Blog

  • ไตรมาส 2 บจ. กำไรสุทธิ เพิ่ม 20.62%

    ไตรมาส 2 บจ. กำไรสุทธิ เพิ่ม 20.62%

    น.ส. ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน ตลท. 482 บริษัท หรือ 92.87% จากทั้งหมด 519 บริษัท ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 57 แล้ว โดยงวดไตรมาส 2 มี บจ. ที่มีกำไรสุทธิ 392 บริษัท หรือคิดเป็น 81.32% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด มียอดขายรวม 2.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.69% มีกำไรสุทธิ 203,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.62% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่งวด 6 เดือน มียอดขาย 5.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.00% กำไรสุทธิรวม 426,482 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.88%ไตรมาส 2 บจ. ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ บจ. ในหมวดพลังงาน และสาธารณูปโภคที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน บจ. ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศ และการส่งออก เช่น อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้าง มียอดขายเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว ตามความต้องการของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักที่เริ่มขยายตัว ขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ มีรายได้ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามภาพรวม บจ. ยังคงรักษาความสามารถในการควบคุมต้นทุนแ ละค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดี ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 18.82% ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 7.15% เพิ่มขึ้นจาก 6.38%“แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมือง มีความชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 2 แต่ยอดขายของ บจ. ยังคงทรงตัวและมีกำไรสุทธิที่ไม่นับรวมรายการพิเศษลดลง 6.00% จากไตรมาสก่อนหน้า โดย บจ. สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น แต่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้น ทั้งนี้ธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องได้แก่ กลุ่มขนส่ง กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 1”สำหรับหมวดธุรกิจที่มียอดขาย และกำไรเพิ่มขึ้นทั้งงวดไตรมาส 2 และ 6 เดือน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิงวด 6 เดือนรวม 244,437 ล้านบาท คิดเป็น 57.32% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมดโดย บจ. ที่มีกำไรงวดสะสม 6 เดือนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. ปตท. บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารกรุงเทพ ส่วนงวด 6 เดือน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 3 อันดับแรกคือ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มเทคโนโลยี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไตรมาส 2 บจ. กำไรสุทธิ เพิ่ม 20.62%

