นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้เสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตราเป็นกฎหมายออมาบังคับใช้ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่สำคัญจะช่วยเป็นแหล่งเงินสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐ (แบงก์รัฐ) โดยไม่เป็นภาระงบประมาณทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ยังเป็นร่างเดิมที่เคยเสนอรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สภาพิจารณาไม่ทัน โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกองทุนจะเรียกเก็บเงินจาก 4 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ตามที่ รมว.คลัง ประกาศ แต่ไม่เกิน 1% ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนสำหรับเงินของกองทุน จะนำไปใช้ได้ในกรณี เพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนด้วย สามารถนำไปใช้ในโครงการตามมติของคณะรัฐมนตรี การนำไปใช้พัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวมถึงให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินกู้ยืม เนื่องจากในอนาคตคลังจะเสนอแก้กฎหมายกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีอำนาจในการเข้าไปดูแลสถาบันการเงินที่มีปัญหา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
Blog
-

ชงร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
Facebook Comments -

แบงก์รุกธุรกิจประกันเพิ่ม
นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝากและการลงทุน และการประกันภัยธนพัทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้การขายประกันผ่านธนาคาร เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น เพราะทำรายได้ค่าธรรมเนียม หรือค่าฟีสูงกว่าบริการอื่น ๆ เช่น การโอนเงิน และขายกองทุน ทำให้ธนาคารแต่ละแห่งเข้ามาทำตลาดกันอย่างคึกคัก และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยในส่วนของธนาคารฯ มียอดขายประกันในช่วงที่ผ่านมามีเบี้ยรับรวม 6,000 ล้านบาท จากทั้งปีตั้งเป้าหมายไว้ 14,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีปัญหาความผันผวนทางการเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ยอดขายไม่ได้ปรับลดลงมากนัก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ลูกค้าหันมาทำประกันสะสมทรัพย์กันมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากทั้งนี้ เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้ แนวโน้มตลาดยังขยายตัวดี เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น หรือฤดูกาลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อประกัน เพื่อไปลดหย่อนภาษีกันเป็นจำนวนมาก จึงเชื่อว่ายอดขายประกันปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และยังไม่จำเป็นต้องปรับเป้าหมายใหม่ โดยเน้นขยายฐานลูกค้าธนาคารเป็นหลักสำหรับการแข่งขันระดมเงินฝาก ขณะนี้ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่มีคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.) ทำให้นโยบายการคลังทำได้เต็มที่ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี57การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่เอกชนเริ่มขยายการลงทุน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มจะมีแคมเปญเงินฝากพิเศษออกมาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น และรองรับการปล่อยสินเชื่อในอนาคต ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะทรงตัวจนถึงสิ้นปีนี้ และปี 58 แนวโน้มดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดยกเลิกมาตรการคิวอีจะทำให้ดอกเบี้ยมีทิศทางขาขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์รุกธุรกิจประกันเพิ่มFacebook Comments -

ตั้งคณะทำงานระดับชาติตั๋วร่วม
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมว่า เตรียมขออนุมัติที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทำหน้าที่กำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม เพื่อรองรับการเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรถไฟฟ้า รถไฟ ทางด่วน รถเมล์ และทางน้ำ เข้าด้วยกัน โดยจะกำหนดการคิดอัตราค่าโดยสาร หรืออัตราแรกเข้า และอัตราค่าบริการ ที่จะต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบขนส่งอื่น ๆ และขณะนี้ได้ให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งทำเรื่องเสนอมายังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะนำเสนอขออนุมัติจาก คสช. ต่อไปสำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการะดับชาตินั้น หากจะรอให้ยกร่างกฎหมายใหม่ ที่ สนข.ดำเนินการอยู่นั้น ต้องใช้เวลาอีกนาน จึงเสนอให้ใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ 3 ทางเลือก คือ ยึดตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ยึดตามกฎหมายของสำนักงานจัดระบบการจราจรทางบก หรือออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งแนวทางที่ 3มีความเป็นไปได้มากที่สุดนางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ จะมีแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลระดับกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ส่วนโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง สำหรับระบบตั๋วร่วม คือ กลุ่มบีเอสวี ที่มีบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นแกนนำเป็นผู้วางระบบ ในช่วงแรกที่ยังไม่มีบริษัทเข้ามาบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไปแต่งตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ก่อน และจากนั้นค่อยไปพิจารณาการจัดตั้งบริษัทจำกัด ที่จะเข้ามาบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะต้องตั้งโดยพิจารณาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หรือจัดตั้งเป็นบริษัทโดยรัฐถือหุ้นไม่เกิน 50%ส่วนที่มีการว่าจ้างเอกชนเข้ามาวางระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางสำหรับระบบตั๋วร่วมนั้น จะใช้เวลาดำเนินการทั้งหมด 30 เดือน พร้อมกับได้สั่งการให้ไปพิจารณาแผนวางระบบให้สอดคล้องกับแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ และส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-หัวลำโพง –ท่าพระ ที่จะเสร็จในปี 58 – 59ด้านนายเผด็จ ประดิษฐ์เพชร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สนข. กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยยึดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด ส่วนกลุ่มบีเอสวี ที่จะเข้ามาวางระบบระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง คาดว่าจะเข้ามาดำเนินงานตั้งแต่ ต.ค. 57 ในช่วง 6 เดือนแรก เป็นการออกแบบตามร่างเงื่อนไขในทีโออาร์ ส่วนการจัดทำระบบจะแล้วเสร็จภายในต.ค. 58 จากนั้น จะใช้เวลา 6 เดือนในการทดสอบระบบการทำงาน และตั้งแต่ มี.ค.59 ระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้จะมีความพร้อมที่จะทดสอบเชื่อมกับระบบของโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งคณะทำงานระดับชาติตั๋วร่วมFacebook Comments