แก้ไม่ตก! กับปัญหา “หนี้นอกระบบ” ที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา สุดท้าย “ลูกหนี้” ต่างต้องมีจุดจบที่แตกต่างกันไป อย่างล่าสุดก็เกิดขึ้นกับ “ป้าสังเวียน-รักษาเพ็ชร์” ชาวนาจ.ลพบุรี ที่ตัดสินใจเผาตัวเองเพื่อประชดการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ได้ ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึง ปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไข คิดดอกเบี้ยแสนโหด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ที่ไม่สามารถจัดการปัญหาหนี้นอกระบบได้หมดสิ้นเสียที และยิ่งฝังลึกเข้าไปกับคนไทยในหลากหลายอาชีพทั่วทุกพื้นที่ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ เหตุเพราะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต้องคำนึงถึงความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้ โดยใช้เอกสารและหลักทรัพย์ค้ำประกันเข้ามาเป็นตัวกำหนด ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งต้องหันไปพึ่งพาธุรกิจเงินสดแทน เพราะช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ และได้เงินอย่างรวดเร็ว แต่…ต้องก้มหน้าแบกรับกับภาระดอกเบี้ยแสนโหดที่สูงลิ่ว จนบางครั้งอาจสูงกว่าเงินต้นด้วยซ้ำไป แม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายคุ้มครองหนี้นอกระบบ คือ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ภายใต้กระทรวงมหาดไทย เข้ามากำกับดูแล โดยกำหนดให้ผู้ปล่อยกู้สามารถเรียกดอกเบี้ยอัตรา 15% ต่อปีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว! กลับพบว่าไม่อาจควบคุมได้อย่างแท้จริง เพราะเจ้าหนี้นอกระบบทั่วไป คิดอัตราดอกเบี้ยสูงมากถึง 5%, 10% หรือ 20% ต่อเดือน หากคิดเทียบเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปีจะสูงถึง 60%, 120% หรือ 240% ต่อปี ทีเดียว ทำให้ลูกหนี้หลายรายไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้อย่างจริงจังเสียที… แบงก์รัฐแก้ไม่ตรงจุด ขณะเดียวกัน การใช้สถาบันการเงินของรัฐ หรือแบงก์รัฐ เข้ามาแก้ไขปัญหา กลับไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องหรือถูกทาง เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เพราะการใช้แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ รายละ 200,000 บาท ไม่ได้ตอบโจทย์อย่างเต็มที่ เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อที่เป็นรายบุคคลย่อมมีความเสี่ยง!!! ทำให้การอนุมัติวงเงินต้องรัดกุมและรอบคอบมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นผลเสียต่อธนาคารโดยไม่จำเป็น และสุดท้ายอาจเป็นภาระต่องบประมาณได้ หากภาครัฐเข้าไปชดเชยดอกเบี้ยส่วนเกินแทน จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่ว่า…ได้ ดังนั้น การนำแบงก์รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาก็เท่ากับว่า เมื่อดูจากผลลัพธ์แล้วการใช้แบงก์รัฐเป็นเพียงมาตรการที่โยกจากซ้ายไปขวาเท่านั้น ด้วยการดึงลูกหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้อง พร้อมจูงใจด้วยนโยบายดอกเบี้ยต่ำ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ลบล้างหนี้ของประชาชนที่เกิดขึ้นได้หมด ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบผ่านแบงก์รัฐมาแล้วถึง 3 โครงการ คือ โครงการขึ้นทะเบียนคนยากจน เมื่อปี 47 มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 94,000 ราย จากลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 1.7 ล้านราย มูลค่า 135,000 ล้านบาท โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ปี 52-53 มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 417,000 ราย จากที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบไว้ 1.2 ล้านราย มูลค่า 123,000 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 54-56 มีลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือจำนวน 124,000 ราย มูลค่าหนี้ 12,000 ล้านบาท แต่ผลที่ออกมาคือปัญหาเดิม ๆ ยังไม่จบไม่สิ้นตามเคย ใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ ล่าสุด…ขุนคลัง “สมหมาย ภาษี” ก็เลือกใช้วิธี “เกลือจิ้มเกลือ” เตรียมเลือกใช้มาตรการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อย หรือ “สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์” เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนในการขอสินเชื่อรายย่อย ที่มีรายได้น้อยและไม่มีหลักประกัน เพราะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่สามารถเข้าถึงรายย่อยได้ดีที่สุด โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่กู้เงินนอกระบบ และผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินรวมทั้งสิ้น 2.94 ล้านครัวเรือน กำหนดปล่อยสินเชื่อไว้ให้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท เพียงพอต่อการเป็นทุนในการประกอบกิจการต่าง ๆ แต่จำกัดยอดเงินกู้ไม่ให้สูงมากนัก เพื่อป้องกันการกู้เงินมากเกินควร และอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เกิน 36% ต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 3% พร้อมแบ่งเขตการปล่อยกู้แต่ละจังหวัดทั่วประเทศอย่างชัดเจน ด้วยการจำกัดพื้นที่ในการให้บริการ และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และกรมสรรพากร เข้ามาช่วยเหลือและตรวจสอบ แถมไอเดียบรรเจิด ด้วยการมอบรางวัลให้เอกชน เช่น การคิดภาษีครึ่งหนึ่งของรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมโครงการอีกด้วย ตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย สำหรับรูปแบบการบริการสินเชื่อนี้ จะจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) ให้เอกชนเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ ที่ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท เป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเงินที่จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท แต่ควรต่ำกว่า 50 ล้านบาท ที่เป็นเกณฑ์การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและให้มีความระมัดระวังให้สินเชื่อ เพราะเป็นเงินลงทุนของ บย.เอง โดยกระทรวงการคลังจะมีบทบาทในการกำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ระดับเฉลี่ย 36% ต่อปีนั้น ผู้ประกอบธุรกิจได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สร้างภาระกับผู้กู้มากเกินไป เพราะอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าอัตราสินเชื่อนอกระบบในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้กู้และ บย.จะอยู่ภายใต้การควบคุมจากภาครัฐ ขณะที่คุณสมบัติผู้กู้นาโนไฟแนนซ์ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่จะมีหรือไม่มีหลักประกันในการกู้ก็ได้ เบื้องต้นเอกสารที่ใช้จะเหมือนกับการกู้สินเชื่อบุคคลจากสถาบันการเงินทั่วไป ทั้งสัญญาเงินกู้ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาเงินเดือน ที่จะตรวจสอบถึงความสามารถในการชำระ เป็นต้น ส่วนการปล่อยสินเชื่อนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ ซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นก็จะถูกชดเชยโดยการอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจคิดอัตราดอกเบี้ยได้สูงขึ้น ทั้งนี้ นาโนไฟแนนซ์ สามารถดำเนินการได้ทันที ภายหลังที่ รมว.คลัง พิจารณาก่อนเสนอ ครม.เห็นชอบ ซึ่งดำเนินการเพียงยกร่างประกาศกระทรวงการคลัง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศเรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) และร่างประกาศเรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมเท่านั้น โดยผู้ประกอบการเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐ เร่งกฎหมายทวงหนี้ฯ ส่วนความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้อย่างเป็นธรรมนั้น ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรกแล้ว และวาระ 2 อยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวครอบคลุมถึงการคุ้มครองผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ โดยจะต้องมีเจ้าหน้าที่ในส่วนต่างเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา เนื่องจากการแก้ปัญหาของผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบจะกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหากจะให้ สศค.ดำเนินการอาจดูไม่ได้เต็มที่ เพราะ สศค.ดูได้เพียงแค่ส่วนกลาง โดยการดำเนินการดังกล่าวคงต้องให้หน่วยงานอื่น ทั้ง มหาดไทย ตำรวจ เข้ามาช่วยกันดูแล ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ทั่วประเทศ และเมื่อประกาศเป็นกฎหมายแล้ว จะช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างสมบูรณ์ เพราะจะคุ้มครองลูกหนี้ได้อย่างมาก แนวทางทั้งหมดโดยหลักการแล้วดูเหมือนว่าน่าจะเข้าถึงและแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่สุดท้ายแล้วคงไม่มีใครออกมาฟันธง ณ เวลานี้ ในทันทีได้ว่า “เดินถูกทาง” แค่คงต้องรอให้เวลา…เป็นเครื่องตัดสินว่าแนวทาง “เกลือจิ้มเกลือ” ครั้งนี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใด?. วุฒิชัย มั่งคั่ง 1มาตรการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อย (สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์) 2กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่กู้เงินนอกระบบและเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน 2.94 ล้านครัวเรือน 3อัตราดอกเบี้ยที่ไม่เกิน 36% ต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 3% 4จะมีหรือไม่มีหลักประกันในการกู้ก็ได้ 5ตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.) ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท 6กำหนดเขตการปล่อยกู้แต่ละจังหวัดทั่วประเทศอย่างชัดเจน 7กระทรวงการคลังจะมีบทบาทในการกำกับดูแล 8เอกสารที่ใช้ประกอบการกู้เงิน – สัญญาเงินกู้ – สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน – สำเนาทะเบียนบ้าน – สำเนาเงินเดือน 9ยกร่างประกาศกระทรวงการคลัง 2 ฉบับ – ร่างประกาศเรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) – ร่างประกาศเรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ย ที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมเท่านั้น 10ใช้ พ.ร.บ.ทวงหนี้อย่างเป็นธรรม ดูแลลูกหนี้ “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า เรื่องนาโนไฟแนนซ์ ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อยไม่เกินรายละ 1.2 แสนบาท ถือเป็นการปล่อยสินเชื่อแนวทางใหม่ นอกเหนือไปจากแนวทางเดิมที่รัฐเคยได้ทำ เช่น จัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย หรือไมโครไฟแนนซ์ เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับคนจนที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์ แต่ก็ต้องมีการติดตามตรวจสอบด้วยว่า หากปล่อยเงินไปแล้วมีผลสำเร็จหรือผลเสียอย่างไร และต้องมีระบบประเมินผล ว่าสอดคล้องกับงบประมาณที่รัฐจัดลงไปอุ้มคนกลุ่มนี้ด้วยหรือไม่ “ถามว่าดีไหม ในหลักการเชื่อว่าดี เพราะเป็นการแยกย่อยลงไปถึงกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หรือเป็นคนที่จนจริง ๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกเหนือจากนโยบายเดิมที่รัฐทำอยู่ และเชื่อว่า การผลักดันสินเชื่อรูปแบบนี้ออกไปก็สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.ที่ต้องการช่วยกลุ่มคนจน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ แต่จะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นคงต้องมาติดตามกันอีกที” “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์หรือสินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มรากหญ้าในต่างจังหวัดได้ เนื่องจากไม่เข้าใจวัฏจักรและเข้าถึงชีวิตของกลุ่มคนในชนบท จึงจำเป็นต้องให้เกิดสุญญากาศ ขณะที่รัฐและแบงก์เฉพาะกิจ ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีกฎกติกาออกมาก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นทำให้รัฐต้องอุ้มกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ด้วยการช่วยเหลือเป็นครั้งคราว ส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มคนทำงานในเมืองทำอยู่แล้วเป็นปกติ ทั้งนี้บุคคลที่มีความรู้ไมโครไฟแนนซ์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ดำเนินการกิจการค้าพืชไร่ ค้าปุ๋ย ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความรู้ชีวิตคนในชนบทเป็นอย่างดี และใช้เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้ให้กับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา และไม่ได้ถูกกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ทำได้ในกรอบที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยกู้ได้ทั้งหมด “บุญยง ตันสกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย บอกว่า การที่รัฐบาลสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทั่วไปเข้ามาปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนรายย่อย ที่เรียกว่า นาโนไฟแนนซ์ นั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้นทุนทำธุรกิจค่อนข้างสูง และผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ขณะที่ภาคธุรกิจที่จะเข้ามาปล่อยเงินกู้ต่างไม่มีความชำนาญ แต่ถ้าเป็นการร่วมทุนกับภาครัฐ หรือในรูปแบบกึ่งรัฐวิสาหกิจ เช่น เอกชนร่วมทุนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย อาจเป็นไปได้ ที่ผ่านมาซิงเกอร์เคยศึกษาการทำนาโนไฟแนนซ์ แต่การจะปล่อยเงินกู้ให้กับรากหญ้า จะเป็นเงินไม่มากนักคือ 5,000-10,000 บาทต่อราย โดยพฤติกรรมการชำระเงินคืน จะไม่นิยมไปยังสถาบันการเงิน หรือทำธุรกิจการเงินอื่น ๆ เช่น โอนเงิน ดังนั้นเจ้าหนี้จะต้องส่งพนักงานไปตามทวงหรือเก็บเงินเอง หากรัฐต้องผลักดันให้นาโนไฟแนนซ์ ขอให้ยึดโมเดลของบังกลาเทศมาปรับใช้คือปล่อยกู้ในรูปแบบกึ่ง “กองทุนหมู่บ้าน” ที่ปล่อยกู้ให้ประชาชนนำไปสร้างอาชีพ โดยรัฐสอนอาชีพให้ประชาชน ให้มีรายได้มาจ่ายคืนหนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ แก้หนี้นอกระบบได้จริงหรือ?
Blog
-

จับตาสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ แก้หนี้นอกระบบได้จริงหรือ?
Facebook Comments -

ไป่ตู้-ม.ชิงหัวพัฒนาจักรยานอัจฉริยะ ติดตั้งสมองกลประมวลผลผ่านคลาวด์
ไป่ตู้ เสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ระดับโลก เผยโฉมจักรยานอัจฉริยะ ตู้ไบค์ (Dubike) ติดตั้งระบบปฏิบัติการเทคโนโลยีล้ำสมัยสมองกล ไป่ตู้ เบรน เตรียมเปิดตัวเชิงพาณิชย์ปลายปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จักรยานอัจฉริยะตู้ไบค์ หรือ Dubike วิจัยโดย Baidu IDL (Institute of Deep Learning) ซึ่งมีเทคโนโลยีไป่ตู้ เบรน (Baidu Brain) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นศูนย์กลางระบบนำทาง ระบบโซเชียล ระบบตรวจจับสุขภาพ ระบบเส้นทางหลีกเลี่ยงฝูงชน ระบบแนะนำเส้นทางอัจฉริยะ และระบบโปรแกรมฟิตเนส โดยระบบปฏิบัติการทั้งหมดนี้จะนำไปใช้ในการอัพเกรดจักรยานอัจฉริยะให้มีความชาญฉลาดยิ่งขึ้น มร.ยู ไค (Yu Kai) รองประธานสถาบันไป่ตู้ ไอดีแอล กล่าวว่า ไม่ว่าการพัฒนาระบบจะฉลาดมากขึ้นเท่าไหร่ เป้าหมายสูงสุดก็ยังคงเป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีไปสู่ผู้คนเพื่อให้เกิดการบริการที่ดีกว่า หวังว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยพัฒนาด้านการเดินทางที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบการจัดการสุขภาพรอบด้าน ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน และรู้สึกสนุกไปกับการปั่นจักรยาน จักรยานอัจฉริยะตู้ไบค์ ประกอบไปด้วย ระบบตรวจจับอัจฉริยะซึ่งติดตั้งอยู่บนจักรยาน ระบบจัดการข้อมูลด้านสุขภาพแอพพลิเคชั่นด้านโซเชียล เซ็นเซอร์แบบบูรณาการ สมองกลอัจฉริยะ ระบบควบคุมอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ที่ครอบคลุมสถานที่อยู่ การจราจร สิ่งแวดล้อม รายละเอียดการขับขี่ และความต้องการส่วนบุคคลในการปรับแต่งเส้นการเดินทางแบบอัตโนมัติผ่านทางเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่เก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน เช่น อัตราการเต้นหัวใจ ระยะทาง ความถี่รอบปั่น ความเร็ว การเผาผลาญแคลอรี่ ผ่านระบบวิเคราะห์ของไป่ตู้เบรน โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและตอบกลับผู้ใช้ด้วยระบบเสียงและภาพ ทั้งหมดจะประมวลผลไปยังผู้ใช้ผ่านระบบคลาวด์ ไป่ตู้ คาดว่า ระบบสมองกลไป่ตู้ เบรน ซึ่งจะติดตั้งบนจักรยานตู้ไบค์ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมจักรยาน ทั้งนี้ ไป่ตู้ เบรน ถูกสร้างและคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ไป่ตู้ ซิลิคอน วัลเลย์ จากการจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันมีระดับความฉลาดเท่ากับเด็กอายุ 2-3 ขวบ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไป่ตู้-ม.ชิงหัวพัฒนาจักรยานอัจฉริยะ ติดตั้งสมองกลประมวลผลผ่านคลาวด์Facebook Comments -

ไอคิว เอ็กซ์ออซซี่ชูสองนิ้วถ่ายเซลฟี – ฉลาดใช้
สมาร์ทโฟน ค่ายไอ-โมบาย มีไม่กี่รุ่นที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจ ไอคิว เอ็กซ์ ออซซี่ เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยดีไซน์และลูกเล่นที่มาพร้อมตัวเครื่อง ไอ-โมบาย เพิ่งจะเปิดตัวไอคิว เอ็กซ์ ออซซี่ ในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปของตระกูลนี้ ไอคิว เอ็กซ์ ออซซี่ ต่อยอดมาจากรุ่นที่รองรับทีวีดิจิตอล เพิ่มประสิทธิภาพการดูทีวีดิจิตอลให้คมชัดและรับสัญญาณได้แรงขึ้น หน่วยประมวลผลออคต้า คอร์ 2.0 กิกะเฮิรตซ์ สามารถทำงานได้พร้อมกันทั้ง 8 ตัว ทำให้เร็วและแรงขึ้น จอ 5.2 นิ้ว ฟูลเอชดี เป็นจอสัมผัสแบบกันรอยขีดข่วน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.4 รุ่นนี้เบาและบางกว่ารุ่นที่มีทีวีดิจิตอลก่อนหน้านี้ ตัวเครื่อง น้ำหนักประมาณ 140 กรัม ขนาดไม่กว้าง แต่ออกแนวยาว สำหรับให้ดูทีวี ฝาหลังเป็นพลาสติกแบบบาง ๆ ถอดเพื่อใส่ซิมและไมโครเอสดีการ์ดได้ถึง 32 กิกะไบต์ แต่ถอดแบตเตอรี่ไม่ได้ เวลาถอดฝาหลังให้ระวังเสาอากาศที่ฝังอยู่ข้าง ๆ เพราะดึงแรงเกินไป อาจหลุดติดมือมาได้ กล้องหลัง 18 เมกะพิกเซล กล้องหน้า 8 เมกะพิกเซล พร้อมแฟลชและระบบออโต้โฟกัสการใช้งานกล้องหน้า มีลูกเล่นใส่มาให้พร้อม ไม่ต้องไปดาวน์โหลดมาเพิ่ม แค่แตะ ไปที่รูปนิ้วสองนิ้ว หากจะเซลฟีก็ชูสองนิ้ว กล้องจะจับภาพและนับถอยหลังกดชัตเตอร์ ให้ทันที ไม่ต้องพึ่งไม้เซลฟีหรือทำแขนยื่นยาวอีกต่อไป อย่าลืมเปิดโหมดบิวตี้ หรือโหมดหน้าสวยด้วยนะคะ จะได้เนียนผ่องเป็นยองไย ไฝ ฝ้าหายเกลี้ยง แบตเตอรี่ 2,300 มิลลิแอมป์ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ใส่ได้สองซิมเหมือนเคย รองรับเครือข่าย 3G และมีไวไฟฮอตสปอตปล่อยสัญญาณได้ สำหรับการใช้งานดิจิตอลทีวี ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่ดึงเสาอากาศที่ซ่อนขอบล่างตัวเครื่องขึ้นมา แล้วเปิดหน้าจอหลักเลือกแอพ ดิจิตอลทีวีที่เป็นไอคอนจอทีวีสีเขียว เขียนว่า DTV เปิดเพื่อค้นหาสัญญาณทีวี ถ้าพื้นที่นั้นอยู่ในอาณาเขตการแพร่ภาพของดิจิตอลทีวีก็ดูได้ ส่วนเรื่องความคมชัด ภาพกระตุก หรือเสียงไม่มา ขึ้นกับความแรงของการแพร่ภาพจากสถานีนั้น ๆ อย่าลืมว่าทีวีดิจิตอลบ้านเรา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้จะอยู่ใน กทม. ก็อาจรับสัญญาณได้ไม่ครบทุกสถานี ต้องทำใจ ถ้าดูละครไม่ได้ก็อย่าปามือถือทิ้งด้วยความโมโห เสียดายเงินตั้ง 9,900 บาท ไปลองหยิบจับ ถามให้ละเอียดในช็อปไอ-โมบาย ก่อนตัดสินใจ. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอคิว เอ็กซ์ออซซี่ชูสองนิ้วถ่ายเซลฟี – ฉลาดใช้Facebook Comments