อินโดนีเซีย ขณะที่ในไทยอยู่ระหว่างการเพิ่มเครื่องจักร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับตลาดอินโดนีเซียและตลาดในไทย ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มจาก 1,000 ล้านขวดต่อปี เป็น 1,200 ล้านขวดต่อปี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อิชิตันลุยตลาดอินโดนีเซียต้นปีหน้า

  • แอลพีเอ็นเปิดตลาดแนวราบ

    แอลพีเอ็นเปิดตลาดแนวราบ

    นายจรัญ เกษร กรรมการผู้จัดการ บริษัทพรสันติ จำกัด ในเครือบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการแนวราบ 3 โครงการ โดยไตรมาส 3 นี้จะเปิด 2 โครงการ เป็นทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น และทาวน์โฮม 4 ชั้น มูลค่ารวม 200 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 7.3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 3 ชั้น มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท ในย่านบางนา-ศรีนครินทร์ และสวนหลวง ร.9 และปลายปีอีก 1 โครงการย่านพระราม 2 มูลค่า 400 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้ปีนี้มีรายได้ 700-800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ตามเป้าหมายที่วางไว้ “ทั้งนี้การที่บริษัทมาสร้างบ้านแนวราบนั้น เพื่อขยายฐานลูกค้าเดิม ที่อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมลุมพินีมานาน เมื่อครอบครัวขยาย ก็ย้ายมาอยู่บ้านลุมพินี ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าคอนโดฯ กว่า 30-40% ที่ขยายครอบครัวมา นอกจากนั้น ยังเป็นการบริหารจัดการทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจากบริษัทแม่ที่มีรายได้จากคอนโดฯ สูงถึง 97% ซึ่งนักลงทุนอาจมองว่ามีรายได้ขาเดียว หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น จะทำให้มีผลต่อฐานะบริษัทได้ ดังนั้นแอลพีเอ็นจึงได้ ต่อยอดธุรกิจ และตอบโจทย์ลูกค้า โดยยังคงสร้างบ้านแนวราบระดับราคา 3-5 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้าหลักคือกลุ่มบีถึงซีบวก คาดว่าช่วง 2-3 ปีแรก หากมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% ถือว่าน่าพอใจแล้ว” แต่ทั้งนี้ในส่วนของโครงการย่านสวนหลวง ร.9 ที่ราคาสูงนั้น เนื่องจากติดปัญหาข้อกฎหมายห้ามไม่ให้สร้างห้องแถวในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้แต่ละหลัง ต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 50 ตร.ม.ขึ้นไป จึงต้องสร้างบ้านราคาสูง แต่เชื่อว่าจะมีผลตอบรับที่ดี เพราะอยู่ในย่านใจกลางเขตเศรษฐกิจโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันได้วางแผนปีหน้า จะเปิดโครงการอีก 5-6 โครงการมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท และจะมีรายได้ถึง 1,000 ล้านบาทแน่นอน แต่ในส่วนของการหาซื้อที่ดินนั้น ไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยจะพิจารณาทำเล แล้วหาซื้อและก่อสร้างเลย ซึ่งขณะนี้มีเพียง 2 แปลงที่ซื้อไว้แล้วสำหรับพัฒนาโครงการปีหน้า "การก่อสร้างบ้านนั้น ง่ายกว่าคอนโดฯ ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ทีละหลัง แต่ละหลังใช้เวลาก่อสร้าง 6-8 เดือน ก็สามารถส่งมอบและรับรู้รายได้เข้าบริษัทได้เลย และในส่วนของบ้านลุมพินีนี้ แอลพีเอ็นก็จะเข้ามาดูแลและจัดตั้งนิติบุคคลให้ด้วย เหมือนกับที่ดูแลคอนโดฯ ซึ่งเป็นแนวทางของแอลพีเอ็นอยู่แล้ว ในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในโครงการ ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทก็ค่อย ๆ เติบโต จากที่มีรายได้เพียง 100 กว่าล้านบาทมาเป็น 600 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะเป็น 800 ล้านบาท”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอลพีเอ็นเปิดตลาดแนวราบ