  • ผ้าไหมไทยเนื้อหอมต่างชาติแห่เหมา

    ผ้าไหมไทยเนื้อหอมต่างชาติแห่เหมา

    นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผ้าไหมไทย ได้พัฒนาเป็นที่ต้องการในระดับสากลมากขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาตามความต้องการอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดความมันของเนื้อผ้า เพิ่มมิติของลายผ้าให้มีความนูน ขึ้น โดยล่าสุดทางแบรนด์เสื้อผ้าดังๆ ระดับโลก มีความสนใจตัวอย่างผ้าไหมไทยไปแล้ว เช่น แบรนด์อมานี่ , ราล์ฟ ลอเรน และประเทศญี่ปุ่น ก็มีความต้องการผ้าไหมไทย เพื่อไปผลิตผ้าห่ม ซึ่งเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นอย่างมาก“ถ้าพูดถึงผ้าไหม ต่างชาติมีความชื่นชอบ ผ้าไหมของไทยอย่างมาก เทียบแล้วมากกว่าผ้าไหมของประเทศจีน และอินเดียว เพราะผ้าไหมไทยมีความละเอียด นุ่ม ลวดลายสวย กว่า และตอนนี้ก็มีแผนพัฒนาอย่างต่อนื่อง โดยทางสถาบันติดตามกระแสเทรนด์โลกอย่างต่อเนื่องว่า แต่ละปี แต่ละยุค โลกมีความต้องการผ้าชนิดแบบไหน สีเฉดอะไร เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าได้อย่างต่อเนื่อง ”ส่วนผลิตภัณฑ์โอทอป ประเภทผ้า และเครื่องแต่งกายนั้น เป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศเช่นกัน แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ทำให้การผลิตเน้นแต่รูปแบบ ไม่มีการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่กันด้วย จึงส่งผลให้มีปัญหาด้านคุณภาพการใช้งาน เช่น สีตก ผ้าหด โดยที่ผ่านมาทางสถาบันฯ ได้ช่วยเหลือ สนับสนุนนพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอปของผู้ประอบการอย่างครบวงจร เช่น ตั้งแต่การออกแบบ เทรนด์สี วิจัยพัฒนาวัสดุเส้นใย ซึ่งเชื่อว่า ในอนาคตผู้ประกอบการสินค้าโอทอป จพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ให้ได้มาตรฐานส่งออกได้อย่างต่อเนื่องนางศิริรัตน์ จิตต์เสรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จัดโครงการพัฒนามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณพ์และเครื่องแต่งกายโอทอป กระบวนการผลิต และทดสอบตลาดการพัฒนา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ในกลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มสินค้าโอทอป ยกระดับให้เป็นสินค้ากลุ่มดาวเด่นสู่สากล (ระดับเอ) ซึ่งจะสามารถส่งออกได้ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประอบการเพียง 297 ราย จาก 10,000 ราย หรือคิดเป็น 3 % ที่สามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้ โดยต่อไปจะพัฒนาในกลุ่มรักษาภูมิปัญญา (ระดับบี) และกลุ่มสร้างตัว (ระดับซี) ที่มีกว่า 2,700 ราย ให้เป็นผู้ประกอบการระดับเอ สามารถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้“สิ่งที่จะต้องทำ คือ การให้ความรู้ความเข้าใจในมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่กระบวนการผลิต การทำตลาด ให้แข่งขันได้ เช่น การควบคุมมาตรฐานผ้า เครื่องแต่งกาย ซึ่งจะมีทั้งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ พัฒนาวัตถุดิบ ตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุที่ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผ้าไหมไทยเนื้อหอมต่างชาติแห่เหมา

  • เอกชนเร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย

    เอกชนเร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย

    นางเกษรา ธัญลักษณ์ กรรมการ บริษัทเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะเติบโตได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จากปัจจัยบวกที่นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความชัดเจนนโยบายภาครัฐ ที่ทำให้ตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลในการเปิดตัวโครงการต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม และน่าเป็นห่วงคือปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันยังมีอัตราสูง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการขอกู้สินเชื่อบ้าน และกำลังซื้อของผู้บริโภค"หลังจากการเมืองสงบ เชื่อว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น ขณะที่ภาคอสังหาฯ ก็มีทิศทางเติบโตด้วยเช่นกัน เห็นได้จากผู้ประกอบการเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการที่ภาครัฐออกนโยบาย โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นด้วย”ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการรวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวสูง 2 โครงการแนวราบ 2 โครงการและ สนามกอล์ฟ 1 โครงการล่าสุดบริษัทเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเดอะนิช ไอดี บางแค มูลค่า 690 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 8ชั้น2 อาคารใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางแค ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และแล้วเสร็จปี 59 โดยจะเปิดจองวันที่ 30-31 ส.ค.นี้คาดว่าจะมียอดขาย 20%นอกจากนี้ บริษัทเตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซื้อที่ดิน 2 แปลงจากบริษัท ทุนเจริญ จำกัดได้แก่ ที่ดินย่านพระราม 2พื้นที่ 4-5 ไร่เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดฯ เดอะนิชไอดี สูง 8 ชั้น 4 อาคาร 400 ยูนิต มูลค่ารวม 600-700 ล้านบาท หากได้รับการอนุมัติก็จะเปิดตัวได้ในเดือนพ.ย.หรือธ.ค.นี้ และที่ดินบริเวณรามอินทรากม. 9 พื้นที่ 80 ไร่ จะพัฒนาเป็นบ้านแฝด 2เฟส 400 ยูนิตมูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดการขายได้ไตรมาส 3 ปี 58“ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 1,200 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,003.70 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23% และมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้ จะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 3,000 ล้านบาทมีรายได้ 2,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 2,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้จะรับรู้รายได้ 1,400-1,500 ล้านบาท”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย