Blog

  • เอสเอ็มอีฟื้นยอดจดทะเบียนพุ่ง

    เอสเอ็มอีฟื้นยอดจดทะเบียนพุ่ง

    รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า การจดทะเบียนยกเลิกกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวน 5,850 ราย ลดลง51.43% เทียบกับครึ่งปีหลังของปี 56 โดยทุนจดทะเบียนที่ยกเลิกกิจการมีมูลค่า 24,203 ล้านบาท ลดลง 68.15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาและสาเหตุที่เปรียบเทียบกับครึ่งปีหลัง 56 เพราะต้องการให้เห็นถึงแนวโน้มการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีว่า เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยประเภทกิจการที่ยกเลิกมากที่สุด คือ การขายสลากกินแบ่ง เพราะเป็นกิจการที่เปิด – ปิดง่าย , ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย , ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ที่พักอาศัย , บริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ,ภัตตาคาร- ร้านอาหาร   สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการใหม่มีจำนวน 29,466 ราย ลดลง 4.7% เทียบกับครึ่งปีหลังของปี 56 โดยทุนจดทะเบียนของกิจการจัดตั้งใหม่มีมูลค่า118,763 ล้านบาท ลงลง 25.01% กิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด คือ การก่อสร้างอาคารทั่วไป ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เป็นที่พักอาศัย ขายส่งเครื่องจักร บริการอาหารในภัตตาคารร้านอาหาร และกิจกรรมให้คำปรึกษา   ส่วนสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอี ในช่วง 6เดือนแรกของปี 57 พบว่า มีทิศทางที่ดีขึ้นโดยการส่งออกของเอสเอ็มอี มีมูลค่ารวม 980,419.86 ล้านบาท ขยายตัว 14.77% โดยตลาดหลักที่ส่งออกสูงสุด คือ จีน มูลค่า 115,449.04 ล้านบาท รองลงมา ญี่ปุ่น มูลค่า 95,184.91 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 72,224.34 ล้านบาท ฮ่องกง มูลค่า 69,208.39 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุด คืออัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ยานยนต์และส่วนประกอบ ด้านการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 1,074,005.84ล้านบาท ลดลง 13.20% โดยตลาดนำเข้าสูงสุด ได้แก่ จีน มูลค่ารวม288,939.91 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น มูลค่า 158,487.79ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 62,750.90 ล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 53,204.25ล้านบาท และมาเลเซีย มูลค่า 51,489.34 ล้านบาท สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า   “มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายภายใต้แผนการลงทุนของภาครัฐ และเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 รวมถึงเตรียมความพร้อมในใช้งบประมาณประจำปี 58 จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 57ให้มีทิศทางการขยายตัวที่ดียิ่งขึ้น”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีฟื้นยอดจดทะเบียนพุ่ง

  • “เงินติดล้อ”ลุยสินเชื่อจำนำทะเบียน

    “เงินติดล้อ”ลุยสินเชื่อจำนำทะเบียน

     นายปิยะศักดิ์  อุกฤษฎ์นุกูล  กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิส จำกัด  หรือเงินติดล้อ  เปิดเผยว่า  การแข่งขันสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์รุนแรงมากขึ้น หลังจากตลาดรถยนต์ใหม่หดตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลีสซิ่งเข้ามาทำตลาดจำนำทะเบียนรถยนต์กันเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มรายได้ทดแทนการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ป้ายแดงที่ชะลอตัวลง   โดยในส่วนของบริษัทฯ คู่แข่งจะเป็นไฟแนนซ์ท้องถิ่นที่อยู่ในแต่ละจังหวัด  ซึ่งบริษัทฯ ได้เปรียบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มต้น 6% ต่อปีจึงทำให้เป้าสินเชื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้   “ผู้ประกอบการบางรายปล่อยสินเชื่อสูงสุด 100 % ของราคาประเมิน ขณะที่บริษัทอนุมัติสินเชื่อเพียง 85 % ของราคาประเมิน และหากวงเงินกู้เกิน 250,000 บาท จะมีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังทำให้ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ต่ำกว่า 1 % ของสินเชื่อรวม”   ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-มิ.ย.) มียอดสินเชื่อคงเหลืออยู่ที่ 11,700 ล้านบาท เติบโต 17%  หรือเพิ่มขึ้น 1,700 ล้านบาท  แบ่งเป็น สินเชื่อรถบรรทุกและรถแทรกเตอร์ 25 % สินเชื่อรถมอเตอร์ไซด์ 10 % และอีก 60 % เป็นสินเชื่อรถเก๋ง และรถกระบะ   เป็นผลมาจากการขยายตัวของ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ทุกประเภท คาดว่าปีนี้ยอดสินเชื่อรวมอยู่ที่ 13,500 ล้านบาท  หรือเติบโต  35 %   โดยมียอดสินเชื่อใหม่ประมาณ11,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20%  ขณะที่เบี้ยประกันวินาศภัย อยู่ที่ 250 ล้านบาท  ส่วนสาขาในปัจจุบันมี 305 แห่งสิ้นปีจะอยู่ที่ 320 แห่ง   นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา 2 เรื่องคือ “คนค้ำหายาก” เพื่อประชาสัมพันธ์บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเก๋ง-กระบะ โดยไม่ต้องใช้คนค้ำประกัน และได้รับการอนุมัติรวดเร็ว และโฆษณาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล “ประกันซื้อง่าย คุ้มครองไว”  ของ  “โบรกเกอร์ เงินติดล้อ”  โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด  ส่งผลดีต่อยอดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเติบโต111% และธุรกิจนายหน้าประกันมีกรมธรรม์ประกันภัยประมาณ 200,000 ราย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เงินติดล้อ”ลุยสินเชื่อจำนำทะเบียน

  • คลังตามติดบริหารความเสี่ยง

    คลังตามติดบริหารความเสี่ยง

    นายกฤษฎา  จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ด้านการคลังปีงบประมาณ 57 ที่มีนายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อติดตามข้อมูลครึ่งปีที่ผ่านมา และกำหนดรูปแบบการทำงานรายความเสี่ยงด้านการคลัง ซึ่งมีทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาล รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ซึ่งจะมีการทำงานฉบับสมบูรณ์ในปลายปีงบประมาณนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลครึ่งปีที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรที่เป็นความเสี่ยงกับฐานะการคลัง แม้ว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้น้อย แต่คาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดี ส่วนความเสี่ยงการคลังที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ขณะนี้ได้ดำเนินแก้ไขจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงได้ติดตามข้อมูลเพื่อมาปรับปรุงทำเป็นรายงานความเสี่ยงทางการคลังตอนสิ้นปีงบประมาณอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 56 ของ สศค. ประมาณการฐานะการคลังระยะปานกลางและประเมินความเสี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อฐานะการคลังระยะปานกลาง ตั้งแต่ปี 57-63 โดยประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ปีละ 4.5% โดยมูลค่าจีดีพีจากปี 57 อยู่ที่ 12.8 ล้านล้านบาท จะเพิ่มเป็น 19.8 ล้านล้านบาท ในปี 63 ส่วนด้านรายได้จะเพิ่มจาก 2.27 ล้านล้านบาท ในปี 57 เป็น 3.58 ล้านล้านบาท ในปี 63 ขณะที่รายจ่ายจาก 2.52 ล้านล้านบาท ในปี 57 จะเป็น 3.58 ล้านล้านบาท ในปี 63 ซึ่งเป็นปีแรกที่งบประมาณเข้าสู่สมดุล หลังจากเป็นงบประมาณจาดดุลมานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ ยังประเมินหนี้สินของประเทศจาก 5.91 ล้านล้านบาท หรือ 47.1% ของจีดีพี ในปี 57 จะเป็น 8.85 ล้านล้านบาท หรือ 47.3% ของจีดีพี ในปี 63 แม้ว่าจำนวนหนี้จะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่าจีดีพีเพิ่มทำให้สัดส่วนหนี้ลดลง อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าว มีการร่วม พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่เป็นโมฆะไปแล้ว  รวมถึง พ.ร.ก.เงินกู้บริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ที่ฝ่ายนโยบายยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้กู้ต่อไปหรือไม่ ขณะเดียวกัน สศค. ได้ประเมินความเสี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อฐานะการคลังระยะปานกลาง โดยประเมินในกรณีสถานการณ์ดีขึ้น หากเศรษฐกิจในปี 58-63 ขยายตัวได้ปีละ 6.5% จะทำให้นี้สาธารณะของประเทศไม่เพิ่มสูงมาก โดยปี 63 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 7.01 ล้านล้านบาท หรือ 34.2% ของจีดีพี หากกรณีที่สถานการณ์แย่ลง เศรษฐกิจปี  58-63 ขยายตัวได้ปีละ 2.5% จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 10.9 ล้านล้านบาท หรือ 59.8% ของจีดีพี ใกล้กับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี ขณะที่ความเสี่ยงทางการคลัง ที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจ คาดว่า จะต้องเข้าไปรับความเสียหายจากดำเนินการรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีขาดทุนสะสม 70,000 ล้านบาท การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มีขาดทุนสะสม 37,000 ล้านบาท และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ มีขาดทุนสะสม 86,000 ล้านบาท นอกจากนี้ รายงานมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ว่า รัฐบาลควรบริหารเศรษฐกิจยังยืดหยุ่น หากเศรษฐกิจถดถอย ควรดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยการลดภาษี เพิ่มรายจ่าย แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวดี ก็ควรเพิ่มภาษี และลดรายจ่าย รวมถึงรัฐบาลควรควบคุมรายจ่ายประจำโดยการควบคุมเป็นสัดส่วนต่องบประมาณรวม รวมทั้ง รัฐบาลควรเน้นการลงทุนไม่ควรต่ำกว่า 25% ของงบประมาณ หากไม่สามารถเพิ่มงบลงทุน ก็ควรให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงให้รัฐบาลกำหนดขอบเขตภาระการคลังที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล ให้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือของกรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยออกกฎหมายมารองรับ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังตามติดบริหารความเสี่ยง